ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การบริหารเงินจึงเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับทุกคน ซึ่งมีวิธีการมากมายในการบริหารเงิน แต่วิธีที่เรียบง่ายและทรงพลังคือ “วิธีการแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน” เทคนิคที่เราจะมาลงลึกทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กันภายในบทความนี้ โดยเทคนิคนี้จะช่วยให้คุณควบคุมกระแสเงินสด สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว และยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องรู้สึกกังวลเมื่อใช้จ่ายอีกต่อไป


การแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน คืออะไร

การแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วนคือ หลักการบริหารการเงินส่วนตัวที่แบ่งเงินเก็บทั้งหมดออกเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่

  • ส่วนที่ 1 คือ เงินค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉิน สำรองไว้รับมือกับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินไม่คาดคิด
  • ส่วนที่ 2 คือ เงินเพื่อการลงทุนระยะยาว เพื่อสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคง
  • ส่วนที่ 3 คือ เงินสำหรับการเกษียณ ไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหลังจากเกษียณจากการทำงาน
  • ส่วนที่ 4 คือ เงินเพื่อซื้อความสุขและความบันเทิง ที่สามารถใช้จ่ายได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องรู้สึกผิด

นอกจากวิธีแบ่งเงินเก็บออกเป็น 4 ส่วนแล้ว ยังมีเทคนิคการแบ่งสัดส่วนเงินเก็บรูปแบบอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมอีกเช่น การแบ่งสัดส่วน 60-40 การแบ่งสัดส่วน 80-20 หรือจะเป็นการแบ่งแบบ 50-30-20 ที่จะมีการอธิบายแต่ละแบบเพิ่มเติมในภายหลัง อย่างไรก็ตามการแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน ยังคงเป็นวิธีที่ครอบคลุมมิติการเงินได้ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพสูง


ข้อดีการแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน คืออะไร

สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ หรือเก็บเงินไม่ค่อยอยู่ การแบ่งเงินเดือนเป็น 4 ส่วนนี่แหละที่จะช่วยคุณได้ โดยข้อดีเด่น ๆ ของการแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วนคือ การมีเป้าหมายชัดเจนว่าเงินแต่ละบาทควรไปอยู่ตรงไหน ไม่ต้องมานั่งงงว่าเดือนนี้เงินหายไปไหนหมด เพราะทุกบาททุกสตางค์มีบ้านของมันเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังช่วยให้เราไม่รู้สึกผิดเวลาใช้เงินส่วน "ความสุข" เพราะเรารู้ว่าส่วนอื่น ๆ ได้จัดการแบ่งไปแล้ว หรือถ้าอยากซื้ออะไรแพง ๆ ก็แค่เก็บเงินในส่วนนี้รอไว้ ไม่ต้องกระทบกับค่าใช้จ่ายจำเป็น


แบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจกับเทคนิคการแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วนกันไปแล้ว ถัดไปเราจะมาดูกันว่าทำไมการแบ่งเงินเก็บออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจนถึงสำคัญนัก ลองมาดูรายละเอียดของเงินแต่ละส่วนกันเลย


1. เงินค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน

เงินส่วนนี้เปรียบเสมือนเกราะป้องกันความเสี่ยงทางการเงินของคุณ โดยควรสะสมเงินฉุกเฉินให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่น การเจ็บป่วย การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือกรณีว่างงาน การมีเงินก้อนนี้ไว้ช่วยให้คุณไม่ต้องกู้ยืมหรือใช้บัตรเครดิตในยามฉุกเฉิน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระหนี้สินและดอกเบี้ยในระยะยาว


2. เงินลงทุน

เงินส่วนนี้คือกุญแจสำคัญสู่การสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวผ่านพลังของดอกเบี้ยทบต้น การลงทุนอย่างสม่ำเสมอ แม้เป็นจำนวนไม่มาก จะช่วยให้เงินของคุณเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้ ซึ่งคุณสามารถเลือกลงทุนได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่กองทุนรวม หุ้น พันธบัตร ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเป้าหมายทางการเงินของคุณ


3. เงินสำหรับวัยเกษียณ

การออมเพื่อวัยเกษียณเป็นการวางแผนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต เพราะเมื่อถึงวันที่คุณไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป เงินก้อนนี้จะเป็นหลักประกันคุณภาพชีวิตของคุณ หากเริ่มออมเร็วแม้จำนวนน้อยจะให้ผลตอบแทนที่มากกว่าการเริ่มช้าด้วยจำนวนมาก ๆ เพราะจะมีเวลาให้เงินงอกเงยจากดอกเบี้ยทบต้นได้ยาวนานกว่า


4. เงินสำหรับซื้อของเพื่อความสุข

เงินส่วนนี้คือรางวัลที่คุณมอบให้ตัวเองจากการทำงานหนักอย่างเหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะใช้สำหรับการท่องเที่ยว งานอดิเรก หรือแม้แต่การซื้อของที่อยากได้ การแบ่งเงินส่วนนี้ไว้จะช่วยให้คุณใช้จ่ายได้อย่างมีความสุขโดยไม่รู้สึกผิด หรือกระทบกับความมั่นคงทางการเงิน ช่วยสร้างสมดุลในชีวิตที่สามารถทำงานและใช้ชีวิตควบคู่ไปด้วยกันอย่างมีความสุข


การออมเงินรูปแบบอื่น ๆ มีวิธีไหนน่าสนใจอีกบ้าง

นอกจากเทคนิคการแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วนที่ช่วยสร้างความสมดุลในทุกมิติทางการเงินแล้ว ยังมีวิธีการแบ่งเงินรูปแบบอื่น ๆ ที่อาจเหมาะกับไลฟ์สไตล์และเป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละวิธีจะมีแนวคิดและจุดเด่นเฉพาะตัว มาดูกันว่าวิธีไหนที่อาจเหมาะกับคุณ


วิธีแบ่งเงิน 60-40

วิธีการแบ่งเงินแบบ 60-40 เป็นรูปแบบที่เน้นความเรียบง่ายโดยแบ่งรายได้เป็นสองส่วนหลัก ๆ คือ 60% สำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดในชีวิตประจำวัน และ 40% สำหรับการออมและการลงทุน สัดส่วนนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ค่อนข้างสูงหรือไม่มีภาระหนี้สินมาก เพราะเป็นการแบ่งส่วนเงินออมในอัตราที่สูงกว่าวิธีอื่น ๆ ค่อนข้างมาก

ข้อดีคือทำให้เงินออมเติบโตอย่างรวดเร็ว และสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้ดี แต่อาจท้าทายสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือมีภาระค่าใช้จ่ายสูงในช่วงแรกของชีวิตการทำงาน


วิธีแบ่งเงิน 80-20

การแบ่งเงินแบบ 80-20 หรือที่เรียกว่า "หลักการพาเรโต้" เป็นวิธีที่แนะนำให้ใช้เงิน 80% สำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเก็บออม 20% ไว้สำหรับการลงทุนหรือการออมระยะยาว วิธีนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้เริ่มต้นวางแผนการเงิน เพราะไม่กดดันจนเกินไปและสามารถปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะสำหรับคนที่ยังมีรายได้ไม่สูงมากหรือมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระ

อย่างไรก็ตามข้อเสียคือการแบ่งแบบกว้าง ๆ อาจทำให้ขาดการจัดสรรที่ชัดเจนในแต่ละหมวดหมู่ย่อยของค่าใช้จ่าย และอัตราการออม 20% อาจไม่เพียงพอสำหรับเป้าหมายทางการเงินใหญ่ ๆ ในอนาคต


วิธีแบ่งเงิน 50-30-20

วิธีการแบ่งเงิน 50-30-20 เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะมีความสมดุลและสามารถปรับใช้ได้ง่าย โดยแบ่งจะรายได้เป็น 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น (ที่อยู่อาศัย อาหาร การเดินทาง และอื่น ๆ), 30% สำหรับสิ่งที่ต้องการแต่ไม่จำเป็น (ความบันเทิง การท่องเที่ยว การสังสรรค์) และ 20% สำหรับการออมหรือลงทุน

วิธีนี้ช่วยให้คุณมีวินัยทางการเงินขณะเดียวกันก็ยังมีเงินไว้สนุกกับการใช้ชีวิต โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่อยู่ในช่วงสร้างฐานะและต้องการสมดุลระหว่างความสุขในปัจจุบันกับความมั่นคงในอนาคต ถ้าหากมีรายได้เพิ่มขึ้น คุณก็สามารถปรับสัดส่วนโดยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การออมเพิ่มเติมได้


เทคนิคแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน สร้างความมั่นคงทางการเงิน

เทคนิคการแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วน เป็นวิธีบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพสำหรับทุกคนที่ต้องการความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว โดยแบ่งเงินออกเป็น 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ เงินสำรองฉุกเฉิน เงินลงทุนระยะยาว เงินเกษียณ และเงินเพื่อความสุขที่ทำให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล

อย่างไรก็ตามบางครั้งชีวิตก็มีเรื่องไม่คาดฝันที่อาจทำให้เงินสำรองฉุกเฉินไม่เพียงพอ ในกรณีที่คุณจำเป็นต้องใช้เงินด่วนสินเชื่อรถแลกเงินอย่าง “สินเชื่อ KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” อาจเป็นทางเลือกที่น่าพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อรถยนต์ที่ให้วงเงินสูงสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์ที่มีความคล่องตัวในการอนุมัติ หรือสินเชื่อบิ๊กไบค์สำหรับรถมูลค่าสูง โดยการเลือกใช้บริการจากผู้ให้สินเชื่อถูกกฎหมายจะช่วยให้คุณได้รับอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่เป็นธรรม พร้อมความโปร่งใสในการทำสัญญา





กรุณาศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ก่อนทำการสมัคร

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ และธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

*วงเงินอนุมัติเป็นไปตามความสามารถในการชำระหนี้และราคาประเมินมูลค่ารถ v*อนุมัติไวใน 1 ชั่วโมง รับเงินทันที เมื่อเอกสารครบถ้วนถูกต้องและโอนเงินเข้าบัญชีกรุงไทยหรือพร้อมเพย์

*เมื่อวงเงินกู้ 200,000 บาทขึ้นไป สามารถเลือกผ่อนชำระได้นานสูงสุด 84 เดือน

*กรณีรถยนต์ติดไฟแนนซ์ อนุมัติและโอนเงินหลังจากกรรมสิทธิ์ในรถเป็นชื่อผู้กู้เรียบร้อยแล้ว

*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 21%-24% ต่อปี

กรณีที่รถยังผ่อนไม่หมด สามารถนำมาประเมินวงเงินเบื้องต้นก่อนได้