Supply Chain Management
การจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 38 ของปริมาณการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด
บริษัทมีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบ โดยให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจร่วมกับคู่ค้าอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) บริษัทกำหนดแนวปฏิบัติและเกณฑ์ด้านความยั่งยืนในการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงส่งเสริมให้คู่ค้าปฏิบัติตามมาตรฐานด้านการกำกับดูแลกิจการ ความรับผิดชอบต่อสังคม สิทธิมนุษยชน และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดความเสี่ยงและยกระดับมาตรฐานร่วมกันในห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาความร่วมมือกับคู่ค้าในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ผ่านการสื่อสาร การอบรม และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
การจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 30 ของปริมาณการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ในปี 2568
การจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 38 ของปริมาณการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด
หมายเหตุ: การจัดซื้อจัดจ้างของบริษัท หมายถึง ค่าเช่า/ค่าบริการเครื่องถ่ายเอกสาร กระดาษสำหรับพิมพ์เอกสารของบริษัท อุปกรณ์สำนักงาน และกระดาษชำระ
ผลกระทบเชิงบวก: การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของธุรกิจ ลดความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน และสนับสนุนการควบคุมต้นทุนในระยะยาว การคัดเลือกและบริหารคู่ค้าอย่างเป็นระบบ รวมถึงการ บูรณาการประเด็นด้านความยั่งยืนเข้ากับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเงินและความสามารถในการแข่งขันของบริษัท
ผลกระทบเชิงลบ: ความเสี่ยงจากการพึ่งพาคู่ค้าหลักหรือผู้ให้บริการสำคัญอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงาน หากเกิดเหตุการณ์หยุดชะงักหรือความล้มเหลวในห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ การปรับตัวของคู่ค้าต่อข้อกำหนดด้านความยั่งยืนและกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้ต้นทุนการจัดซื้อจัดจ้างสูงขึ้นในระยะสั้น
ผลกระทบเชิงบวก: บริษัทสามารถลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทางอ้อมผ่านการกำหนดแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับคู่ค้า การส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน และการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่า
ผลกระทบเชิงลบ: หากคู่ค้าไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนด อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านชื่อเสียง การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือความคาดหวังของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและมูลค่าทางธุรกิจของบริษัท
ผลกระทบเชิงบวก: การจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรับผิดชอบช่วยส่งเสริมแนวปฏิบัติด้านแรงงานที่เป็นธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน และการปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเท่าเทียม ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับคู่ค้าและสนับสนุนความมั่นคงทางสังคมในห่วงโซ่คุณค่า
ผลกระทบเชิงลบ: ความเสี่ยงด้านสังคมอาจเกิดขึ้นหากคู่ค้าไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงาน ความปลอดภัย และอาชีวอนามัย หรือการคุ้มครองแรงงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อร้องเรียน ความขัดแย้ง หรือการหยุดชะงักของการดำเนินงาน
ผลกระทบเชิงบวก: บริษัทสามารถเสริมสร้างการเคารพสิทธิมนุษยชนผ่านการกำหนดจรรยาบรรณคู่ค้า การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน และการติดตามการปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและสนับสนุนความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว
ผลกระทบเชิงลบ: หากคู่ค้าหรือผู้ให้บริการในห่วงโซ่อุปทานมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน อาทิ การใช้แรงงานที่ไม่เป็นธรรม หรือการเลือกปฏิบัติ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านกฎหมายและชื่อเสียงต่อบริษัท
บริษัทกำหนดจรรยาบรรณคู่ค้าและการรักษาข้อมูลความลับ เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานร่วมกับคู่ค้าให้สอดคล้องตามกฎหมายและข้อกำหนดต่าง ๆ รวมถึงมาตรฐานสากล โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส คำนึงถึงหลักจริยธรรมทางธุรกิจและการปฏิบัติตามกฎหมาย สิทธิมนุษยชนและแรงงาน ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนวปฏิบัติในการรักษาข้อมูลความลับ
บริษัทได้มีนโยบายการใช้บริการจากพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และแนวทางการใช้บริการจากพันธมิตรทางธุรกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยและกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกรุงไทย เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการจัดหาและคัดเลือกผู้ให้บริการจากพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมีการกำหนดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ เพื่อกำกับดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงจากการใช้บริการจากพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการใช้บริการ การคัดเลือก และการตรวจรับงาน และข้อกำหนดของสัญญาการใช้บริการ
นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง โดยมีการกำหนดกระบวนการอนุมัติวงเงิน การจัดทำสัญญา และการตรวจรับงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน
สามารถพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ จรรยาบรรณคู่ค้าและการรักษาข้อมูลความลับ https://www.ktc.co.th/pub/media/sustainability-development/CG/document/THKTC-GS-007-KTC-Suppliers-Code-of-Conduct-20241129.pdf
บริษัทได้กำหนดแนวทางในการคัดเลือกคู่ค้าทั้งรายใหม่ รายปัจจุบัน โดยพิจารณาทั้งเกณฑ์ด้านเศรษฐกิจ และเกณฑ์ด้านความยั่งยืน ครอบคลุมด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีรายละเอียด ดังนี้
บริษัทกำหนดประเภทของคู่ค้าโดยพิจารณาจากบทบาททางธุรกิจและความสำคัญเชิงกลยุทธ์ภายในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมิน คู่ค้า และบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดการจัดกลุ่มคู่ค้า ดังนี้
คู่ค้าและผู้ให้บริการจากพันธมิตรทางธุรกิจที่จัดหาสินค้าหรือบริการโดยตรงให้กับบริษัท รวมถึงนายหน้า ที่ปรึกษา ผู้รับเหมา ผู้จัดจำหน่าย ผู้รับเหมาอิสระ ผู้ผลิต ผู้รับเหมาช่วง และผู้ค้าส่ง
คู่ค้าและผู้ให้บริการจากพันธมิตรทางธุรกิจที่จัดหาสินค้าหรือบริการที่จำเป็นโดยตรงให้กับบริษัท และมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินงานบริษัท โดยมีเกณฑ์การประเมิน ดังนี้
คู่ค้าที่จัดหาสินค้าหรือบริการให้แก่คู่ค้า Critical Tier 1 ซึ่งไม่ได้ทำธุรกิจโดยตรงกับบริษัท แต่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโดยรวมและอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัททางอ้อม
ร้อยละ 100 ของคู่ค้ารายใหม่ได้รับการคัดกรองโดยใช้เกณฑ์ ด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
หมายเหตุ: ในปี 2568 บริษัทขยายขอบเขตคู่ค้ารวมผู้แนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินอิสระ
คู่ค้าและผู้ให้บริการจากพันธมิตรทางธุรกิจที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการขึ้นทะเบียนคู่ค้า และลงนามรับทราบและปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้าและการรักษาข้อมูลความลับของบริษัท ทั้งนี้บริษัทจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงคู่ค้า เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของคู่ค้าและผู้ให้บริการจากพันธมิตรทางธุรกิจสอดคล้องตามนโยบายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
บริษัทประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าและผู้ให้บริการจากพันธมิตรทางธุรกิจ โดยพิจารณาจากการปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้าของบริษัทซึ่งครอบคลุมด้าน ESG รวมถึงกฎหมาย และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง การบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ มาตรการคุ้มครองลูกค้าและการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยมีวิธีการประเมินคู่ค้า โดยเฉพาะกลุ่ม Critical Tier 1 ผ่านวิธีการสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์จากการตรวจสอบพื้นที่ดำเนินการของคู่ค้า และมีการประเมินผู้ให้บริการจากพันธมิตรทางธุรกิจผ่านการใช้แบบประเมินตนเอง
บริษัทกำหนดมาตรการบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากคู่ค้า ผ่านการติดตามตรวจสอบกระบวนการทำงานของคู่ค้าและผู้ให้บริการจากพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสและเป็นธรรม และการกำหนดข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreement: SLA)
กรณีที่พบว่าคู่ค้ารายใดละเมิดหลักเกณฑ์ที่กำหนด หรือมีประเด็นความเสี่ยงสูง บริษัทมีกระบวนการแจ้งเตือนไปยังคู่ค้า เพื่อหาแนวทางการป้องกันและลดความเสี่ยงตามระยะเวลาที่กำหนด หากคู่ค้าไม่ปฏิบัติตาม บริษัทจะทำการยกเลิกสัญญาและถอดรายชื่อออกจากทะเบียนคู่ค้าของบริษัท
ร้อยละ 100 ของคู่ค้า Tier 1 และ Critical Tier 1 ลงนามรับทราบจรรยาบรรณคู่ค้าของบริษัท
บริษัทให้ความสำคัญต่อการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับมาตรฐานด้านการดำเนินงานและความยั่งยืนร่วมกัน โดยได้จัดให้มีการอบรมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคู่ค้าเป็นประจำ เพื่อให้คู่ค้าได้รับข้อมูล ความรู้ และแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลของบริษัท ตลอดจนเป็นโอกาสในการรับฟังข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้บริษัทมุ่งส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กรและคู่ค้าในลักษณะพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกันในระยะยาว
บริษัทได้จัดหลักสูตรอบรม “ด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ รวมถึงการจัดการข้อมูลส่วนบุุคคล” (รูปแบบออนไลน์) สำหรับผู้ให้บริการภายนอกที่เข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่หรือสามารถเข้าถึงข้อมูลของบริษัท เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศและการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีโอกาสเกิดมากขึ้นในปัจจุบัน โดยให้ความรู้และแนวปฏิบัติที่สอดคล้องตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 และ ISO/IEC 27701:2019
ผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด 368 ราย และผ่านเกณฑ์การทำแบบทดสอบ ร้อยละ 100
บริษัทได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพบุคลากร Outsource ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการให้บริการ จึงได้จัดโครงการอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานในแต่ละด้านอย่างเป็นระบบโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้รับบริการ
การอบรมดังกล่าวมุ่งเน้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น มีคุณภาพ และสอดคล้องกับมาตรฐานที่องค์กรกำหนดไว้ในระยะยาว
ผู้เข้าร่วมอบรมทุกหลักสูตรทั้งหมด 736 ราย
บริษัทส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) โดยให้ความสำคัญในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และวัสดุที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ ฉลากเขียวและฉลากลดคาร์บอน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยครอบคลุมการจัดซื้อเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์สำนักงาน และกระดาษสำหรับพิมพ์เอกสารของบริษัท ซึ่งรวมถึงใบสมัครบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ตลอดจนวัสดุอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงาน ทั้งนี้ การผลักดันแนวปฏิบัติด้าน Green Procurement เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน และช่วยสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการทำงานขององค์กรในระยะยาว