Digital Innovation
บริษัทตระหนักถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลที่พัฒนาอย่างรวดเร็วซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า บริษัทจึงมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความมั่นคงปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ควบคู่กับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
มีผู้ใช้บริการ KTC Mobile ร้อยละ 89 ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด ภายในปี 2568
มีผู้ใช้บริการ KTC Mobile ร้อยละ 93 ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด
ผลกระทบเชิงบวก: นวัตกรรมดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินดิจิทัลที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภค การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและบริหารความเสี่ยง ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ เสริมศักยภาพในการสร้างรายได้ และสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในระยะยาว
ผลกระทบเชิงลบ: การลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลต้องใช้เงินลงทุนสูงและอาจมีความเสี่ยงด้านผลตอบแทน หากการพัฒนาไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดหรือการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การพึ่งพาระบบดิจิทัลอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความต่อเนื่องของธุรกิจหากเกิดเหตุขัดข้องของระบบ
ผลกระทบเชิงบวก: การใช้นวัตกรรมดิจิทัลช่วยลดการใช้ทรัพยากร อาทิ ลดการใช้พลาสติกจากการผลิตบัตรและเปลี่ยนมาเป็น Digital card ลดกระดาษและลดการเดินทาง ผ่านการให้บริการและกระบวนการทำงานแบบดิจิทัล ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานขององค์กร
ผลกระทบเชิงลบ: การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการใช้ศูนย์ข้อมูลอาจเพิ่มการใช้พลังงานและของเสียอิเล็กทรอนิกส์ หากไม่มีการบริหารจัดการวงจรชีวิตเทคโนโลยีและประสิทธิภาพพลังงานอย่างเหมาะสม
ผลกระทบเชิงบวก: นวัตกรรมดิจิทัลช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างสะดวก รวดเร็ว และครอบคลุมมากขึ้น ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนในวงกว้าง และสนับสนุนการยกระดับทักษะดิจิทัลของพนักงานและสังคม
ผลกระทบเชิงลบ: ช่องว่างทางดิจิทัลและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีอาจทำให้ประชากรบางกลุ่มเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลได้จำกัด หากไม่มีมาตรการรองรับและการออกแบบบริการที่คำนึงถึงความเท่าเทียม
ผลกระทบเชิงบวก: การส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชนผ่านการออกแบบนวัตกรรมดิจิทัลที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของข้อมูล และการไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืนในการให้บริการทางการเงิน
ผลกระทบเชิงลบ: การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ การวิเคราะห์ข้อมูลและระบบอัตโนมัติ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านการละเมิดความเป็นส่วนตัว หรือการเลือกปฏิบัติ หากขาดการกำกับดูแลด้านจริยธรรมและความโปร่งใสในการใช้เทคโนโลยี
บริษัทให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรมดิจิทัล โดยได้กำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลและมอบหมายบทบาทหน้าที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพื่อให้การพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเป็นไปในทิศทางเดียวกับกลยุทธ์องค์กรและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล โครงสร้างดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบายและทิศทางเชิงกลยุทธ์ การพัฒนาโซลูชันและโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ เพื่อให้การดำเนินงานด้านนวัตกรรมดิจิทัลมีประสิทธิภาพ สร้างคุณค่าเพิ่มให้กับลูกค้า และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของบริษัทอย่างยั่งยืน
บริษัทมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ ภายใต้กลยุทธ์ “Building a Sustainable Future Through Digital Transformation” โดยดำเนินงานตาม 4 แนวทางหลัก ได้แก่
บริษัทมุ่งขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การเป็นองค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยนำเทคโนโลยีล้ำสมัยและนวัตกรรมใหม่มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในยุคดิจิทัล โดยให้ความสำคัญใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดิจิทัล บริการดิจิทัล และช่องทางดิจิทัล พร้อมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรม ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยทุกที่ทุกเวลา ขณะเดียวกันยังช่วยลดการใช้ทรัพยากร ลดความเสี่ยงด้านข้อมูล และสนับสนุนการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน
บริษัทมุ่งเน้นการพัฒนาและสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ บริการ และช่องทางการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า พร้อมมอบการเข้าถึงข้อมูลที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึงช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยในปี 2568 มีนวัตกรรมดิจิทัล ดังนี้
บริษัทได้พัฒนาแอปพลิเคชัน KTC Mobile อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางดิจิทัลและเสริมสร้างประสบการณ์การใช้งานที่มีประสิทธิภาพ โดยดำเนินมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่สำคัญ อาทิ การตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์และอุปกรณ์ที่ใช้งาน การตรวจสอบความถูกต้องของแอปพลิเคชัน การเฝ้าระวังแอปพลิเคชันต้องสงสัย การป้องกันการควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล และการตรวจสอบการซ้อนทับของหน้าจอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการทุจริตและภัยคุกคามทางไซเบอร์ นอกจากนี้ บริษัทได้เพิ่มฟีเจอร์การยื่นขอปรับวงเงินสินเชื่อถาวรผ่านแอปพลิเคชัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ทั้งนี้ การให้บริการผ่านแอปพลิเคชันยังช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และลดการใช้กระดาษ รวมถึงการเดินทางของลูกค้า ซึ่งมีส่วนช่วยลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ผู้ใช้งาน KTC Mobile จำนวน 2,455,375 ราย คิดเป็นร้อยละ 93 ของฐานลูกค้าทั้งหมด
โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับปี 2567
บริษัทให้บริการสมัครบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดKTC PROUD ผ่านระบบใบสมัครอิเล็กทรอนิกส์ (e-Application) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถสมัคร กรอกข้อมูล อัปโหลดเอกสาร และยืนยันตัวตนผ่านอุปกรณ์ดิจิทัลได้ด้วยตนเอง ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมติดตามผลการพิจารณาแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการสมัคร รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการทุจริตผ่านระบบยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มความน่าเชื่อถือของกระบวนการให้บริการ นอกจากนี้ กระบวนการสมัครที่ดำเนินการในรูปแบบดิจิทัลตลอดทั้งขั้นตอนยังช่วยลดการใช้กระดาษและการเดินทางเพื่อรับเอกสาร ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ผู้สมัครผ่านช่องทาง Apply Online Service จำนวน 31,121 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มใช้งาน
บริษัทให้บริการบัตรเครดิต KTC Digital Credit Card เพื่อขยายฐานสมาชิกกลุ่มพรีเมียม โดยต่อยอดสู่บัตรเครดิต Visa Signature และ World Rewards Mastercard ภายใต้แนวคิด Digital First ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยในการใช้จ่ายผ่านเทคโนโลยี Dynamic CVV (CVC2) และบัตรไร้หมายเลข (Numberless Card) ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้จ่ายได้อย่างมั่นใจทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ สมาชิกสามารถเลือกใช้บัตรพลาสติกแบบใสที่ไม่มีหมายเลขและแถบแม่เหล็ก เพื่อลดความเสี่ยงจากการโจรกรรมและการคัดลอกข้อมูลบัตร รวมถึงการทำ Skimming ขณะเดียวกัน บริษัทได้พัฒนาช่องทางการสมัครบัตรด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน KTC Mobile และระบบออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเลือกไม่รับบัตรพลาสติก ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการดำเนินธุรกิจด้านการเงินดิจิทัลควบคู่กับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท
ผู้สมัครบัตร KTC Digital Credit Card จำนวน 144,562 ราย
บริษัทพัฒนาระบบ Agent App เพื่อสนับสนุนกระบวนการสมัครผลิตภัณฑ์ทางการเงินของบริษัท โดยให้เจ้าหน้าที่ตัวแทนเป็นผู้บันทึกข้อมูลและยืนยันตัวตนของลูกค้าในระบบ ช่วยให้ลูกค้าทราบผลการพิจารณาเบื้องต้นได้ทันที เพิ่มความรวดเร็ว ความถูกต้อง และมาตรฐานของกระบวนการให้บริการ พร้อมยกระดับประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ถนัดการใช้เทคโนโลยีหรือไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ การดำเนินการผ่านระบบดิจิทัลยังช่วยลดการใช้เอกสารกระดาษ ลดการเดินทางไปสาขา และลดการใช้พลังงานจากการเดินทาง ซึ่งมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับแนวทางการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัท
ผู้สมัครผลิตภัณฑ์ผ่านระบบ Agent App จำนวน 55,111 ราย
บริษัทได้นำเทคโนโลยี Generative AI มาประยุกต์ใช้ในงานด้าน Marketing Communication & Design เพื่อยกระดับคุณภาพงานสื่อสาร เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจการเงินและการสื่อสารการตลาดในยุคดิจิทัล โดยยึดหลักการใช้เทคโนโลยี AI ในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของบุคลากร (Human-Centric AI) ไม่ใช่การทดแทนมนุษย์ โดยบริษัทได้ประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI ที่หลากหลาย อาทิ ChatGPT, Gemini, Copilot, Midjourney, Freepix, Adobe, Runway, และ KREA เพื่อพัฒนาแนวคิดและงานออกแบบ รวมถึงการวางแผนการสื่อสารให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
การใช้ Generative AI ช่วยลดภาระงานที่มีลักษณะซ้ำซ้อน และเพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการพัฒนาแนวคิดและการออกแบบ ส่งผลให้ทีมงานสามารถมุ่งเน้นการทำงานเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารแบรนด์ และการสร้างประสบการณ์ที่เหมาะสมกับลูกค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นในธุรกิจการเงิน ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการใช้ Generative AI อย่างมีธรรมาภิบาล โดยกำหนดให้ทุกชิ้นงานอยู่ภายใต้การกลั่นกรองของบุคลากร พร้อมคำนึงถึงความถูกต้องของข้อมูล การเคารพลิขสิทธิ์ และการไม่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า เพื่อรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้ Generative AI ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในกระบวนการทำงาน ลดการปรับแก้งานที่ไม่จำเป็น และลดการผลิตชิ้นงานที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้งานจริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน
จำนวนงานออกแบบสื่อสารการตลาดเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เทียบกับปี 2567