การไปทำงานต่างประเทศเป็นเป้าหมายของหลายคนที่อยากเพิ่มรายได้ เก็บเงินก้อน เปิดประสบการณ์ใหม่ หรือพัฒนาทักษะอาชีพในตลาดแรงงานสากล แต่ก่อนตัดสินใจเดินทาง สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ต้องไปแบบถูกกฎหมาย” เพราะการทำงานโดยไม่มีเอกสารหรือผ่านนายหน้าที่ไม่น่าเชื่อถือ อาจเสี่ยงถูกหลอก เสียเงินจำนวนมาก ถูกเอาเปรียบเรื่องค่าแรง หรือทำงานผิดประเภทจนเกิดปัญหาตามมาในต่างประเทศได้ บทความนี้จะพาเช็กตั้งแต่ช่องทางไปทำงานต่างประเทศแบบถูกกฎหมาย คุณสมบัติที่ควรมี ขั้นตอนเอกสาร ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม ไปจนถึงสัญญาณเตือนของงานหลอกลวง เพื่อช่วยให้วางแผนได้รอบคอบก่อนเดินทางจริง
ไปทำงานต่างประเทศแบบถูกกฎหมาย คืออะไร?
การไปทำงานต่างประเทศแบบถูกกฎหมาย คือการเดินทางไปทำงานผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาต เช่น ผ่านกรมการจัดหางาน บริษัทจัดหางานที่มีใบอนุญาต หรือสมัครงานกับนายจ้างโดยตรง พร้อมมีวีซ่าทำงาน (Work Visa) อย่างถูกต้อง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ความถูกเอาเปรียบ และเพิ่มความมั่นคงในการทำงานในต่างแดน
ช่องทางไปทำงานต่างประเทศแบบถูกกฎหมาย มีอะไรบ้าง?
การไปทำงานต่างประเทศโดยถูกต้องตามกฎหมายมี 5 วิธี ได้แก่ บริษัทจัดหางานจัดส่ง กรมการจัดหางานจัดส่ง เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน และนายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างไปฝึกงาน ซึ่งเป็นช่องทางที่กรมการจัดหางานระบุไว้ เพื่อให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากการถูกหลอก และได้รับความคุ้มครองตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
1. บริษัทจัดหางานจัดส่ง
การเดินทางผ่านบริษัทจัดหางานจัดส่ง เป็นวิธีที่คนหางานสมัครงานผ่านบริษัทเอกชนที่ได้รับอนุญาตจากกรมการจัดหางาน บริษัทจะทำหน้าที่ประสานงานกับนายจ้างต่างประเทศ ดูแลเรื่องตำแหน่งงาน เอกสาร สัญญาจ้าง การอบรมก่อนเดินทาง และขั้นตอนการเดินทางไปทำงาน
วิธีนี้เหมาะกับคนที่ต้องการผู้ช่วยดูแลขั้นตอนต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับเอกสารต่างประเทศ แต่สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบก่อนเสมอว่าบริษัทจัดหางานมีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ มีชื่ออยู่ในระบบของกรมการจัดหางานหรือไม่ และมีเอกสารรับสมัครที่ระบุชื่อนายจ้าง ตำแหน่งงาน ค่าจ้าง และเงื่อนไขการทำงานชัดเจนหรือไม่ เพราะกรมการจัดหางานระบุว่าประกาศรับสมัครโดยบริษัทจัดหางานต้องมีข้อมูลนายจ้าง บริษัทจัดส่ง ตำแหน่งงาน จำนวนที่รับ อัตราค่าจ้าง และเงื่อนไขการจ้างงาน
2. กรมการจัดหางานจัดส่ง
การเดินทางผ่านกรมการจัดหางานจัดส่ง หรือบางกรณีเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ เป็นช่องทางที่มีความน่าเชื่อถือสูง เพราะดำเนินการผ่านหน่วยงานภาครัฐโดยตรง ผู้สมัครสามารถติดตามประกาศรับสมัครงานจากกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศหรือสำนักงานจัดหางานจังหวัด
วิธีนี้เหมาะกับคนที่ต้องการความมั่นใจเรื่องความถูกต้องของขั้นตอน ค่าใช้จ่ายที่โปร่งใส และลดความเสี่ยงจากนายหน้าเถื่อน โดยประกาศรับสมัครงานของกรมการจัดหางานจะระบุรายละเอียดสำคัญ เช่น คุณสมบัติผู้สมัคร ประเภทงานหรือตำแหน่งงาน รูปแบบการสมัคร เอกสารที่ต้องใช้ และระยะเวลารับสมัคร ตัวอย่างโครงการ
โครงการจัดส่งโดยรัฐ
- โครงการจ้างตรง : ไต้หวัน
- โครงการ IM : ประเทศญี่ปุ้นประเทศญี่ปุ่น
- โครงการ EPS : สาธารณรัฐเกาหลี
3. เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง
การเดินทางไปทำงานด้วยตนเอง คือกรณีที่คนหางานติดต่อสมัครงานกับนายจ้างต่างประเทศโดยตรง หรือได้รับการตอบรับเข้าทำงานจากนายจ้างต่างประเทศโดยไม่ผ่านบริษัทจัดหางานในไทย ผู้สมัครต้องดำเนินการเรื่องเอกสาร สัญญาจ้าง วีซ่าทำงาน และการแจ้งเดินทางตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดด้วยตัวเอง
วิธีนี้มักเหมาะกับคนที่มีทักษะเฉพาะทาง มีประสบการณ์ มีความสามารถด้านภาษา และเข้าใจกระบวนการสมัครงานต่างประเทศ เช่น งานไอที งานวิศวกรรม งานโรงแรม งานครัว งานสุขภาพ หรืองาน Skilled Worker อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเดินทางด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแล้วไปทำงาน เพราะอาจผิดกฎหมายประเทศปลายทาง และอาจไม่ได้รับความคุ้มครองหากเกิดปัญหาระหว่างทำงาน
4. นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน
วิธีนี้คือกรณีที่นายจ้างหรือบริษัทในประเทศไทยพาลูกจ้างของตนไปทำงานในต่างประเทศ เช่น บริษัทไทยได้รับงาน โครงการ หรือสัญญาจ้างในต่างประเทศ แล้วต้องส่งพนักงานไปทำงานที่ประเทศปลายทางชั่วคราวหรือตามระยะเวลาของโครงการ
ตัวอย่างเช่น บริษัทก่อสร้างไทยได้รับงานในต่างประเทศ บริษัทวิศวกรรมต้องส่งพนักงานไปติดตั้งระบบ หรือบริษัทบริการต้องส่งทีมงานไปปฏิบัติงานให้ลูกค้าในต่างประเทศ กรณีนี้ลูกจ้างยังมีความสัมพันธ์กับนายจ้างในประเทศไทย แต่ต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างถูกต้อง มีเอกสารการจ้างงาน หนังสือเดินทาง วีซ่าหรือใบอนุญาตทำงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วน
5. นายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างไปฝึกงาน
วิธีนี้เป็นกรณีที่นายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างของตนไปฝึกงาน ฝึกทักษะ หรือเพิ่มประสบการณ์ในต่างประเทศ อาจเป็นการฝึกอบรมกับบริษัทแม่ บริษัทในเครือ พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสายงานนั้น ๆ
การส่งลูกจ้างไปฝึกงานต่างประเทศควรมีเอกสารชัดเจนว่าเป็นการเดินทางเพื่อฝึกงานหรือพัฒนาทักษะ ไม่ใช่การลักลอบไปทำงานผิดประเภท โดยควรมีรายละเอียดระยะเวลาฝึกงาน สถานที่ฝึกงาน ผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่าย สวัสดิการ และประเภทวีซ่าที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเดินทาง
ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.doe.go.th/prd/overseas/custom/param/site/149/cat/40/sub/0/pull/detail/view/detail/object_id/284
คุณสมบัติคนที่อยากไปทำงานต่างประเทศ
ไม่ใช่ทุกคนที่จะเดินไปสมัครแล้วผ่านทันที แต่ละประเทศและแต่ละสายงานจะมีเกณฑ์คัดเลือกพื้นฐานที่คล้ายกัน ดังนี้
- อายุและวุฒิการศึกษา: ส่วนใหญ่กำหนดอายุระหว่าง 18–40 ปี (บางงานอาจขยายถึง 45 ปี) และใช้วุฒิการศึกษาตั้งแต่ ม.3, ม.6, ปวช./ปวส. ไปจนถึงปริญญาตรี
- ทักษะภาษา (อังกฤษ/ภาษาท้องถิ่น): เกือบทุกประเทศต้องมีการทดสอบภาษาพื้นฐาน เช่น งานเกาหลีต้องสอบ EPS-TOPIK งานไต้หวันต้องรู้ภาษาจีนกลางขั้นพื้นฐาน หรือหากเป็นสายงานสากลก็ต้องมีคะแนน IELTS/TOEIC
- สุขภาพและประวัติอาชญากรรม: ต้องไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง ไม่พิการที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน และที่สำคัญคือ ต้องไม่มีประวัติอาชญากรรม (ต้องขอใบรับรองจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)
- ทักษะอาชีพเฉพาะทาง (บางงาน): งานบางประเภท เช่น ช่างเชื่อม ช่างยนต์ หรือนวดแผนไทย ต้องมีใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานเพื่อประกอบการยื่นวีซ่า
ระวัง! สัญญาณหลอกลวงที่ควรรู้ก่อนสมัครงานต่างประเทศ
งานต่างประเทศเป็นหนึ่งในช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวง เพราะหลายคนอยากมีรายได้สูงและอาจตัดสินใจเร็วเกินไป สัญญาณอันตรายที่ควรระวังคือการเรียกเก็บเงินล่วงหน้าสูงผิดปกติ โดยไม่มีใบเสร็จหรือเอกสารชัดเจน รวมถึงการอ้างว่ามีงานแน่นอน รายได้สูงมาก แต่ไม่ระบุชื่อนายจ้าง สถานที่ทำงาน หรือรายละเอียดสัญญาจ้าง
อีกสัญญาณที่ควรระวังคือบริษัทหรือนายหน้าที่ไม่มีใบอนุญาตจัดหางาน ไม่มีสำนักงานจริง ติดต่อผ่านโซเชียลมีเดียเท่านั้น หรือเร่งให้โอนเงินภายในเวลาจำกัด โดยกรมการจัดหางานมีการเตือนให้ผู้สนใจไปทำงานต่างประเทศตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่ได้รับอนุญาต และระวังการชักชวนผ่านช่องทางออนไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
ก่อนตัดสินใจสมัคร ควรใช้หลัก “ช้าแต่ชัวร์” ตรวจสอบข้อมูลอย่างน้อย 3 จุด ได้แก่ บริษัทมีใบอนุญาตจริงหรือไม่ สัญญาจ้างระบุรายละเอียดครบหรือไม่ และค่าใช้จ่ายมีหลักฐานชัดเจนหรือไม่ หากข้อใดข้อหนึ่งไม่ชัดเจน ควรหยุดและตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนจ่ายเงิน
เลือกประเทศไปทำงานยังไงให้เหมาะกับตัวเอง?
การเลือกประเทศไปทำงานไม่ควรดูแค่ประเทศที่ค่าแรงสูงที่สุด แต่ควรเลือกประเทศที่เหมาะกับทักษะ เป้าหมายการเงิน ความสามารถด้านภาษา และไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เพราะประเทศที่เหมาะกับคนหนึ่ง อาจไม่เหมาะกับอีกคนก็ได้
ปัจจัยแรกที่ต้องดูคือค่าแรงเทียบกับค่าครองชีพ เช่น ประเทศที่รายได้สูงอาจมีค่าเช่า ค่าอาหาร และภาษีสูง ทำให้เงินเหลือเก็บจริงน้อยกว่าที่คิด ปัจจัยต่อมาคือความต้องการแรงงานในประเทศนั้น ๆ หากเป็นสายงานที่ขาดแคลน เช่น ช่างเทคนิค งานดูแลผู้สูงอายุ งานเกษตร งานโรงงาน หรือสาย Skilled Worker โอกาสได้งานและเติบโตอาจสูงขึ้น
ภาษาและวัฒนธรรมก็สำคัญไม่แพ้กัน หากภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรง อาจเริ่มจากงานที่ใช้ภาษาน้อยหรือประเทศที่มีชุมชนแรงงานไทยค่อนข้างมาก แต่ถ้ามีทักษะภาษาและประสบการณ์ทำงานเฉพาะทาง อาจเลือกประเทศที่มีโอกาสเติบโตในอาชีพมากกว่า เช่น งานสายเทคโนโลยี สุขภาพ วิศวกรรม หรือบริการระดับสากล
ขั้นตอนการไปทำงานต่างประเทศแบบถูกกฎหมาย
1. เลือกประเทศและประเภทงาน
สำรวจความต้องการของตลาดแรงงาน เช่น งานเกษตรกรรม (ออสเตรเลีย) งานโรงงาน (ไต้หวัน) งานบริการ (ตะวันออกกลาง) หรือสายวิชาชีพ Skilled Worker (ยุโรป/แคนาดา)
2. สมัครผ่านช่องทางที่ถูกต้อง
ลงทะเบียนกับกรมการจัดหางาน หรือยื่นใบสมัครกับบริษัทจัดหางานเอกชนที่ตรวจสอบแล้วว่ามีใบอนุญาตจริง
3. สอบสัมภาษณ์ / ทดสอบทักษะ
เข้ารับการคัดเลือกจากนายจ้าง ซึ่งอาจมีการทดสอบภาคปฏิบัติ (เช่น งานเชื่อม งานช่าง) หรือสอบสัมภาษณ์ออนไลน์
4. ทำเอกสารและขอวีซ่า
เมื่อนายจ้างรับเข้าทำงาน จะมีการเซ็น สัญญาจ้างงาน (Employment Contract) จากนั้นนำเอกสารไปยื่นขอ Work Visa กับสถานทูตของประเทศนั้นๆ
5. อบรมก่อนเดินทาง
เข้ารับการอบรมกับกรมการจัดหางาน เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรม กฎหมายเบื้องต้น สิทธิประโยชน์ และข้อควรระวังในการใช้ชีวิตในต่างแดน
อยากไปทำงานต่างประเทศ ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?
การทำเรื่องไปต่างประเทศใช้เวลาค่อนข้างนาน การเตรียมเอกสารเหล่านี้ไว้เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณไม่เสียโอกาส
- พาสปอร์ต (Passport): ต้องมีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน (แนะนำให้มีอายุเหลือ 1–2 ปีขึ้นไป)
- สัญญาจ้างงาน: เอกสารระบุตำแหน่ง ค่าจ้าง สวัสดิการ ที่ลงนามร่วมกันระหว่างคุณและนายจ้าง
- วีซ่าทำงาน (Work Visa): วีซ่าประเภทเดียวที่อนุญาตให้ทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย (ห้ามใช้ท่องเที่ยวหรือนักเรียนไปทำงานเต็มเวลาเด็ดขาด)
- ใบตรวจสุขภาพ: ใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรอง เพื่อยืนยันว่าสุขภาพแข็งแรงพร้อมทำงาน
- ใบรับรองประวัติ (Criminal Record Certificate): หนังสือแสดงผลการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมจากศูนย์บริการออกหนังสือรับรองความประพฤติ
วางแผนการเงินก่อนไปทำงานต่างประเทศ สำคัญมาก
การวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่ควรทำก่อนสมัครงาน ไม่ใช่รอให้ได้งานแล้วค่อยคิด เพราะการไปทำงานต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายหลายส่วน ทั้งค่าเอกสาร ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายช่วงเริ่มต้น และเงินสำรองฉุกเฉิน หากไม่มีแผนการเงินที่ดี อาจทำให้ต้องกู้ยืมหรือใช้เงินเกินตัวตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน
เงินสำรองที่ควรมี
โดยทั่วไปควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 1–3 เดือนของค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะใช้ในประเทศปลายทาง เช่น ค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายส่วนตัว หากยังไม่แน่ใจเรื่องค่าใช้จ่ายจริง ควรเผื่อเงินไว้มากกว่าที่ประเมินเล็กน้อย เพราะช่วงแรกอาจมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด เช่น ค่ามัดจำที่พัก ค่าอุปกรณ์ทำงาน หรือค่าเดินทางไปสถานที่ทำงาน
สำหรับผู้ที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่บ้านด้วย ควรแยกเงินเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เงินใช้ก่อนเดินทาง เงินใช้ช่วงเริ่มต้นในต่างประเทศ และเงินสำรองสำหรับครอบครัว เพื่อไม่ให้กระทบทั้งตัวเองและคนที่บ้าน
บริหารรายจ่ายช่วงเริ่มต้น
ช่วง 1–2 เดือนแรกเป็นช่วงที่ต้องระวังการใช้เงินมากที่สุด เพราะยังไม่รู้ค่าใช้จ่ายจริงในชีวิตประจำวัน ควรทำงบประมาณรายสัปดาห์ แยกค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าโทรศัพท์ ออกจากค่าใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อให้เห็นชัดว่าเงินไหลออกทางไหนบ้าง
อีกเทคนิคคือเก็บหลักฐานรายจ่ายทุกครั้ง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับงานหรือเอกสาร เพราะบางรายการอาจใช้ตรวจสอบย้อนหลังหรือขอเบิกคืนได้ตามเงื่อนไขของนายจ้าง
ตั้งเป้าหมายการเก็บเงิน
ก่อนเดินทางควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดว่าไปทำงานต่างประเทศเพื่ออะไร เช่น เก็บเงินก้อน ปลดหนี้ ส่งเงินกลับบ้าน ลงทุนต่อยอดธุรกิจ หรือเก็บประสบการณ์เพื่อกลับมาทำงานที่ไทย การมีเป้าหมายจะช่วยให้ควบคุมรายจ่ายได้ง่ายขึ้น และไม่ใช้เงินเกินจำเป็นเมื่อเริ่มมีรายได้มากขึ้น
อาจตั้งเป้าเป็นตัวเลข เช่น เก็บเงินเดือนละ 30% ของรายได้ ส่งกลับบ้านเดือนละจำนวนหนึ่ง และกันเงินฉุกเฉินไว้ทุกเดือน วิธีนี้ช่วยให้การไปทำงานต่างประเทศไม่ใช่แค่ “ได้เงินเดือนสูงขึ้น” แต่เป็นการวางแผนชีวิตระยะยาวอย่างเป็นระบบ
ตัวช่วยบริหารเงินก่อนและระหว่างไปทำงาน
ก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ หลายคนอาจมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่พร้อมกัน ทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าเอกสาร ค่าวีซ่า ค่าตรวจสุขภาพ หรือค่าใช้จ่ายช่วงเตรียมตัว การมีเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยจัดการรายจ่ายได้ดี จึงช่วยให้วางแผนเงินสดคล่องตัวขึ้นและควบคุมงบได้ง่ายกว่าเดิม
ใช้บัตรเครดิตช่วยจัดการค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่
บัตรเครดิตสามารถเป็นตัวช่วยในการบริหารค่าใช้จ่ายก่อนเดินทางได้ เช่น ใช้ชำระค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรมช่วงแรก ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับเอกสารและการเตรียมตัว โดยเฉพาะรายการที่มีโปรโมชั่นผ่อนชำระ 0% กับร้านค้าหรือพันธมิตรที่ร่วมรายการ ช่วยให้ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนทั้งหมดในครั้งเดียว
ใช้สิทธิประโยชน์ให้คุ้ม
สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศ การใช้บัตรเครดิตที่มีสิทธิประโยชน์ด้านท่องเที่ยวหรือการเดินทางอาจช่วยเพิ่มความคุ้มค่าได้ เช่น คะแนนสะสม KTC FOREVER จากยอดใช้จ่าย โปรโมชั่นสายการบิน โรงแรม ประกันการเดินทาง หรือสิทธิพิเศษจากพาร์ทเนอร์ที่ร่วมรายการ
หากต้องมีค่าใช้จ่ายหลายรายการก่อนเดินทาง การเลือกจ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ให้คะแนนสะสมหรือสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม อาจช่วยให้ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว “คุ้มขึ้น” เมื่อเทียบกับการจ่ายเงินสดทั้งหมด
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการไปทำงานต่างประเทศ
Q: ไปทำงานต่างประเทศต้องมีเงินเท่าไหร่?
A: โดยทั่วไปควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 50,000–150,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเทศ ประเภทงาน ค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง และค่าใช้จ่ายช่วงเริ่มต้นในประเทศปลายทาง หากเป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงหรือผู้สมัครต้องออกค่าเดินทางเอง ควรเตรียมเงินสำรองมากขึ้น
Q: ภาษาไม่เก่งไปทำงานต่างประเทศได้ไหม?
A: ไปได้ แต่ควรเลือกงานที่ไม่ต้องใช้ภาษาสูงมาก เช่น งานเกษตร งานโรงงาน หรืองานที่มีหัวหน้างานและระบบรองรับแรงงานต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ควรฝึกคำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับงาน การเดินทาง การเจ็บป่วย และการติดต่อฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า เพราะจะช่วยให้ใช้ชีวิตในต่างประเทศได้ปลอดภัยขึ้น
Q: ไปเองกับผ่านเอเจนซี่ แบบไหนดีกว่า?
A: หากเป็นมือใหม่และยังไม่คุ้นกับเอกสาร แนะนำให้เริ่มจากช่องทางที่ตรวจสอบได้ เช่น กรมการจัดหางาน หรือบริษัทจัดหางานที่มีใบอนุญาตถูกต้อง เพราะช่วยลดความเสี่ยงด้านเอกสารและนายจ้างปลายทาง แต่ถ้ามีทักษะเฉพาะทาง ภาษาแข็งแรง และเข้าใจกระบวนการขอวีซ่า อาจสมัครกับนายจ้างโดยตรงได้
Q: สมัครงานต่างประเทศผ่านโซเชียลมีเดียได้ไหม?
A: สามารถพบประกาศงานได้จากโซเชียลมีเดีย แต่ไม่ควรเชื่อทันที ต้องตรวจสอบนายจ้าง บริษัทจัดหางาน ใบอนุญาต และสัญญาจ้างให้ครบก่อนโอนเงินหรือส่งเอกสารส่วนตัว เพราะหน่วยงานรัฐมีการเตือนให้ระวังการชักชวนไปทำงานต่างประเทศผ่านโซเชียลมีเดียที่อาจไม่ถูกต้องหรือเสี่ยงหลอกลวง
Q: ถ้าไม่มีวีซ่าทำงาน สามารถไปก่อนแล้วหางานทีหลังได้ไหม?
A: ไม่แนะนำ เพราะการเดินทางด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแล้วไปทำงานอาจผิดกฎหมายของประเทศปลายทาง ควรมีสัญญาจ้างและวีซ่าทำงานให้ถูกต้องก่อนเดินทาง เพื่อป้องกันปัญหาถูกปรับ ถูกส่งกลับ หรือเสียประวัติการเดินทางในอนาคต
การศึกษาข้อมูลและเตรียมตัวให้พร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งเอกสารประกอบการยื่นขอวีซ่า ความคุ้มครองด้านแรงงานและสวัสดิการ ตลอดจนความพร้อมทางด้านการเงิน เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้มีหลักประกันและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้ดี ไม่ว่าจะกำลังวางแผนทำงานหรือเดินทางไปต่างประเทศ การมีบัตรเครดิตช่วยให้การใช้จ่ายต่างประเทศสะดวกสบาย ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้จ่าย โดยเฉพาะเมื่อต้องทำธุรกรรมทางการเงินต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ครอบคลุมประกันการเดินทางให้อีกด้วย ซึ่งใครที่ยังไม่มีสามารถกดสมัครบัตรเครดิต KTCเลือกบัตรเครดิตที่ใช่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้ที่นี่เลย
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC



