เกาะเฟรเซอร์ รัฐควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย
ในช่วงที่ผมกับทีมงานสารคดีมรดกโลกเดินทางไปถ่ายทำมรดกโลกทางธรรมชาติของออสเตรเลีย เราได้ไปยังเกาะเฟรเซอร์ในรัฐควีนส์แลนด์ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 2023 เกาะนี้ได้กลับไปใช้ชื่อเดิมคือเกาะการี่ (Gari) ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองแปลว่า “สวรรค์” ขณะเป็นเกาะ Fraser ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี ค.ศ. 1992 เป็นเกาะทรายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ป่าฝนบนเกาะทรายแห่งนี้สามารถเกิดขึ้นและเติบโตบนพื้นทรายได้
ผมกับทีมงานเดินทางจากกรุงเทพฯไปยังนครบริสเบนในออสเตรเลีย แล้วบินสายการบินในประเทศใช้เวลา 50 นาทีไปยังเมือง Harvey Bay เพื่อขึ้นเรือเฟอรี่ไปยังเกาะ Fraser
ซึ่งขณะนั้นยังใช้ชื่อนั้นอยู่ ดังนั้นเพื่อความต่อเนื่องผมขอใช้ชื่อเกาะ Fraser ในบนความนี้ต่อไป เราพักที่ Kingfisher Bay Resort ซึ่งทั้งอาคารส่วนกลางและที่พักออกแบบได้สวยงามและกลมกลืนไปกับธรรมชาติแต่มีบริการทีทันสมัย ฝ่ายต้อนรับของรีสอร์ทได้นำเราเดินชมบริเวณอันกว้างขวางแต่มีรั้วล้อมรอบ
เมื่อมาถึงจุดหนึ่งซึ่งมีประตูเปิดลงไปสู่ชายหาด มีป้าย 2 ป้ายเขียนเป็นภาษาอังกฤษติดอยู่ที่ประตู ข้อความของป้ายแรกบอกว่า “โปรดปิดประตูตลอดเวลา” และมีภาพเขียนรูปสุนัขน่าตาน่ากลัวติดอยู่ด้วย พนักงานต้อนรับบอกว่า “บนเกาะนี้มีสุนัขสายพันธุ์ดั้งเดิมอาศัยอยู่ราว 200 ตัวคือ “ดิงโก้” (Dingo) เป็นสัตว์บกนักล่าขนาดใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ล่ากระต่าย หนู และจิงโจ้ มีความดุร้ายตามธรรมชาติ เคยกัดเด็กถึงตายมาแล้ว ทางรีสอร์ตจึงต้องปกป้องแขกที่มาพักโดยเฉพาะผู้ที่มีเด็กมาด้วย และมีป้ายเตือนภัยไว้”
ผมกับทีมงานไม่เคยพบสุนัขดิงโก้มาก่อน จึงตั้งใจว่าจะต้องตามหาตัวให้พบให้ได้ พนักงานนำเราเดินผ่านประตูลงไปชมหาดสวยงามหน้าโรงแรม แต่ปราศจากแขกที่มาพักและปลอดจากดิงโก้
เราเดินกลับเข้าไปในรั้วของโรงแรมและไม่ลืมที่จะปิดประตูตามป้ายที่เตือนไว้ เราเดินผ่านบึงหน้าอาคารส่วนกลาง พนักงานชี้ให้เราดูนกตัวแรกที่พบบนเกาะนี้คือ White-faced Heron พบเฉพาะในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินโดนีเซีย ไม่พบในไทย ถ้าจะให้ชื่อไทยก็น่าจะเป็นนกยางหน้าขาว แปลตรงตัวตามชื่อภาษาอังกฤษและหน้าสีขาวที่เห็นชัดเจน
เมื่อเดินต่อไปก็พบนกอีก 2 ตัวได้แก่ White-cheeked Honeyeater และ Bar-shouldered Dove ซึ่งไม่พบในไทยทั้ง 2 ชนิด
เช้าวันรุ่งขึ้นเราออกไปสำรวจเกาะโดยมีไกด์ท้องถิ่นชาวออสเตรเลียชื่อมาร์ติน ขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อมารับเรา เมื่อผ่านป่าฝนอันกว้างใหญ่ มาร์ตินก็อธิบายว่าเกาะนี้ทั้งเกาะไม่มีพื้นดินมีแต่ทรายซึ่งมีธาตุอาหารสำหรับพืชบางชนิดซึ่งเกิดบนทราย เมื่อพืชเหล่านั้นตายไปก็สะสมทับถมจนเป็นธาตุอาหารมหาศาลทำให้เกิดพืชชนิดใหม่ขึ้นมาโดยเฉพาะต้นไม้สูงใหญ่จนกลายเป็นป่าฝนขึ้นมาตามมาด้วยทะเลสาบ 40 แห่งบนเกาะซึ่งเกิดจากฝน พายุพัดทรายมาจากทะเลทับถมจนกลายเป็นภูเขาทราย sand-dune สูงถึง 200 เมตรจากทะเลเรียกว่า sand blow แย่งชิงพื้นที่กับป่าฝนและทะเลสาบ
มาร์ตินนำเราไปยังหาดฝั่งตะวันออกของเกาะ ชี้ให้ดูหาดที่กว้างมากและมีพื้นทรายที่แข็งทำให้หาดนี้ซึ่งยาวเกือบ 120 กม. เท่ากับความยาวของเกาะ กลายเป็นถนนหาด (beach highway) สำหรับการสัญจรทางรถยนต์เชื่อมด้านเหนือกับด้านใต้ของเกาะ ระหว่างที่มาร์ตินอธิบายอยู่นั้นก็มีรถยนต์ชนิดต่างๆทั้งรถเก๋งและรถบรรทุกวิ่งไปมาผ่านรถของเรา
มาร์ตินนำเราขึ้นเหนือไปบนถนนหาดและบอกว่ากำลังมองหาดิงโก้ซึ่งมักจะพบบนหาดหลายครั้ง มาร์ตินพูดได้เพียง 5 นาทีเราก็เห็นสุนัขตัวหนึ่งกำลังวิ่งสวนมาบนหาด มองดูเหมือนกับหมาไทยพื้นบ้านของเรา มาร์ตินจอดรถข้างทาง เมื่อดิงโก้ตัวนั้นวิ่งผ่านรถของเรา มาร์ติก็กลับรถขับตามดิงโก้ไป และบอกว่าดิงโก้ตัวนี้มีฝูงหรือครอบครัวอยู่แถวนี้ มันกำลังกลับไปหาครอบครัวของมัน
มาร์ตินบอกว่าให้ดูในหูข้างซ้ายของดิงโก้จะเห็นเครื่อง ID Scanning ติดอยู่ภายในหูเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและศึกษาวิถีชีวิตของดิงโก้
เราตามไปสักครู่ ดิงโก้ก็ลงจากถนนเข้าไปในป่าละเมาะข้างทาง ผมมองจากซูมที่ติด กล้องอยู่ก็เห็นดิงโก้ที่เราตามมาเข้าไปหาดิงโก้อีก 3 ตัวนั่งนอนอยูใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
เราจอดรถนั่งดูดิงโก้ 4 ตัวอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มาร์ตินบอกว่าพวกมันหลบแสงแดดจ้าอยู่ในป่า จะออกมาตอนเย็นเพื่อไปล่าเหยื่อ เราได้พบดิงโก้ตามที่ต้องการแล้ว จึงเดินทางขึ้นเหนือต่อไปยัง Indian Head ซึ่งมีทิวทัศน์สวยงามเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่ง ห่างออกไปราว 50 กม. ระหว่างทางเราผ่านหาดยาวตรงราว 5 กม. มาร์ตินบอกว่านี่คือสนามบินเล็ก มีเครื่องบินใบพัดเดียวนำนักท่องเที่ยวขึ้นไปชมเกาะเป็นเวลา 15 นาที ผมสนใจเพราะอยากได้ภาพถ่ายและวีดีโอทางอากาศด้วย จึงวางแผนว่าจะมาขึ้นบินในวันรุ่งขึ้น ขอให้มาร์ตินติดต่อสำรองที่นั่งสำหรับทีมงาน 3 คนของเรา ตรงข้ามทางขึ้นลงของสนามบินมีซากเรือโดยสารของญี่ปุ่นชื่อ Maheno ถูกพายุไซโคลนพัดมาเกยหาดในปี ค.ศ. 1935
เรามาถึง Indian Head เป็นเนินเขาไม่สูง มีทางเดินขึ้นไปถึงยอดเนิน ทางด้านทะเลเป็นหน้าผาชมทิวทัศน์ทั้งด้านใต้และด้านเหนือซึ่งมองเห็นคลื่นทะเลซัดเข้าหาดสวยงามทั้ง 2 ด้าน แต่ทางด้านเหนือเห็นเนินทราย (Sand-Dune) ขนาดใหญ่กำลังรุกพื้นที่ป่าฝนที่ล้อมรอบอยู่ จาก Indian Head
มาร์ตินนำเราขึ้นเหนือไปต่อยัง Champagne Pools ซึ่งอยู่ห่างออกไป 10 กม. เป็นจุดที่ลาวาจากภูเขาไฟไหลลงสู่ทะเลเมื่อหลายล้านปีมาแล้ว ทำให้เกิดเป็นหลุมหลายหลุมเมื่อกระทบกับน้ำทะเล ปัจจุบันกลายเป็น jacuzzi ธรรมชาติและถูกเรียกว่า Champagne Pools เพราะฟองคลื่นจากทะเลไหลเข้ามาในหลุมดูเหมือนเครื่องดื่มแชมเปญ
จาก Champagne Pools เราเดินทางกลับไปยังรีสอร์ทบนถนนหาดเช่นขามา เมื่อผ่านป่าฝนที่พบครอบครัวดิงโก้ มาร์ตินหยุดรถชั่วครู่มองหาดิโก้ แต่ไม่พบ คงออกไปล่าเหยื่อ เราจึงเดินทางต่อไปจนถึงรีสอร์ท เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจในวันแรกที่เกาะเฟรเซอร์
วันรุ่งขึ้นมาร์ตินนำเราไปยัง Hammerstone Sand Blow กับ Lake Wabby ซึ่งอยู่ติดกันบนเนินทราย ต้องจอดรถไว้ริมทะเลแล้วเดินราว 20 นาทีผ่านป่าฝนขึ้นไปยังจุดชมวิวซึ่งมองเห็น Hammerstone Sand Blow อยู่คู่กับ Lake Wabby ให้เห็นภาพการรุกคืบของ Sand Blow ไปยังป่าฝนและทะเลสาบ
หลังจากนั้นเราเดินลงไปยัง Hammerstone Sand Blow เมื่อไปยืนอยู่บนเนินทรายที่กว้างใหญ่มากให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในทะเลทรายที่อียิปต์และโมร็อกโกที่เคยไปมา เราเดินตามพื้นทรายจนไปถึงขอบเนินทรายซึ่งกินแดนลงไปในทะเลสาบ Wabby
เมื่อชมวิวทะเลสาบและเนินทรายพร้อมกับถ่ายภาพกันพอแล้วก็เดินกลับไปที่รถ มาร์ตินนำเรามุ่งหน้าไปยังสนามบินเล็ก เมื่อถึงคิวของเรา ผมกับทีมงานรวม 3 คนก็ขึ้นไปบนเครื่องบินเล็กใบพัดเดียวรับผู้โดยสารได้ 4 คน
เมื่อเครื่องบินเหินขึ้นฟ้า มองกลับลงมาก็เห็นสนามบินเล็ก มองไกลออกไปเห็นภาพการชิงพื้นที่ระหว่าง sand blow กับ rainforest อย่างชัดเจน
นักบินนำเราไปชมทะเลสาบหลายแห่งบนเทืออกเขาป่าฝน ผมนำภาพมาให้ชม 2 แห่งซึ่งดูสวยงามเมื่อเห็นสีของพื้นน้ำในทะเลสาบตัดกับสีของป่าฝนที่ล้อมรอบทะเลสาบ
ขากลับก่อนนำเครื่องบินลงจอด นักบินบินผ่านซากเรือ Maheno จึงได้ภาพถ่ายทางอากาศของซากเรือมาด้วย
จากสนามบินมาร์ตินนำเราไปยัง Lake McKenzie เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่สวยที่สุดของเกาะ น้ำใสสะอาด หาดทรายขาว เป็นสถานที่ยอดนิยมของนักว่ายน้ำ
ขณะเดินทางบนถนนหาดกลับไปรีสอร์ท ผ่านหาดแห่งหนึ่งมีนกทะเลหลายชนิดบินเหนือหาดและเดินอยู่บนหาด มาร์ตินจึงจอดรถให้เราถ่ายภาพนก ได้มา 4 ชนิด
ผมนำหนังสือนกเมืองไทยมาด้วย เมื่อเปิดดูก็พบว่านกบูบบีสีน้ำตาลหรือ Brown Booby เคยเป็นนกประจำถิ่นของไทย ปัจจุบันเป็นเพียงนกย้ายถิ่นเข้ามาหากิน หายากมาก
ส่วน Great Crested Tern หรือ นกนางนวลแกลบหงอนใหญ่ เป็นนกประจำถิ่น หายากมาก ถ้าเป็นนกอพยพ พบค่อนข้างบ่อย
นก Red-capped Plover กับนก Pied Oystercatcher ไม่พบในไทยและในหนังสือนกเมืองไทย
วันรุ่งขึ้น เรามีกำหนดลงเรือเฟอรี่กับไปแผ่นดินใหญ่ออสเตรเลียเพื่อไปถ่ายทำมรดกโลกแห่งอื่นต่อ
ในช่วงบ่ายขณะไปเดินเล่นที่หาดหน้ารีสอร์ท เห็นเรือเฟอรี่ลำที่เราจะโดยสารไปกำลังเข้ามาในช่องแคบมุ่งหน้ามาที่รีสอร์ท ผมกับทีมงานประทับใจกับมรดกโลก K’gari (Fraser) Island มากได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน หวังว่าคงได้กลับมาอีกสักครั้งหนึ่ง

































