เมื่อพูดถึงเครื่องมือในการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในยามจำเป็น หลายคนมักนึกถึง “บัตรกดเงินสด” และ “สินเชื่อส่วนบุคคลแบบผ่อนรายงวด” เป็นสองทางเลือกแรก ๆ ที่ช่วยให้ผู้ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องสามารถเข้าถึงเงินทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่ารักษาพยาบาล หรือเงินทุนหมุนเวียนสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แม้ว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งสองประเภทจะอยู่ในกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลเหมือนกัน ทว่ากลับมีรูปแบบการใช้งาน วิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจริง และเงื่อนไขการผ่อนชำระที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงมักเกิดคำถามว่า หากต้องการเงินสำรองไว้ใช้ยามจำเป็น ควรเลือกสมัครบัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อแบบผ่อนรายงวด เพราะการเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้จ่ายของตนเอง อาจทำให้ต้องแบกรับภาระทางการเงินที่มากกว่าที่ควรจะเป็น
ในบทความนี้ KTC จึงอยากพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับบัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลแบบผ่อนรายงวดอย่างละเอียด พร้อมเจาะลึกถึงความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งสองรูปแบบนี้ และแนะนำแนวทางการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ทำความรู้จัก “บัตรกดเงินสด” คืออะไร?
บัตรกดเงินสด คือ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลที่อยู่ในรูปแบบของวงเงินหมุนเวียน พร้อมให้ผู้ถือบัตรสามารถเข้าถึงเงินสดได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ภายใต้วงเงินที่ได้รับอนุมัติจากธนาคาร/สถาบันการเงิน โดยสามารถนำวงเงินดังกล่าวมาใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ดังเช่นบัตรกดเงินสด KTC PROUD
- การเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM ทั่วไทย ฟรีค่าธรรมเนียม
- การโอนเงินผ่านแอป KTC Mobile ตลอด 24 ชม. รับเงินทันที เพื่อนำไปใช้จ่ายตามความจำเป็น
- การรูดซื้อสินค้าและบริการที่หน้าร้านค้าหรือผ่านช่องทางออนไลน์ทั่วโลก พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษทั้งปี
- ผ่อนสินค้าและบริการ ด้วยอัตรา ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือนกับร้านค้าที่ร่วมรายการ
นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรยังสามารถเลือกใช้วงเงินได้ตามที่ต้องการ และทยอยชำระคืนเป็นรายเดือนตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยการคิดอัตราดอกเบี้ยจะคำนวณเฉพาะยอดเงินที่มีการเบิกใช้จริงเท่านั้น ไม่ได้คำนวณจากวงเงินทั้งหมดที่ได้รับอนุมัติ ดังนั้น หากไม่มีการเบิกถอนหรือใช้วงเงิน ก็จะไม่มีภาระดอกเบี้ยเกิดขึ้นแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ บัตรกดเงินสดจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และสามารถใช้เป็นเงินสำรองสำหรับรองรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดได้เป็นอย่างดี
บัตรกดเงินสดได้รับวงเงินเท่าไร?
โดยทั่วไป วงเงินบัตรกดเงินสดที่ได้รับอนุมัติจะขึ้นอยู่กับรายได้ประจำของผู้สมัคร ความสามารถในการชำระหนี้ ประกอบร่วมกับหลักเกณฑ์การพิจารณาของธนาคาร/สถาบันการเงินแต่ละแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่มักอนุมัติวงเงินในช่วงประมาณ 1.5 - 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน ทั้งนี้ อาจแตกต่างกันไปตามคุณสมบัติของผู้สมัครและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการบัตรกดเงินสด
บัตรกดเงินสดคิดดอกเบี้ยอย่างไร?
การคำนวณอัตราดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดจะเป็นในรูปแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) โดยดอกเบี้ยจะคิดคำนวณเป็นรายวันนับตั้งแต่วันที่รับเงินโอนเข้าบัญชี หรือวันที่ทำรายการเบิกถอนเงินสด หรือรูดซื้อสินค้าและบริการ สำหรับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันกำหนดไว้ไม่เกิน 25% ต่อปี แต่อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ถือบัตรจะได้รับจริงอาจแตกต่างกันไปตามประเภทผลิตภัณฑ์ และเงื่อนไขของผู้ให้บริการ
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสด KTC PROUD จะอยู่ที่ 20% - 25% ต่อปี
ข้อดีของบัตรกดเงินสด
- มีเงินสำรองใช้ได้ทันที ไม่ต้องยื่นกู้ใหม่ทุกครั้ง
- ครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งรูด โอน กด และผ่อน
- อัตราดอกเบี้ยคำนวณเฉพาะยอดที่ใช้จริง ไม่ได้คิดจากวงเงินทั้งหมด
- เหมาะสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือผู้ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น
- สมัครได้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพียงแค่มีคุณสมบัติตรงตามที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินกำหนด
วิธีการใช้งานบัตรกดเงินสด KTC PROUD
บัตรกดเงินสด KTC PROUD ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินที่เป็นมอบวงเงินสำรองไว้ให้ใช้จ่ายในยามจำเป็นเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ครอบคลุมการทำธุรกรรมทางการเงินในทุกไลฟ์สไตล์การใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็น
- การรูดซื้อสินค้า บัตรกดเงินสด KTC PROUD สามารถนำไปรูดซื้อสินค้าที่หน้าร้านค้าได้อย่างสะดวกสบาย และสามารถนำไปช้อปสินค้าออนไลน์ได้ด้วยเช่นกัน
- การโอนเงินเข้าบัญชี ปัจจุบันสามารถโอนเงินจากบัตรกดเงินสด KTC PROUD เข้าบัญชีธนาคารได้ด้วยตนเอง ผ่านการทำรายการบนแอป KTC Mobile ซึ่งจะได้รับเงินทันที เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เงินโอนหรือชำระค่าบริการออนไลน์
- การกดเงินสด โดยสามารถนำบัตรกดเงินสดไปกดเงินสดจากตู้ ATM ทั่วประเทศไทยได้ตลอด 24 ชั่วโมง ฟรีค่าธรรมเนียม
- การผ่อนสินค้าและบริการ บัตรกดเงินสด KTC PROUD สามารถนำไปใช้ผ่อนชำระค่าสินค้าและบริการ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือน
“สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด” คืออะไร?
สินเชื่อส่วนบุคคลแบบผ่อนรายงวด หรือ สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด คือ สินเชื่อส่วนบุคคลที่ผู้ขอสินเชื่อจะได้รับเงินก้อนตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากธนาคาร/สถาบันการเงิน โดยหลังจากได้รับอนุมัติ เงินจะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารที่ผู้ขอสินเชื่อระบุไว้ จากนั้นก็จะสามารถนำเงินไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมบ้านหรือรถยนต์ ค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว รวมถึงการนำไปใช้เป็นเงินทุนสำหรับการลงทุนหรือขยายธุรกิจ
โดยความโดดเด่นของการกู้สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดก็คือ ผู้กู้จะได้รับเงินก้อนเต็มจำนวนตั้งแต่เริ่มต้น และสามารถวางแผนการผ่อนชำระได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีการกำหนดจำนวนงวดและยอดผ่อนต่อเดือนเอาไว้ล่วงหน้าตามเงื่อนไขของสัญญา ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากในครั้งเดียว และต้องการบริหารภาระการชำระคืนอย่างเป็นระบบ
สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดได้รับวงเงินเท่าไร?
วงเงินที่ได้รับอนุมัติจะขึ้นอยู่กับรายได้ ความสามารถในการชำระหนี้ และหลักเกณฑ์การพิจารณาของแต่ละผู้ให้บริการสินเชื่อแบบผ่อนรายงวด โดยทั่วไปอาจได้รับวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้
ดอกเบี้ยสินเชื่อแบบผ่อนรายงวดคิดอย่างไร?
สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดส่วนใหญ่มีการคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) โดยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด ทั้งนี้ ผู้กู้สามารถเลือกระยะเวลาผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไขของสินเชื่อผ่อนรายงวดนั้น ๆ ซึ่งโดยทั่วไประยะเวลาผ่อนชำระจะอยู่ระหว่าง 12 – 60 เดือนขึ้นอยู่กับวงเงินที่ได้รับอนุมัติ และนโยบายของผู้ให้บริการสินเชื่อผ่อนรายงวดแต่ละราย
ทั้งนี้ ด้วยลักษณะของการเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทที่ให้เงินก้อนเต็มจำนวนแก่ผู้กู้ และทยอยผ่อนชำระคืนเป็นงวด ๆ สินเชื่อประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีแผนการใช้จ่ายอย่างชัดเจน ต้องการเงินทุนจำนวนมากในครั้งเดียว และสามารถวางแผนการชำระคืนได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ข้อดีของสินเชื่อแบบผ่อนรายงวด
- ค่างวดคงที่ วางแผนง่าย ผู้กู้จะทราบจำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละเดือนล่วงหน้า ทำให้บริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ
- ช่วยวางแผนการเงินระยะยาวได้ดี เหมาะกับการใช้เงินก้อนใหญ่ เช่น ซ่อมแซมบ้าน ค่าเรียน หรือค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ต้องการผ่อนเพื่อกระจายภาระทางการเงินในระยะยาว
- ผู้กู้จะทราบอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนตั้งแต่ก่อนทำสัญญา ลดความกังวลเรื่องดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง
- เมื่อรับเงินก้อนและผ่อนตามงวดที่กำหนด จะไม่สามารถเบิกเงินเพิ่มระหว่างสัญญาได้ ช่วยควบคุมวินัยทางการเงิน
ความแตกต่างระหว่าง “บัตรกดเงินสด” และ “สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด” มีอะไรบ้าง?
แม้ว่าบัตรกดเงินสดและสินเชื่อแบบผ่อนรายงวดจะเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้เหมือนกัน แต่ทั้งสองผลิตภัณฑ์กลับถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์จุดประสงค์การใช้จ่ายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในแง่มุมของการได้รับวงเงิน วิธีการคิดดอกเบี้ย และความยืดหยุ่นในการชำระคืน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือกสมัครผลิตภัณฑ์ทางการเงินก็ตาม จึงควรทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของ “บัตรกดเงินสด” และ “สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด” ให้ชัดเจนเสียก่อน
1. การได้รับวงเงิน
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของ “บัตรกดเงินสด” และ “สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด” เป็นดังนี้
บัตรกดเงินสด
บัตรกดเงินสดเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทวงเงินหมุนเวียน หรือ Revolving Credit ที่ผู้ถือบัตรจะได้รับวงเงินสำรองที่สามารถเบิกใช้ได้ตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการกดเงินสด โอนเงินเข้าบัญชี การรูดซื้อสินค้าและบริการ หรือแม้แต่การผ่อนชำระสินค้าในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งเมื่อมีการชำระคืน วงเงินก็จะกลับมาใช้งานได้อีกครั้งโดยไม่ต้องยื่นขอสินเชื่อใหม่
สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด
ในทางกลับกัน สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดจะเป็นในรูปแบบการกู้ยืมเงินก้อน (Term Loan) ซึ่งผู้กู้จะได้รับเงินเต็มจำนวนที่ได้รับอนุมัติโดยการโอนเข้าบัญชีเพียงครั้งเดียว จากนั้นจึงค่อยทยอยผ่อนชำระคืนเป็นงวดตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา ซึ่งหากต้องการวงเงินเพิ่มเติมในอนาคตก็จะต้องยื่นขอสินเชื่อใหม่อีกครั้ง
ดังนั้นแล้ว บัตรกดเงินสดจึงเหมาะสำหรับกับผู้ที่ต้องการวงเงินสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็น หรือมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่แน่นอน ขณะที่สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดมักเหมาะกับผู้ที่มีแผนใช้เงินก้อนชัดเจน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา หรือเงินลงทุนสำหรับธุรกิจ
2. การคิดอัตราดอกเบี้ย
อีกหนึ่งความแตกต่างสำคัญที่ทำให้ทั้งสองผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความแตกต่างกันก็คือ วิธีการคิดดอกเบี้ย
บัตรกดเงินสด
สำหรับบัตรกดเงินสด ดอกเบี้ยจะคำนวณจากยอดเงินที่มีการเบิกใช้จริงเท่านั้น และเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่มีการเบิกถอนหรือโอนเงินเข้าบัญชี แต่หากไม่มีการใช้วงเงินก็จะไม่มีดอกเบี้ยเกิดขึ้นในส่วนนั้น สำหรับอัตราดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสด KTC PROUD จะอยู่ที่ 20% - 25% ต่อปี
สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด
ขณะที่สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด ผู้กู้จะได้รับเงินเต็มจำนวนตั้งแต่วันแรกที่สัญญามีผล ทำให้การคำนวณดอกเบี้ยอ้างอิงจากยอดเงินกู้ที่ได้รับทั้งหมดตามเงื่อนไขของสัญญา
ทั้งนี้ แม้ว่าดอกเบี้ยของผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งสองประเภทจะมีการคำนวณแบบลดต้นลดดอกเช่นเดียวกัน แต่อัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจริงจะแตกต่างกันได้ตามวิธีการคิดดอกเบี้ย จำนวนเงินที่ใช้ ระยะเวลาที่ถือหนี้ และพฤติกรรมการชำระคืน
3. ความยืดหยุ่นในการชำระคืน
ในแง่มุมของการชำระคืน บัตรกดเงินสดและสินเชื่อแบบผ่อนรายงวดจะแตกต่างกันที่ความยืดหยุ่นในการชำระคืน โดยผลิตภัณฑ์หนึ่งจะสามารถบริหารการชำระคืนได้ตามสถานการณ์ ขณะที่อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งจะต้องผ่อนตามงวดที่กำหนด
บัตรกดเงินสด
ในแง่มุมของการชำระคืนบัตรกดเงินสดจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าสินเชื่อแบบผ่อนรายงวด เนื่องจากผู้ถือบัตรสามารถเลือกชำระคืนได้มากกว่ายอดขั้นต่ำ หรือหากมีสภาพคล่องเพียงพอก็สามารถชำระคืนเต็มจำนวนได้เช่นกัน ซึ่งยิ่งชำระคืนได้เร็วและมากเท่าไหร่ ภาระดอกเบี้ยก็ยิ่งลดลง และวงเงินที่ชำระคืนแล้วก็จะกลับมาใช้งานได้อีกครั้งทันที
สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด
สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดจะมีจำนวนค่างวดที่กำหนดไว้ล่วงหน้าตามสัญญา ทำให้ผู้กู้ทราบภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างชัดเจน เหมาะกับผู้ที่ต้องการวางแผนงบประมาณรายเดือนอย่างเป็นระบบ แต่ก็อาจมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าในกรณีที่ต้องการปรับลดค่างวดหรือเปลี่ยนแผนการชำระหนี้ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
ดังนั้นแล้ว หากต้องการวงเงินสำรองที่พร้อมใช้ สามารถเบิกใช้ได้ทันทีเมื่อจำเป็น และต้องการความยืดหยุ่นในการบริหารสภาพคล่อง บัตรกดเงินสดอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า แต่หากคุณเป็นคนที่มีเป้าหมายในการใช้จ่ายที่ชัดเจน ต้องการเงินก้อนสำหรับค่าใช้จ่ายเฉพาะเรื่อง และต้องการวางแผนการผ่อนชำระคืนเป็นรายงวดในระยะยาว สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดก็อาจเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้มากกว่า เพราะสิ่งสำคัญของการเลือกสมัครผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้ก็คือ เครื่องมือทางการเงินนั้น ๆ จะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และความสามารถในการชำระคืนของตนเอง เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและไม่สร้างภาระทางการเงินเกินความจำเป็นในอนาคต
บัตรกดเงินสด vs สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด เลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์
เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างชาญฉลาดเพื่ออิสรภาพและความคล่องตัว
บัตรกดเงินสดและสินเชื่อแบบผ่อนรายงวด ต่างก็มีความโดดเด่นที่ตอบโจทย์วัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งการจะตอบว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดดีหรือไม่อย่างไร จำเป็นต้องพิจารณาจากสถานการณ์ทางการเงินของแต่ละบุคคล และวิธีบริหารจัดการเงิน
- บัตรกดเงินสด KTC PROUD เหมาะกับการมีวงเงินสำรองฉุกเฉินที่พร้อมใช้ได้ทันที ยืดหยุ่นสูง ดอกเบี้ยคิดเฉพาะยอดที่ใช้จริง และวงเงินกลับมาใช้ได้ใหม่ในทันทีเมื่อมีการชำระคืน
- สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด เหมาะกับการวางแผนใช้เงินก้อนใหญ่ในระยะยาว และการรับรู้ค่างวดคงที่ที่สามารถวางแผนการชำระคืนได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น
สมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUD ต้องมีคุณสมบัติอะไร และเตรียมเอกสารอะไรบ้าง
สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครใช้งานบัตรกดเงินสด KTC PROUD และเอกสารที่จำเป็นต้องเตรียมเพื่อใช้ยื่นประกอบการพิจารณา ได้แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ตามกลุ่มอาชีพ ดังนี้
1. ผู้มีรายได้ประจำ
สำหรับรายละเอียดคุณสมบัติผู้สมัคร และเอกสารที่ต้องเตรียม มีดังนี้
คุณสมบัติผู้สมัคร
- สัญชาติไทย อายุ 20-60 ปี
- รายได้ขั้นต่ำ 12,000 บาท/เดือน
- อายุงานที่ทำงานปัจจุบัน 4 เดือนขึ้นไป
- มีเบอร์มือถือ และเบอร์ที่ทำงาน
เอกสารการสมัคร
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
- หนังสือรับรองเงินเดือน หรือสลิปเงินเดือนล่าสุด
- สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ ระบุชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี
- สำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีที่ต้องการรับเงินโอนก้อนแรก
2. เจ้าของกิจการ
สำหรับรายละเอียดคุณสมบัติผู้สมัคร และเอกสารที่ต้องเตรียม มีดังนี้
คุณสมบัติผู้สมัคร
- สัญชาติไทย อายุ 20-60 ปี
- รายได้เฉลี่ยขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน
- อายุกิจการ 2 ปีขึ้นไป
- มีเบอร์มือถือ และเบอร์ที่ทำงาน
เอกสารการสมัคร
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
- หนังสือรับรองจดทะเบียนนิติบุคคล หรือทะเบียนการค้า
- สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ ระบุชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี
- สำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีที่ต้องการรับเงินโอนก้อนแรก
3. อาชีพอิสระ
สำหรับรายละเอียดคุณสมบัติผู้สมัคร และเอกสารที่ต้องเตรียม มีดังนี้
คุณสมบัติผู้สมัคร
- สัญชาติไทย อายุ 20-60 ปี
- รายได้เฉลี่ยขั้นต่ำ 20,000 บาท/เดือน
- มีเบอร์มือถือ และเบอร์ที่ทำงาน
เอกสารประกอบการสมัคร
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ
- สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ ระบุชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี
- สำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีที่ต้องการรับเงินโอนก้อนแรก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือกใช้สินเชื่อส่วนบุคคล (FAQ)
Q : บัตรกดเงินสดคืออะไร?
A : บัตรกดเงินสด คือ สินเชื่อส่วนบุคคลในรูปแบบวงเงินหมุนเวียนที่ออกให้ในรูปแบบบัตร โดยผู้ถือบัตรสามารถเบิกถอนเงินสด โอนเงิน รูดซื้อสินค้า หรือใช้ผ่อนสินค้าได้ตามความต้องการ โดยดอกเบี้ยจะคำนวณจากยอดที่ใช้จริงเท่านั้น และวงเงินโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 1.5 - 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน
Q : ดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดสูงสุดเท่าไหร่?
A : ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 25% ต่อปี คิดแบบลดต้นลดดอกรายวันจากยอดที่ใช้จริง สำหรับอัตราดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสด KTC PROUD จะอยู่ที่ 20% - 25% ต่อปี
Q : ระหว่างบัตรกดเงินสดกับสินเชื่อแบบผ่อนรายงวด แบบไหนดอกเบี้ยถูกกว่า?
A : ไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าดอกเบี้ยของผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทใดมีดอกเบี้ยต่ำกว่า เพราะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้จ่ายและการชำระคืนของแต่ละบุคคล ซึ่งหากมีการใช้จ่ายเป็นช่วง ๆ และชำระคืนเร็ว บัตรกดเงินสดอาจมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า แต่หากต้องการเงินก้อนใหญ่และวางแผนผ่อนในระยะยาว สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดก็จะสามารถวางแผนในการบริหารจัดการหนี้และดอกเบี้ยได้ดีกว่า
ไม่ว่าจะเลือกสมัครใช้งานผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ วินัยในการชำระคืนและการวางแผนก่อนใช้เสมอ เพราะเครื่องมือทางการเงินที่ดีที่สุดคือเครื่องมือที่ช่วยเสริมสภาพคล่อง ไม่ใช่ตัวการสร้างภาระหนี้ตามมาในภายหลัง เริ่มต้น สมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUD ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าถึงเงินทุนสำรอง และช่วยให้บริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น
บัตรกดเงินสด KTC PROUD ตัวช่วยทางการเงินให้กับคนรุ่นใหม่




