เมื่อพูดถึงเครื่องมือในการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในยามจำเป็น หลายคนมักนึกถึง “บัตรกดเงินสด” และ “สินเชื่อส่วนบุคคลแบบผ่อนรายงวด” เป็นสองทางเลือกแรก ๆ ที่ช่วยให้ผู้ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องสามารถเข้าถึงเงินทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่ารักษาพยาบาล หรือเงินทุนหมุนเวียนสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แม้ว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งสองประเภทจะอยู่ในกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลเหมือนกัน ทว่ากลับมีรูปแบบการใช้งาน วิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจริง และเงื่อนไขการผ่อนชำระที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงมักเกิดคำถามว่า หากต้องการเงินสำรองไว้ใช้ยามจำเป็น ควรเลือกสมัครบัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อแบบผ่อนรายงวด เพราะการเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้จ่ายของตนเอง อาจทำให้ต้องแบกรับภาระทางการเงินที่มากกว่าที่ควรจะเป็น

ในบทความนี้ KTC จึงอยากพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับบัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลแบบผ่อนรายงวดอย่างละเอียด พร้อมเจาะลึกถึงความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งสองรูปแบบนี้ และแนะนำแนวทางการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

ทำความรู้จัก “บัตรกดเงินสด” คืออะไร?

บัตรกดเงินสด คือ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลที่อยู่ในรูปแบบของวงเงินหมุนเวียน พร้อมให้ผู้ถือบัตรสามารถเข้าถึงเงินสดได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ภายใต้วงเงินที่ได้รับอนุมัติจากธนาคาร/สถาบันการเงิน โดยสามารถนำวงเงินดังกล่าวมาใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ดังเช่นบัตรกดเงินสด KTC PROUD

  • การเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM ทั่วไทย ฟรีค่าธรรมเนียม
  • การโอนเงินผ่านแอป KTC Mobile ตลอด 24 ชม. รับเงินทันที เพื่อนำไปใช้จ่ายตามความจำเป็น
  • การรูดซื้อสินค้าและบริการที่หน้าร้านค้าหรือผ่านช่องทางออนไลน์ทั่วโลก พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษทั้งปี
  • ผ่อนสินค้าและบริการ ด้วยอัตรา ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือนกับร้านค้าที่ร่วมรายการ

นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรยังสามารถเลือกใช้วงเงินได้ตามที่ต้องการ และทยอยชำระคืนเป็นรายเดือนตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยการคิดอัตราดอกเบี้ยจะคำนวณเฉพาะยอดเงินที่มีการเบิกใช้จริงเท่านั้น ไม่ได้คำนวณจากวงเงินทั้งหมดที่ได้รับอนุมัติ ดังนั้น หากไม่มีการเบิกถอนหรือใช้วงเงิน ก็จะไม่มีภาระดอกเบี้ยเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้ บัตรกดเงินสดจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และสามารถใช้เป็นเงินสำรองสำหรับรองรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดได้เป็นอย่างดี

 

บัตรกดเงินสดได้รับวงเงินเท่าไร?

โดยทั่วไป วงเงินบัตรกดเงินสดที่ได้รับอนุมัติจะขึ้นอยู่กับรายได้ประจำของผู้สมัคร ความสามารถในการชำระหนี้ ประกอบร่วมกับหลักเกณฑ์การพิจารณาของธนาคาร/สถาบันการเงินแต่ละแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่มักอนุมัติวงเงินในช่วงประมาณ 1.5 - 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน ทั้งนี้ อาจแตกต่างกันไปตามคุณสมบัติของผู้สมัครและเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการบัตรกดเงินสด

บัตรกดเงินสดคิดดอกเบี้ยอย่างไร?

การคำนวณอัตราดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสดจะเป็นในรูปแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) โดยดอกเบี้ยจะคิดคำนวณเป็นรายวันนับตั้งแต่วันที่รับเงินโอนเข้าบัญชี หรือวันที่ทำรายการเบิกถอนเงินสด หรือรูดซื้อสินค้าและบริการ สำหรับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันกำหนดไว้ไม่เกิน 25% ต่อปี แต่อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ถือบัตรจะได้รับจริงอาจแตกต่างกันไปตามประเภทผลิตภัณฑ์ และเงื่อนไขของผู้ให้บริการ

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสด KTC PROUD จะอยู่ที่ 20% - 25% ต่อปี

ข้อดีของบัตรกดเงินสด

  • มีเงินสำรองใช้ได้ทันที ไม่ต้องยื่นกู้ใหม่ทุกครั้ง
  • ครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งรูด โอน กด และผ่อน
  • อัตราดอกเบี้ยคำนวณเฉพาะยอดที่ใช้จริง ไม่ได้คิดจากวงเงินทั้งหมด
  • เหมาะสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือผู้ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น
  • สมัครได้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพียงแค่มีคุณสมบัติตรงตามที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินกำหนด

วิธีการใช้งานบัตรกดเงินสด KTC PROUD

บัตรกดเงินสด KTC PROUD ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินที่เป็นมอบวงเงินสำรองไว้ให้ใช้จ่ายในยามจำเป็นเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ครอบคลุมการทำธุรกรรมทางการเงินในทุกไลฟ์สไตล์การใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็น

  1. การรูดซื้อสินค้า บัตรกดเงินสด KTC PROUD สามารถนำไปรูดซื้อสินค้าที่หน้าร้านค้าได้อย่างสะดวกสบาย และสามารถนำไปช้อปสินค้าออนไลน์ได้ด้วยเช่นกัน
  2. การโอนเงินเข้าบัญชี ปัจจุบันสามารถโอนเงินจากบัตรกดเงินสด KTC PROUD เข้าบัญชีธนาคารได้ด้วยตนเอง ผ่านการทำรายการบนแอป KTC Mobile ซึ่งจะได้รับเงินทันที เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เงินโอนหรือชำระค่าบริการออนไลน์
  3. การกดเงินสด โดยสามารถนำบัตรกดเงินสดไปกดเงินสดจากตู้ ATM ทั่วประเทศไทยได้ตลอด 24 ชั่วโมง ฟรีค่าธรรมเนียม
  4. การผ่อนสินค้าและบริการ บัตรกดเงินสด KTC PROUD สามารถนำไปใช้ผ่อนชำระค่าสินค้าและบริการ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือน

 

 

 

 


“สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด” คืออะไร?

สินเชื่อส่วนบุคคลแบบผ่อนรายงวด หรือ สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด คือ สินเชื่อส่วนบุคคลที่ผู้ขอสินเชื่อจะได้รับเงินก้อนตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากธนาคาร/สถาบันการเงิน โดยหลังจากได้รับอนุมัติ เงินจะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารที่ผู้ขอสินเชื่อระบุไว้ จากนั้นก็จะสามารถนำเงินไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมบ้านหรือรถยนต์ ค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว รวมถึงการนำไปใช้เป็นเงินทุนสำหรับการลงทุนหรือขยายธุรกิจ

โดยความโดดเด่นของการกู้สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดก็คือ ผู้กู้จะได้รับเงินก้อนเต็มจำนวนตั้งแต่เริ่มต้น และสามารถวางแผนการผ่อนชำระได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีการกำหนดจำนวนงวดและยอดผ่อนต่อเดือนเอาไว้ล่วงหน้าตามเงื่อนไขของสัญญา ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากในครั้งเดียว และต้องการบริหารภาระการชำระคืนอย่างเป็นระบบ

สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดได้รับวงเงินเท่าไร?

วงเงินที่ได้รับอนุมัติจะขึ้นอยู่กับรายได้ ความสามารถในการชำระหนี้ และหลักเกณฑ์การพิจารณาของแต่ละผู้ให้บริการสินเชื่อแบบผ่อนรายงวด โดยทั่วไปอาจได้รับวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้

ดอกเบี้ยสินเชื่อแบบผ่อนรายงวดคิดอย่างไร?

สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดส่วนใหญ่มีการคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) โดยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด ทั้งนี้ ผู้กู้สามารถเลือกระยะเวลาผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไขของสินเชื่อผ่อนรายงวดนั้น ๆ ซึ่งโดยทั่วไประยะเวลาผ่อนชำระจะอยู่ระหว่าง 12 – 60 เดือนขึ้นอยู่กับวงเงินที่ได้รับอนุมัติ และนโยบายของผู้ให้บริการสินเชื่อผ่อนรายงวดแต่ละราย

ทั้งนี้ ด้วยลักษณะของการเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทที่ให้เงินก้อนเต็มจำนวนแก่ผู้กู้ และทยอยผ่อนชำระคืนเป็นงวด ๆ สินเชื่อประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีแผนการใช้จ่ายอย่างชัดเจน ต้องการเงินทุนจำนวนมากในครั้งเดียว และสามารถวางแผนการชำระคืนได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ข้อดีของสินเชื่อแบบผ่อนรายงวด

  • ค่างวดคงที่ วางแผนง่าย ผู้กู้จะทราบจำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละเดือนล่วงหน้า ทำให้บริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ
  • ช่วยวางแผนการเงินระยะยาวได้ดี เหมาะกับการใช้เงินก้อนใหญ่ เช่น ซ่อมแซมบ้าน ค่าเรียน หรือค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ต้องการผ่อนเพื่อกระจายภาระทางการเงินในระยะยาว
  • ผู้กู้จะทราบอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนตั้งแต่ก่อนทำสัญญา ลดความกังวลเรื่องดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง
  • เมื่อรับเงินก้อนและผ่อนตามงวดที่กำหนด จะไม่สามารถเบิกเงินเพิ่มระหว่างสัญญาได้ ช่วยควบคุมวินัยทางการเงิน

 

ความแตกต่างระหว่าง “บัตรกดเงินสด” และ “สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด” มีอะไรบ้าง?

แม้ว่าบัตรกดเงินสดและสินเชื่อแบบผ่อนรายงวดจะเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้เหมือนกัน แต่ทั้งสองผลิตภัณฑ์กลับถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์จุดประสงค์การใช้จ่ายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในแง่มุมของการได้รับวงเงิน วิธีการคิดดอกเบี้ย และความยืดหยุ่นในการชำระคืน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือกสมัครผลิตภัณฑ์ทางการเงินก็ตาม จึงควรทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของ “บัตรกดเงินสด” และ “สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด” ให้ชัดเจนเสียก่อน

1. การได้รับวงเงิน

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของ “บัตรกดเงินสด” และ “สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด” เป็นดังนี้

บัตรกดเงินสด

บัตรกดเงินสดเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทวงเงินหมุนเวียน หรือ Revolving Credit ที่ผู้ถือบัตรจะได้รับวงเงินสำรองที่สามารถเบิกใช้ได้ตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการกดเงินสด โอนเงินเข้าบัญชี การรูดซื้อสินค้าและบริการ หรือแม้แต่การผ่อนชำระสินค้าในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งเมื่อมีการชำระคืน วงเงินก็จะกลับมาใช้งานได้อีกครั้งโดยไม่ต้องยื่นขอสินเชื่อใหม่

สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด

ในทางกลับกัน สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดจะเป็นในรูปแบบการกู้ยืมเงินก้อน (Term Loan) ซึ่งผู้กู้จะได้รับเงินเต็มจำนวนที่ได้รับอนุมัติโดยการโอนเข้าบัญชีเพียงครั้งเดียว จากนั้นจึงค่อยทยอยผ่อนชำระคืนเป็นงวดตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา ซึ่งหากต้องการวงเงินเพิ่มเติมในอนาคตก็จะต้องยื่นขอสินเชื่อใหม่อีกครั้ง

ดังนั้นแล้ว บัตรกดเงินสดจึงเหมาะสำหรับกับผู้ที่ต้องการวงเงินสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็น หรือมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่แน่นอน ขณะที่สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดมักเหมาะกับผู้ที่มีแผนใช้เงินก้อนชัดเจน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา หรือเงินลงทุนสำหรับธุรกิจ

2. การคิดอัตราดอกเบี้ย

อีกหนึ่งความแตกต่างสำคัญที่ทำให้ทั้งสองผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความแตกต่างกันก็คือ วิธีการคิดดอกเบี้ย

บัตรกดเงินสด

สำหรับบัตรกดเงินสด ดอกเบี้ยจะคำนวณจากยอดเงินที่มีการเบิกใช้จริงเท่านั้น และเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่มีการเบิกถอนหรือโอนเงินเข้าบัญชี แต่หากไม่มีการใช้วงเงินก็จะไม่มีดอกเบี้ยเกิดขึ้นในส่วนนั้น สำหรับอัตราดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสด KTC PROUD จะอยู่ที่ 20% - 25% ต่อปี

สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด

ขณะที่สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด ผู้กู้จะได้รับเงินเต็มจำนวนตั้งแต่วันแรกที่สัญญามีผล ทำให้การคำนวณดอกเบี้ยอ้างอิงจากยอดเงินกู้ที่ได้รับทั้งหมดตามเงื่อนไขของสัญญา

ทั้งนี้ แม้ว่าดอกเบี้ยของผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งสองประเภทจะมีการคำนวณแบบลดต้นลดดอกเช่นเดียวกัน แต่อัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจริงจะแตกต่างกันได้ตามวิธีการคิดดอกเบี้ย จำนวนเงินที่ใช้ ระยะเวลาที่ถือหนี้ และพฤติกรรมการชำระคืน

 


3. ความยืดหยุ่นในการชำระคืน

ในแง่มุมของการชำระคืน บัตรกดเงินสดและสินเชื่อแบบผ่อนรายงวดจะแตกต่างกันที่ความยืดหยุ่นในการชำระคืน โดยผลิตภัณฑ์หนึ่งจะสามารถบริหารการชำระคืนได้ตามสถานการณ์ ขณะที่อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งจะต้องผ่อนตามงวดที่กำหนด

บัตรกดเงินสด

ในแง่มุมของการชำระคืนบัตรกดเงินสดจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าสินเชื่อแบบผ่อนรายงวด เนื่องจากผู้ถือบัตรสามารถเลือกชำระคืนได้มากกว่ายอดขั้นต่ำ หรือหากมีสภาพคล่องเพียงพอก็สามารถชำระคืนเต็มจำนวนได้เช่นกัน ซึ่งยิ่งชำระคืนได้เร็วและมากเท่าไหร่ ภาระดอกเบี้ยก็ยิ่งลดลง และวงเงินที่ชำระคืนแล้วก็จะกลับมาใช้งานได้อีกครั้งทันที

สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด

สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดจะมีจำนวนค่างวดที่กำหนดไว้ล่วงหน้าตามสัญญา ทำให้ผู้กู้ทราบภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างชัดเจน เหมาะกับผู้ที่ต้องการวางแผนงบประมาณรายเดือนอย่างเป็นระบบ แต่ก็อาจมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าในกรณีที่ต้องการปรับลดค่างวดหรือเปลี่ยนแผนการชำระหนี้ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

ดังนั้นแล้ว หากต้องการวงเงินสำรองที่พร้อมใช้ สามารถเบิกใช้ได้ทันทีเมื่อจำเป็น และต้องการความยืดหยุ่นในการบริหารสภาพคล่อง บัตรกดเงินสดอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า แต่หากคุณเป็นคนที่มีเป้าหมายในการใช้จ่ายที่ชัดเจน ต้องการเงินก้อนสำหรับค่าใช้จ่ายเฉพาะเรื่อง และต้องการวางแผนการผ่อนชำระคืนเป็นรายงวดในระยะยาว สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดก็อาจเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้มากกว่า เพราะสิ่งสำคัญของการเลือกสมัครผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้ก็คือ เครื่องมือทางการเงินนั้น ๆ จะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และความสามารถในการชำระคืนของตนเอง เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและไม่สร้างภาระทางการเงินเกินความจำเป็นในอนาคต

 

บัตรกดเงินสด vs สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด เลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์

บัตรกดเงินสด

สินเชื่อส่วนบุคคลผ่อนรายงวด

ลักษณะผลิตภัณฑ์

สินเชื่อส่วนบุคคลประเภทวงเงินหมุนเวียน (Revolving Loan)

สินเชื่อส่วนบุคคลแบบเงินก้อน (Term Loan)

รูปแบบการรับเงิน

เบิกใช้วงเงินได้ตามต้องการภายในวงเงินที่ได้รับอนุมัติ

รับเงินก้อนโอนเข้าบัญชีครั้งเดียวหลังได้รับอนุมัติ

การเข้าถึงวงเงิน

เบิกใช้ได้หลายครั้งตามความจำเป็น

ได้รับเงินก้อนครั้งเดียวตามวงเงินที่ธนาคาร/สถาบันการเงินอนุมัติ

การใช้วงเงินซ้ำ

เมื่อชำระคืน วงเงินจะกลับมาใช้ใหม่ได้

หากต้องการวงเงินเพิ่ม จำเป็นต้องยื่นขอสินเชื่อใหม่

การคิดดอกเบี้ย

คิดดอกเบี้ยเฉพาะยอดเงินที่เบิกใช้จริง

คิดดอกเบี้ยจากยอดเงินกู้ที่ได้รับตามสัญญา

การเริ่มคิดดอกเบี้ย

เริ่มนับตั้งแต่วันที่มีการเบิกถอนหรือโอนเงินออกจากวงเงิน

เริ่มนับตั้งแต่วันที่ได้รับเงินก้อนเข้าบัญชี

ความยืดหยุ่นในการชำระคืน

สามารถชำระขั้นต่ำ ชำระเพิ่ม หรือปิดยอดได้ตามความพร้อม และสำหรับบัตรกดเงินสด KTC PROUD สามารถชำระขั้นต่ำ 3% แต่ไม่ต่ำกว่า 300 บาท

ชำระเป็นงวดเท่ากันทุกเดือนตามสัญญา

ระยะเวลาการชำระ

ไม่มีระยะเวลาตายตัว ขึ้นอยู่กับการใช้จ่าย และการชำระคืน แต่หากเลือกเบิกถอนเงินสดออนไลน์ แบบแบ่งชำระรายเดือน จะมีการคิดอัตราดอกเบี้ย โดยแบ่งตามยอดเงินกู้ และระยะเวลาในการผ่อนชำระ (จำนวนเดือน) ซึ่งระยะเวลาจะเริ่มต้นตั้งแต่ 6 เดือน และสูงสุดที่ 60 เดือน

กำหนดระยะเวลาผ่อนชำระชัดเจน เช่น 12 - 60 เดือน

ความเหมาะสม

เหมาะสำหรับใช้เป็นวงเงินสำรอง หรือรองรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินระยะสั้น

เหมาะสำหรับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่วางแผนไว้ล่วงหน้า

ข้อควรพิจารณา

หากชำระคืนช้า อาจมีภาระดอกเบี้ยสะสมเพิ่มขึ้น

มีภาระผ่อนชำระต่อเนื่องตามสัญญาจนกว่าจะครบกำหนด

 

เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างชาญฉลาดเพื่ออิสรภาพและความคล่องตัว

บัตรกดเงินสดและสินเชื่อแบบผ่อนรายงวด ต่างก็มีความโดดเด่นที่ตอบโจทย์วัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งการจะตอบว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดดีหรือไม่อย่างไร จำเป็นต้องพิจารณาจากสถานการณ์ทางการเงินของแต่ละบุคคล และวิธีบริหารจัดการเงิน

  • บัตรกดเงินสด KTC PROUD เหมาะกับการมีวงเงินสำรองฉุกเฉินที่พร้อมใช้ได้ทันที ยืดหยุ่นสูง ดอกเบี้ยคิดเฉพาะยอดที่ใช้จริง และวงเงินกลับมาใช้ได้ใหม่ในทันทีเมื่อมีการชำระคืน
  • สินเชื่อแบบผ่อนรายงวด เหมาะกับการวางแผนใช้เงินก้อนใหญ่ในระยะยาว และการรับรู้ค่างวดคงที่ที่สามารถวางแผนการชำระคืนได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น

 


สมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUD ต้องมีคุณสมบัติอะไร และเตรียมเอกสารอะไรบ้าง

สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครใช้งานบัตรกดเงินสด KTC PROUD และเอกสารที่จำเป็นต้องเตรียมเพื่อใช้ยื่นประกอบการพิจารณา ได้แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ตามกลุ่มอาชีพ ดังนี้

1. ผู้มีรายได้ประจำ

สำหรับรายละเอียดคุณสมบัติผู้สมัคร และเอกสารที่ต้องเตรียม มีดังนี้

คุณสมบัติผู้สมัคร

  • สัญชาติไทย อายุ 20-60 ปี ​
  • รายได้ขั้นต่ำ 12,000 บาท/เดือน​
  • อายุงานที่ทำงานปัจจุบัน 4 เดือนขึ้นไป​
  • มีเบอร์มือถือ และเบอร์ที่ทำงาน

เอกสารการสมัคร

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน​
  • หนังสือรับรองเงินเดือน หรือสลิปเงินเดือนล่าสุด​
  • สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ ระบุชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี​
  • สำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีที่ต้องการรับเงินโอนก้อนแรก

2. เจ้าของกิจการ

สำหรับรายละเอียดคุณสมบัติผู้สมัคร และเอกสารที่ต้องเตรียม มีดังนี้

คุณสมบัติผู้สมัคร

  • สัญชาติไทย อายุ 20-60 ปี ​
  • รายได้เฉลี่ยขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน​
  • อายุกิจการ 2 ปีขึ้นไป​
  • มีเบอร์มือถือ และเบอร์ที่ทำงาน

เอกสารการสมัคร

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน​
  • หนังสือรับรองจดทะเบียนนิติบุคคล หรือทะเบียนการค้า​
  • สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ ระบุชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี​
  • สำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีที่ต้องการรับเงินโอนก้อนแรก

3. อาชีพอิสระ

สำหรับรายละเอียดคุณสมบัติผู้สมัคร และเอกสารที่ต้องเตรียม มีดังนี้

คุณสมบัติผู้สมัคร

  • สัญชาติไทย อายุ 20-60 ปี ​
  • รายได้เฉลี่ยขั้นต่ำ 20,000 บาท/เดือน​
  • มีเบอร์มือถือ และเบอร์ที่ทำงาน

เอกสารประกอบการสมัคร

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน​
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ​
  • สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ ระบุชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี​
  • สำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีที่ต้องการรับเงินโอนก้อนแรก

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือกใช้สินเชื่อส่วนบุคคล (FAQ)

Q : บัตรกดเงินสดคืออะไร?

A : บัตรกดเงินสด คือ สินเชื่อส่วนบุคคลในรูปแบบวงเงินหมุนเวียนที่ออกให้ในรูปแบบบัตร โดยผู้ถือบัตรสามารถเบิกถอนเงินสด โอนเงิน รูดซื้อสินค้า หรือใช้ผ่อนสินค้าได้ตามความต้องการ โดยดอกเบี้ยจะคำนวณจากยอดที่ใช้จริงเท่านั้น และวงเงินโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 1.5 - 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน

 

Q : ดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดสูงสุดเท่าไหร่?

A : ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 25% ต่อปี คิดแบบลดต้นลดดอกรายวันจากยอดที่ใช้จริง สำหรับอัตราดอกเบี้ยของบัตรกดเงินสด KTC PROUD จะอยู่ที่ 20% - 25% ต่อปี

Q : ระหว่างบัตรกดเงินสดกับสินเชื่อแบบผ่อนรายงวด แบบไหนดอกเบี้ยถูกกว่า?

A : ไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าดอกเบี้ยของผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทใดมีดอกเบี้ยต่ำกว่า เพราะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้จ่ายและการชำระคืนของแต่ละบุคคล ซึ่งหากมีการใช้จ่ายเป็นช่วง ๆ และชำระคืนเร็ว บัตรกดเงินสดอาจมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า แต่หากต้องการเงินก้อนใหญ่และวางแผนผ่อนในระยะยาว สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดก็จะสามารถวางแผนในการบริหารจัดการหนี้และดอกเบี้ยได้ดีกว่า

 

ไม่ว่าจะเลือกสมัครใช้งานผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ วินัยในการชำระคืนและการวางแผนก่อนใช้เสมอ เพราะเครื่องมือทางการเงินที่ดีที่สุดคือเครื่องมือที่ช่วยเสริมสภาพคล่อง ไม่ใช่ตัวการสร้างภาระหนี้ตามมาในภายหลัง เริ่มต้น สมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUD ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าถึงเงินทุนสำรอง และช่วยให้บริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น 

 

บัตรกดเงินสด KTC PROUD ตัวช่วยทางการเงินให้กับคนรุ่นใหม่