เมืองที่ทิ้งรอยไว้ในความทรงจำมักไม่ใช่มหานครชื่อดังที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ หากแต่เป็นเมืองเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตที่ยังคงเสน่ห์ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ จุดหมายเหล่านี้อาจไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก แต่กลับเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้การเดินทางมีความหมายมากกว่าที่คิด

ตั้งแต่หมู่บ้านริมทะเลสาบกลางขุนเขาในออสเตรีย หมู่บ้านชาวประมงปลายฟยอร์ดทางตอนเหนือของนอร์เวย์ เมืองอัลไพน์แสนสงบท่ามกลางเทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ เมืองแห่งศรัทธาที่โอบล้อมด้วยป่าสนในญี่ปุ่น ไปจนถึงอดีตราชธานีที่เต็มไปด้วยร่องรอยพันปีในเกาหลีใต้ ทั้ง 5 เมืองนี้อาจมีขนาดไม่ใหญ่ แต่คาแรกเตอร์นั้นใหญ่เกินเบอร์

5 เมืองสวยน่าเที่ยวทั่วโลก ที่ควรไปสักครั้ง

The City of Nature - Hallstatt, Austria

 


เมืองเล็กริมทะเลสาบที่งดงามราวภาพวาด โอบล้อมด้วยขุนเขาและบ้านเรือนสไตล์ยุโรปโบราณ Hallstatt ตั้งอยู่ริม Lake Hallstatt หรือ Hallstätter See ในเขตแคว้น Upper Austria ทางตอนเหนือของประเทศออสเตรีย เป็นจุดหมายปลายทางที่เต็มไปด้วยบรรยากาศโรแมนติกและเงียบสงบ บ้านเรือนสไตล์ยุโรปโบราณเรียงรายอยู่ชายน้ำ สะท้อนลงทะเลสาบใสราวกระจก เป็นมรดกโลก UNESCO ที่ยังมีผู้คนอาศัยอยู่จริงมาหลายศตวรรษ ไม่ว่าจะช่วงไหนของปี Hallstatt ก็ล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป ในฤดูใบไม้ผลิสดชื่นด้วยดอกไม้บานสะพรั่ง ฤดูร้อนเหมาะกับการล่องเรือและเดินเล่นริมทะเลสาบ ฤดูใบไม้ร่วงงดงามด้วยสีสันของใบไม้เปลี่ยนสี และฤดูหนาวถูกแต่งแต้มด้วยหิมะขาวบาง ๆ ที่เพิ่มบรรยากาศโรแมนติกอย่างเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายแล้วใช้เวลาอย่างเนิบช้าในเมืองแสนสวยแห่งนี้

 

จุดไฮไลต์ใน Hallstatt  

• Hallstatt Market Square

 


จัตุรัสกลางเมืองขนาดกะทัดรัดที่โอบล้อมด้วยอาคารสีพาสเทลสไตล์ยุโรปโบราณ ร้านดอกไม้ คาเฟ่ และร้านพื้นเมืองเล็ก ๆ ที่ยังคงเสน่ห์ความเรียบง่ายของเมืองไว้ได้อย่างลงตัว บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เหมาะกับการนั่งจิบกาแฟเบา ๆ ชมผู้คนที่เดินผ่านไปมา พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตเนิบช้าของหมู่บ้านริมทะเลสาบแห่งนี้

 

• Lake Hallstatt

 


ทะเลสาบหลักของเมืองที่ถือเป็นหัวใจของ Hallstatt ตั้งอยู่ในแคว้น Upper Austria น้ำใสสะอาดสะท้อนภาพบ้านเรือนและแนวเทือกเขาแอลป์ได้ราวกระจกธรรมชาติ บรรยากาศเงียบสงบเหมาะกับการเดินเล่นริมฝั่ง ล่องเรือชมวิว หรือหยุดพักชมแสงเช้าและแสงเย็นที่เปลี่ยนโทนสีของเมืองไปอย่างงดงามตลอดวัน

 

• Hallstatt Skywalk

 


จุดชมวิวบนที่สูงเหนือเมืองที่เปิดมุมมองแบบพาโนรามา เห็นทั้งตัวหมู่บ้าน ทะเลสาบ Hallstätter See และแนวเทือกเขาโดยรอบในเฟรมเดียว เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่พลาดไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือเย็นที่แสงธรรมชาติกระทบผิวน้ำและภูเขา ทำให้ภาพของ Hallstatt ดูราวกับหลุดออกมาจากโปสการ์ดจริง ๆ

 

 

The City of Arctic Beauty - Reine, Norway

 


หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ บนเกาะมุสเคอเนสซอยา (Moskenesøya) ในหมู่เกาะ Lofoten Islands ทางตอนเหนือของนอร์เวย์ Reine งดงามราวภาพฝันด้วยบ้านไม้สีแดงริมฟยอร์ด รายล้อมด้วยภูเขาสูงชันและผืนน้ำสีครามเงียบสงบ วิวสวยแบบมองมุมไหนก็เหมือนโปสการ์ด จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดของประเทศ

เสน่ห์ของ Reine คือความเรียบง่ายที่ละมุนหัวใจท่ามกลางไอเย็นของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่เกินจริง ในฤดูหนาวมีลุ้นชมแสงเหนือ ส่วนฤดูร้อนก็ยังได้สัมผัสพระอาทิตย์เที่ยงคืนแบบวันที่แทบไม่มืด เพียงมาเดินเล่นริมท่าเรือ นั่งคาเฟ่มองวิว หรือพักในกระท่อมชาวประมงแบบ Rorbu ก็ได้ฟีลสโลว์ไลฟ์ที่ฮีลใจแบบไม่ต้องพยายาม จนเข้าใจทันทีว่าทำไมที่นี่ถึงเป็น Hidden Gem ที่หลายคนอยากมาสักครั้งในชีวิต

 

จุดไฮไลต์ใน Reine

• Reine Harbour

 


ท่าเรือหลักของหมู่บ้านที่เป็นเหมือนหัวใจของชีวิตผู้คนใน Reine รายล้อมด้วยแนวภูเขาสูงชันและผืนน้ำฟยอร์ดที่นิ่งสงบ เรือประมงพื้นถิ่นจอดเรียงรายอย่างเรียบง่ายสะท้อนวิถีชีวิตชาวเหนือที่ยังคงดำเนินไปอย่างไม่เร่งรีบ โดยเฉพาะช่วงเช้าที่หมอกบางลอยคลอผิวน้ำ หรือยามเย็นที่แสงอาทิตย์อ่อน ๆ กระทบผิวน้ำและยอดเขา บรรยากาศทั้งเงียบ ลึก และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

 

• Sakrisøy

 


หมู่บ้านเล็กสีเหลืองสดใสที่อยู่ไม่ไกลจาก Reine โดดเด่นด้วยกระท่อมไม้สีโทนอุ่นตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าเข้มและภูเขาสูงเป็นฉากหลัง ให้ความรู้สึกเหมือนภาพโปสการ์ดที่มีชีวิตจริง นอกจากวิวที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว พื้นที่นี้ยังมีร้านอาหารทะเลท้องถิ่นและจุดถ่ายภาพที่เงียบสงบ เหมาะกับการใช้เวลาช้า ๆ เพื่อซึมซับเสน่ห์ของ Lofoten แบบเต็มอารมณ์

 

• Reinebringen

 


เส้นทางเดินเขาที่โด่งดังที่สุดของ Lofoten Islands ประเทศนอร์เวย์ ประกอบด้วยบันไดหินราว 1,978 ขั้นที่สร้างโดยช่างชาวเนปาล (Sherpa Stairway) เพื่อพาขึ้นสู่ยอดเขาสูงประมาณ 448 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แม้เส้นทางจะค่อนข้างชันและใช้แรงพอสมควร แต่ระหว่างทางจะค่อย ๆ เผยวิวธรรมชาติที่กว้างและสวยขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดสูงสุดที่สามารถมองเห็นภาพพาโนรามาของ Reine ได้แบบเต็มสายตา เป็นหนึ่งในจุดชมวิวระดับไอคอนที่นักเดินทางทั่วโลกอยากมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต

 ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวคือฤดูร้อน ตั้งแต่กลางพฤษภาคมถึงกันยายน อากาศจะอบอุ่นกำลังดี เดินเที่ยวได้สบาย เหมาะกับการออกไปสำรวจเมืองในช่วงเช้าตรู่เพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชนและเก็บแสงธรรมชาติสวย ๆ อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยงการเดินในวันที่ฝนตก เพราะพื้นทางเดินและบันไดค่อนข้างลื่น อาจไม่สะดวกต่อการเดินเที่ยวและชมวิวเท่าที่ควร

 

 

The City of Alpine Dreams - Zermatt, Switzerland

 


เมืองตากอากาศชื่อดังท่ามกลางหุบเขาในแคว้นวาเลส์ (Valais) ของสวิตเซอร์แลนด์ นั่งรถไฟจาก Zurich ใช้เวลาราว 3 ชม. 30 นาที Zermatt มีเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยบรรยากาศเงียบสงบ อากาศบริสุทธิ์ และการเป็นเมืองปลอดรถยนต์ที่มีเพียงรถไฟฟ้า รถม้า และรถสามล้อไฟฟ้า ทำให้ทุกจังหวะของการใช้ชีวิตดูเนิบช้าและนุ่มนวล เดิมทีที่นี่เคยเป็นเพียงหมู่บ้านชาวเขาเล็ก ๆ ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นจุดหมายระดับโลกในยุคการปีนเขาเฟื่องฟูช่วงศตวรรษที่ 19 เมื่อเหล่านักผจญภัยจากยุโรปต่างเดินทางมาพิชิต Matterhorn ยอดเขาทรงพีระมิดที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังเมือง และกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ ภาพจำอันโดดเด่นของการมาเยือน Zermatt คือการได้อิ่มเอมกับธรรมชาติแห่งเทือกเขาแอลป์อย่างใกล้ชิดในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น การนั่งรถไฟไต่เขาชมวิว เดินเทรลผ่านทุ่งหญ้าและทะเลสาบ เล่นสกีบนลานหิมะช่วงฤดูหนาว หรือเพียงนั่งพักในคาเฟ่เล็ก ๆ พร้อมมองยอดเขาเบื้องหน้า เมืองแห่งนี้ยังคงรักษาเสน่ห์ของชุมชนอัลไพน์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างงดงาม ควบคู่ไปกับความเรียบหรูแบบสวิส จนทำให้ทุกช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่กลายเป็นความทรงจำที่ควรมีสักครั้งในชีวิต

 

จุดไฮไลต์ใน Zermatt

• Gornergrat Railway

 


รถไฟฟันเฟืองสายประวัติศาสตร์ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1898 วิ่งจากตัวเมืองขึ้นสู่ยอดเขาที่ความสูง 3,089 ม. ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยวิวทุ่งหญ้า ป่าสน และยอดเขาหิมะ ก่อนถึงปลายทางที่มองเห็นยอดเขา Matterhorn ได้อย่างเต็มตา ถือเป็นหนึ่งในประสบการณ์คลาสสิกของ Zermatt

 

• Matterhorn Glacier Paradise

 


จุดชมวิวสูงสุดของยุโรปที่เข้าถึงได้ด้วยกระเช้า ตั้งอยู่บนความสูงกว่า 3,800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มองเห็นธารน้ำแข็งและแนวเทือกเขาแอลป์แบบพาโนรามาสุดอลังการ ในวันที่อากาศเปิดสามารถมองเห็นยอดเขาหลายประเทศพร้อมกัน อีกทั้งยังมี Glacier Palace ถ้ำน้ำแข็งภายในธารน้ำแข็งให้เดินชมอย่างน่าตื่นตา

 

• Sunnegga

 


อีกหนึ่งจุดชมวิวบรรยากาศสดใสที่เดินทางง่ายจากตัวเมือง Zermatt เหมาะสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสธรรมชาติแบบสบาย ๆ ทั้งเส้นทางเดินเล่น ทุ่งหญ้าอัลไพน์ และทะเลสาบใสอย่าง Leisee ซึ่งในวันที่ลมนิ่งจะสะท้อนเงา Matterhorn ได้อย่างงดงาม เป็นมุมยอดนิยมสำหรับการพักผ่อนและถ่ายภาพแบบไม่เร่งรีบ

 

 

The City of Faith - Nikko, Japan

 


หากจะมองหาจุดหมายสักแห่งที่ทำให้ความสงบมีตัวตนได้จริง หนึ่งในเมืองเหล่านั้นก็คงยกให้เป็น Nikko เมืองเล็กท่ามกลางขุนเขาในจังหวัดโทชิกิ (Tochigi) ที่ผู้คนเดินทางมาเพื่อสัมผัสทั้งธรรมชาติและพลังแห่งศรัทธา บรรยากาศของที่นี่ต่างจากเมืองท่องเที่ยวทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยเสียงลมผ่านต้นสน สายน้ำใส และสถาปัตยกรรมโบราณที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างเงียบงาม

Nikko เป็นที่รู้จักจากการเป็นที่ตั้งของ Nikko Toshogu Shrine ศาลเจ้าสุดวิจิตรซึ่งอุทิศแด่โชกุนโทกูงาวะ อิเอยาซุ (Tokugawa Ieyasu) แต่เสน่ห์ของเมืองไม่ได้หยุดอยู่เพียงนั้น เพราะรอบตัวเมืองยังรายล้อมด้วยทะเลสาบ น้ำตก และออนเซ็นธรรมชาติ โดยเฉพาะฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ทั้งเมืองถูกแต่งแต้มด้วยเฉดแดงและทองอย่างงดงาม ฮีลใจได้ดีสุด ๆ

 

จุดไฮไลต์ใน Nikko

• Nikko Toshogu Shrine

 


ศาลเจ้ามรดกโลกที่งดงามด้วยงานแกะสลักไม้ลงสีทองอย่างประณีต รายละเอียดทุกมุมสะท้อนศิลปะยุคเอโดะได้อย่างน่าทึ่ง และเป็นจุดหมายสำคัญที่สุดของเมือง ภายในยังมีสัญลักษณ์ชื่อดังอย่าง “ลิงสามตัว” สัญลักษณ์คติ see no evil, hear no evil, speak no evil และประตู Yomeimon ที่ถือเป็นผลงานสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นชั้นเอก

 

• Kegon Falls

 


น้ำตกสูงกลางหุบเขาที่ทรงพลังและงดงามในทุกฤดู โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่ธรรมชาติรอบด้านยิ่งโดดเด่นเป็นพิเศษ สายน้ำตกจากความสูงราว 97 ม. ลงสู่เบื้องล่างอย่างสง่างาม สามารถขึ้นลิฟต์ลงไปยังจุดชมวิวใกล้ฐานน้ำตกเพื่อสัมผัสพลังของธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด

 

• Lake Chuzenji

 


ทะเลสาบบนภูเขาที่เงียบสงบและอากาศเย็นสบาย เหมาะกับการล่องเรือ เดินเล่นริมฝั่ง หรือใช้เวลาช้า ๆ กับวิวธรรมชาติที่ช่วยรีเซ็ตใจได้อย่างดี ทะเลสาบแห่งนี้เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟนันไตในอดีต และในฤดูใบไม้ร่วงจะโอบล้อมด้วยสีสันของป่าเขาที่สวยงามเป็นพิเศษ

 

 

The City of Culture - Gyeongju, South Korea

คยองจู (Gyeongju) เมืองที่ประวัติศาสตร์ยังคงดำเนินไปอย่างทรงคุณค่าควบคู่กับวิถีชีวิตผู้คนในทุกวัน ตั้งอยู่ห่างจากกรุงโซลราว 2 ชม. โดยรถไฟความเร็วสูง อดีตราชธานีแห่งอาณาจักรซิลลาซึ่งเคยรุ่งเรืองยาวนานกว่าพันปี และได้รับการขนานนามว่า “พิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีกำแพง” ได้อย่างเหมาะสม เพราะไม่ว่ามองไปทางใดก็พบร่องรอยอารยธรรมโบราณกระจายอยู่ทั่วเมือง ทั้งวัดเก่า เจดีย์หิน พระราชวังโบราณ และสุสานกษัตริย์ที่ตั้งงดงามท่ามกลางสวนสีเขียวกว้างใหญ่ ความพิเศษของ Gyeongju อยู่ที่บรรยากาศเรียบสงบและจังหวะชีวิตที่ไม่เร่งรีบ เหมาะกับการเดินทอดน่องชมเมือง ปั่นจักรยานผ่านสวนกว้าง หรือค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดของสถาปัตยกรรมที่เล่าเรื่องวันวาน อากาศเย็นสบายตลอดวันและความละมุนของเมืองทำให้ที่นี่มีแรงดึงดูดแบบนุ่มลึก จนคนรักวัฒนธรรมหลายคนมาแล้วมักอยากกลับมาอีกครั้ง

 

จุดไฮไลต์ใน Gyeongju

• Bulguksa Temple

 


วัดมรดกโลก UNESCO จากยุคอาณาจักรซิลลาที่สะท้อนความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในเกาหลีอย่างชัดเจน โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมไม้แบบดั้งเดิมที่ซ้อนชั้นอย่างประณีต ผสานกับบันไดหินและลานกว้างที่จัดวางอย่างสมดุลราวงานศิลปะทั้งชิ้น บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบและรายล้อมด้วยภูเขา ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่พาใจให้ช้าลงอย่างเป็นธรรมชาติ

 

• Donggung Palace and Woljeonggyo Wooden Bridge

 


พื้นที่ประวัติศาสตร์ริมสระน้ำที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพระราชวังของราชวงศ์ซิลลา มีจุดเช็กอินยอดนิยมคือ สะพานไม้สีแดง Woljeonggyo Bridge ที่ได้รับการบูรณะอย่างงดงามจนกลายเป็นแลนด์มาร์กของเมือง ในยามค่ำคืนแสงไฟจะสะท้อนผิวน้ำสร้างบรรยากาศโรแมนติกอย่างมีเสน่ห์ จนกลายเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพที่ทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นหลงรัก

 


• Silla Dynasty Museum

 


พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมร่องรอยความรุ่งเรืองของอาณาจักรซิลลาไว้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่โบราณวัตถุ เครื่องทอง ไปจนถึงศิลปกรรมและประวัติศาสตร์การปกครองของราชวงศ์โบราณ ช่วยให้ผู้มาเยือนได้เห็นภาพรวมของอารยธรรมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของคาบสมุทรเกาหลีอย่างลึกซึ้งและเป็นระบบ

 

 การออกเดินทางไปยังเมืองสวยน่าเที่ยวแบบ Hidden Gem เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทำให้ทริปต่างประเทศน่าจดจำมากขึ้น เพราะแต่ละเมืองไม่ได้มีดีแค่แลนด์มาร์กสวย ๆ แต่ยังเต็มไปด้วยธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และบรรยากาศเฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Hallstatt เมืองริมทะเลสาบในออสเตรีย Reine หมู่บ้านฟยอร์ดในนอร์เวย์ Zermatt เมืองอัลไพน์ในสวิตเซอร์แลนด์ Nikko เมืองแห่งศรัทธาในญี่ปุ่น หรือ Gyeongju เมืองวัฒนธรรมของเกาหลีใต้ ล้วนเป็นจุดหมายที่เหมาะกับคนอยากเที่ยวแบบไม่ซ้ำใคร และถ้ากำลังวางแผนทริปต่างประเทศ อย่าลืมเตรียมบัตรเครดิต KTC ไว้ใช้จ่ายระหว่างเดินทาง ทั้งจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ร้านอาหาร ช้อปปิ้ง หรือค่าเดินทางต่าง ๆ พร้อมสะสมคะแนน KTC FOREVER เพื่อให้ทุกทริปคุ้มค่าและสะดวกยิ่งขึ้น

 

เที่ยวทั่วโลกอย่างคุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต  KTC