Cybersecurity and Data Privacy Protection
บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทจึงมุ่งมั่นดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องและมาตรฐานสากล พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี ระบบสารสนเทศ และกระบวนการควบคุมภายในอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกัน ตรวจจับ และรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทบูรณาการการบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และข้อมูลส่วนบุคคลไว้ในกรอบการกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยง ขององค์กร เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปอย่างปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้ ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้ ความตระหนัก และ วัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการรักษาความลับ ความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกค้า อันเป็นรากฐานสำคัญ ของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ผลกระทบเชิงบวก: การบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพช่วยเสริมความเชื่อมั่นของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ สนับสนุนความต่อเนื่องของธุรกิจดิจิทัล และลดความเสี่ยงทางการเงินจากเหตุการณ์ด้านไซเบอร์
ผลกระทบเชิงลบ: เหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์หรือการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงิน ชื่อเสียง และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎหมายและบทลงโทษจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ผลกระทบเชิงบวก: การบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรด้านพลังงานของศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สนับสนุนการลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานขององค์กร
ผลกระทบเชิงลบ: การพึ่งพาระบบเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลที่ใช้พลังงานสูงอาจเพิ่มต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากไม่มีการบริหารจัดการประสิทธิภาพพลังงานควบคู่กับการเสริมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
ผลกระทบเชิงบวก: การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ช่วยสร้างความไว้วางใจของลูกค้าและสังคมต่อการใช้บริการทางการเงินดิจิทัล ส่งเสริมการเข้าถึงบริการอย่างปลอดภัย และสนับสนุนความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยรวม
ผลกระทบเชิงลบ: เหตุการณ์ด้านไซเบอร์หรือการรั่วไหลของข้อมูลอาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของลูกค้า รวมถึงสร้างความตื่นตระหนกและบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมต่อองค์กร หากไม่มีการสื่อสารและการเยียวยาที่เหมาะสม
ผลกระทบเชิงบวก: การส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชนผ่านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิในความเป็นส่วนตัวของลูกค้าและพนักงาน ตามหลักการสากลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ
ผลกระทบเชิงลบ: การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือการใช้ข้อมูลอย่างไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีของบุคคล รวมถึงก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านกฎหมายและความเชื่อมั่น หากขาดระบบกำกับดูแล การควบคุมภายใน และการกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน
บริษัทได้กำหนดนโยบายและระเบียบด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศและข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหาร ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง โดยครอบคลุมการดำเนินงานของบริษัท พนักงาน ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงหรือประมวลผลข้อมูลของบริษัท โดยนโยบายและระเบียบดังกล่าวได้รับการทบทวนและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติ การทบทวนนโยบายดังกล่าวอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจถึงความเหมาะสม ความทันสมัย และประสิทธิภาพในการรองรับความเสี่ยงด้าน ไขเบอร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
บริษัทให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและระบบสารสนเทศในระดับสูงสุด โดยคณะกรรมการบริษัททำหน้าที่กำกับดูแลและรับผิดชอบเชิงนโยบายต่อประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและไซเบอร์ขององค์กร และมอบหมายให้คณะอนุกรรมการ Information Security Committee (ISC) โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เป็นประธานคณะอนุกรรมการ และมีผู้บริหารระดับสูง จากสายงานที่เกี่ยวข้องเป็นสมาชิก โดยมีบทบาทและหน้าที่รับผิดชอบ ดังนี้
บริษัทได้จัดตั้งฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศ (CISO Division) เพื่อบริหารจัดการและเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัย ด้านสารสนเทศ โดยรายงานตรงต่อผู้บริหารสูงสุดสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีบทบาทเทียบเท่า Chief Information Officer (CIO) ทำหน้าที่กำหนดกลยุทธ์และดำเนินมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การบริหารความเสี่ยง การตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้าน ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ภายใต้โครงสร้างธรรมาภิบาลที่ชัดเจนและเป็นระบบ แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการบูรณาการ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดโครงสร้างองค์กรเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้เหมาะสมต่อการบริหารความเสี่ยง โดยใช้แนวทาง 3 Lines of Defense ซึ่งมีการแยกบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ได้แก่ สายงานปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Operations) สายงานกำกับดูแลและบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Governance และ IT Risk) และสายงานตรวจสอบภายใน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Audit)
บริษัทได้กำหนดมาตรการและเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการความเสี่ยง พร้อมกระบวนการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ชัดเจน รวมถึงการทดสอบระบบอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของระบบและภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตลอดจนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งจัดการทบทวนและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้
บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย โดยได้กำหนดนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมแนวทางปฏิบัติและมาตรการที่ครอบคลุมทุกกระบวนการดำเนินงานของบริษัท บริษัทในเครือ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และพันธมิตรทางธุรกิจ เป็นต้น ทั้งนี้ พนักงานทุกคนต้องปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวอย่างเคร่งครัด หากไม่ปฏิบัติอาจมีความผิดตามระเบียบวินัย ซึ่งอาจนำไปสู่บทลงโทษตามระเบียบหรือกฎหมาย ดังนั้น บริษัทจึงจัดให้มีกลไกเพื่อให้มั่นใจว่านโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้
นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินการแจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลให้ทราบเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูล โดยครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้
สามารถพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ktc.co.th/about/data-protection-notice หัวข้อ “ประกาศของบริษัทเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าภายใต้นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)”
ในปี 2568 บริษัทพบเหตุการณ์การละเมิดความเป็นส่วนตัวของลูกค้า อันเกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล โดยเป็นกรณีที่มีการแจ้งเหตุความผิดพลาดจากบริษัทหรือผู้ให้บริการภายนอก จำนวน 12 เหตุการณ์ บริษัทได้ดำเนินการรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวต่อคณะอนุกรรมการ Information Security Committee (ISC) และ/หรือ หน่วยงานกำกับดูแล เพื่อกำกับดูแลและติดตามการแก้ไขอย่างเหมาะสมตามแนวทางที่กฎหมายหรือระเบียบบริษัทกำหนดไว้้ บริษัทได้ดำเนินมาตรการแก้ไขและป้องกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงการทบทวนกระบวนการทำงาน การยกระดับการควบคุมภายใน และการเสริมสร้างความตระหนักรู้ให้แก่พนักงานและผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการละเมิดข้อมูล และความจำเป็นในการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ บริษัทได้เน้นย้ำถึงบทลงโทษที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งพัฒนาและปรับปรุงระบบเพื่อช่วยตรวจสอบการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงด้านข้อมูล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีกในอนาคต
บริษัทดำเนินการบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐานสากล โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 สำหรับระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security Management System: ISMS) และ ISO/IEC 27701:2019 สำหรับระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Information Management System: PIMS) ซึ่งสะท้อนถึงความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือในการบริหารจัดการข้อมูล อันเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจด้านการเงิน ซึ่งบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 ปี แสดงถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องข้อมูลของลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงการลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปฏิบัติตามมาตรฐาน PCI DSS (Payment Card Industry Data Security Standard) เพื่อยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลบัตรชำระเงินและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางการเงินดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการขอรับรองมาตรฐาน PCI DSS
ISO/IEC 27001: 2022 ระบบบริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ สำาหรับทุกกระบวนการ
ISO/IEC 27701:2019 ระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล สำาหรับทุกกระบวนการ
บริษัทมุ่งสร้างความตระหนักถึงภัยไซเบอร์และความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยข้อมูล โดยจัดอบรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง ให้แก่คณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน รวมถึงคู่ค้าและผู้ให้บริการ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด
บริษัทได้จัดทำโปรแกรมฝึกอบรมทั่วทั้งองค์กร เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 และ ISO/IEC 27701:2019 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านระบบการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ภายในองค์กร โดยหลักสูตรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ ISO/IEC 27001:2022 (ISMS) และ ISO/IEC 27701:2019 (PIMS) และแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวเป็นการอบรมภาคบังคับสำหรับพนักงานใหม่ในช่วงปฐมนิเทศ และมีการทบทวนเนื้อหาให้กับพนักงานทั้งองค์กรทุกปี
ผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด 1,822 คน คิดเป็นร้อยละ 100
ผู้เข้าร่วมอบรมผ่านเกณฑ์การทดสอบหลังการอบรม ร้อยละ 100
บริษัทจัดหลักสูตรอบรมเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่พนักงานทุกคน โดยมุ่งเน้นการรับรู้ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลองค์กร และการดำเนินธุรกิจของบริษัท เนื้อหาการอบรมครอบคลุมการทำความเข้าใจภัยคุกคามจากอีเมลฟิชชิ่ง การปกป้องข้อมูลสำคัญ การพัฒนาทักษะในการตอบสนองเมื่อพบเหตุการณ์ต้องสงสัย การยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ภายในองค์กร และการเรียนรู้เทคนิคการหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของกลโกงออนไลน์ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความรู้ ความตระหนักรู้ และความพร้อมของพนักงานในการรับมือกับภัยไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างวัฒนธรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
ผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด 1,818 คน คิดเป็นร้อยละ 100
บริษัทร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อยกระดับการป้องกันภัยไซเบอร์ที่ส่งผลต่อผู้บริโภค ผ่านการจัดเวทีเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 20 “รู้ทันภัยไซเบอร์: ปกป้องตัวตนและเงินในโลกดิจิทัล” เพื่อให้ความรู้ วิเคราะห์แนวโน้มภัยคุกคามทางการเงินที่ทวีความซับซ้อนจากฟิชชิ่งและคอลเซ็นเตอร์ สู่การใช้ AI, Deepfake และ Agentic AI ในการโจมตีธุรกรรมทางการเงิน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลแก่สังคมไทย
โครงการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของบริษัทในการดูแลความปลอดภัยทางการเงินของลูกค้าอย่างรอบด้าน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยทุจริต การเฝ้าระวังธุรกรรมแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง การพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีความปลอดภัย อาทิ KTC Digital Card และการสื่อสารให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งลดความเสี่ยงด้านอาชญากรรมไซเบอร์ เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินดิจิทัล และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลไทย