Climate Change
บริษัทตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และภาคธุรกิจการเงิน ทั้งในมิติของความเสี่ยงทางกายภาพและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน ควบคู่กับโอกาสใหม่จากการเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ บริษัทจึงบูรณาการประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กลยุทธ์องค์กร โครงสร้างการกำกับดูแล และกระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยยึดหลักการพิจารณาประเด็นที่มีสาระสำคัญและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสตามมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง
บริษัทมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ครอบคลุมทั้งการดำเนินงานภายในและการให้บริการทางการเงิน โดยกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 พร้อมกำหนดเป้าหมายระยะสั้น-กลาง ตัวชี้วัด และกลไกติดตามผลอย่างต่อเนื่อง แนวทางสำคัญประกอบด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาและขยายผลิตภัณฑ์และบริการที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรด้านความยั่งยืนผ่านการมีส่วนร่วมของพนักงาน ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ การดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ แต่ยังเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาวอีกด้วย
หมายเหตุ: บริษัทเปลี่ยนปีฐานจากปี 2565 เป็นปี 2568
ผลกระทบเชิงบวก: การเพิ่มโอกาสให้บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
การบูรณาการประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับกลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยงช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ลดความไม่แน่นอนทางการเงิน และเสริมเสถียรภาพของผลการดำเนินงานในระยะยาว
ผลกระทบเชิงลบ: ความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศรุนแรงและความผันผวนทางเศรษฐกิจอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าและคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัท รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศอาจเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานและการลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ผลกระทบเชิงบวก: บริษัทสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้ระบบดิจิทัล และการลดการใช้ทรัพยากร ซึ่งช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและสนับสนุนความต่อเนื่องของธุรกิจ
ผลกระทบเชิงลบ: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3) รวมถึงการใช้พลังงานของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและการไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืน
ผลกระทบเชิงบวก: การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรับผิดชอบช่วยสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของพนักงาน ชุมชน และสังคมในการดูแลสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้ชีวิตและการทำงานอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่อาจเกิดจากสภาพอากาศที่รุนแรง
ผลกระทบเชิงลบ: ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิ คลื่นความร้อน น้ำท่วม หรือภัยพิบัติ อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต สุขภาพ และความเป็นอยู่ของพนักงานและชุมชนโดยรอบ รวมถึงเพิ่มความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสในการปรับตัว
ผลกระทบเชิงบวก: บริษัทสามารถเสริมสร้างการเคารพสิทธิมนุษยชนผ่านนโยบายและการกำกับดูแลที่คำนึงถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อพนักงาน ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านชื่อเสียงในระยะยาว
ผลกระทบเชิงลบ: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อสิทธิในการดำรงชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของลูกค้าและชุมชน รวมถึงความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่คุณค่า หากคู่ค้าไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดได้
บริษัทได้กำหนดบทบาทหน้าที่การกำกับดูแลและบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยคณะกรรมการบริษัทมอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบ บรรษัทภิบาลและความยั่งยืน ร่วมกับคณะอนุกรรมการ Management & Sustainability Committee ทำหน้าที่กำกับดูแล ติดตาม วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืน ซึ่งรวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สามารถวางมาตรการป้องกันและปรับตัวได้อย่างเหมาะสม และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ในระดับการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานตามกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะทำงานด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนโครงการ การติดตามผล และการรายงานความคืบหน้าของการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ทั้งนี้ บริษัทได้บูรณาการการจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่สำคัญของธุรกิจ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งด้านกลยุทธ์ การดำเนินงาน และการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าในระยะยาว
บริษัทจัดทำนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (Environmental, Social and Governance Risks) ซึ่งการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะดำเนินการภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร โดยหน่วยงานเจ้าของความเสี่ยงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำการระบุ ประเมิน และติดตามความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) และความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) ผ่านเครื่องมือการประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนเป็นประจำทุกปี ในกรณีที่ความเสี่ยงอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (Rather High) ขึ้นไป หน่วยงานต้องจัดทำแผนรองรับและรายงานต่อผู้บริหาร รวมถึงคณะอนุกรรมการ Risk Management Committee
ในการบรรเทาผลกระทบของความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน บริษัทมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย/ กฎระเบียบ รวมไปถึงแนวโน้มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจจับสัญญาณความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจมีความสำคัญ และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังได้จัดทำแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan: BCP) และจัดให้มีศูนย์ปฏิบัติงานสำรองที่มีความพร้อมรองรับการดำเนินงานที่เป็นธุรกรรมงานที่สำคัญ (Critical Business Function: CBF) เพื่อลดผลกระทบจากความเสี่ยงทางกายภาพ
บริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ความมั่นคงทางการเงิน
และผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า บริษัทจึงกำหนดกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ความยั่งยืนองค์กร เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
บริษัทได้ประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบและครอบคลุม เพื่อระบุและทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ กิจกรรมต้นน้ำ และกิจกรรมปลายน้ำ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยพิจารณาครอบคลุมทั้งปัจจัยทางกายภาพ (Physical Risks) อาทิ ภาวะอากาศรุนแรงและภัยธรรมชาติที่อาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานหรือการดำเนินงาน และปัจจัยด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) อาทิ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย นอกจากนี้ บริษัทได้วิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิ การใช้เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการเงินที่ตอบสนองต่อแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
จากผลการประเมินดังกล่าว บริษัทได้กำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในองค์กร และการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่า ทั้งนี้ บริษัทได้บูรณาการผลการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กร เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ ประเมินผล และปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สนับสนุนเป้าหมายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
หมายเหตุ:
(1) กรอบเวลา ประกอบด้วย ระยะสั้น: ปัจจุบัน - ปี 2573 ระยะกลาง: ปี 2574 - 2583 และระยะยาว: ปี 2584 – 2593
(2)นโยบายและระเบียบข้อบังคับที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในอนาคต รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
หมายเหตุ:
(1) กรอบเวลา ประกอบด้วย ระยะสั้น: ปัจจุบัน - ปี 2573 ระยะกลาง: ปี 2574- 2583 และระยะยาว: ปี 2584 - 2593
หมายเหตุ:
(1) กรอบเวลา ประกอบด้วย ระยะสั้น: ปัจจุบัน - ปี 2573 ระยะกลาง: ปี 2574 - 2583 และระยะยาว: ปี 2584 - 2593
บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยบริษัทได้ดำเนินการประเมินและจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกครอบคลุมทั้ง ขอบเขตที่ 1 2 และ 3 ตามแนวทางของ Greenhouse Gas Protocol เพื่อให้สามารถระบุแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญ และกำหนดแนวทางการบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม
กิจกรรมหลักที่เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 ของบริษัทมาจากการใช้เชื้อเพลิงจากยานพาหนะของบริษัท การรั่วไหลของสารทำความเย็น และการปล่อยก๊าซมีเทนจาก Septic tank ขอบเขตที่ 2 มาจากการใช้ไฟฟ้า และขอบเขตที่ 3 มาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ การจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการ (น้ำ กระดาษและบัตรเครดิต) กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน การกำจัดของเสียจากการดำเนินกิจกรรมขององค์กร การเดินทางเพื่อธุรกิจ และการเดินทางของพนักงาน ทั้งนี้ข้อมูลการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าว เป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทในระยะยาว
หมายเหตุ
1. บริษัทมีการเปลี่ยนปีฐาน จากปี 2565 เป็นปี 2568
2. ปี 2568 บริษัทขยายขอบเขตการเก็บและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการใช้ไฟฟ้าและการใช้น้ำในพื้นที่ดำเนินงานเพิ่มเติม ได้แก่ ศูนย์ข้อมูล จำนวน 2 แห่ง และ KTC TOUCH จำนวน 12 แห่ง
ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในพื้นที่สำนักงานอาคาร UBC II และอาคารไทยซัมมิท ผ่านการพัฒนาโครงการด้านพลังงานและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเปลี่ยนหลอดไฟแบบเดิมเป็นระบบ LED การปรับเวลาเปิด-ปิดระบบปรับอากาศให้เหมาะสม และการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดสำหรับใช้ภายในอาคาร จากการดำเนินโครงการดังกล่าว บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ลดลงได้รวมทั้งสิ้น 116 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Station) เพื่อสนับสนุนการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 0.95 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล
บริษัทได้มีการดำเนินปรับปรุงกระบวนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานผ่านการใช้ระบบดิจิทัล เพื่อลดปริมาณการใช้กระดาษ อาทิ การปรับปรุง template เพื่อรวบรวมเอกสารหลายรายการให้อยู่ในซองเดียว การส่งเอกสารให้แก่ลูกค้าผ่านอีเมล การบริการใบแจ้งยอดอิเล็กทรอนิกส์ และการใช้ e-Coupon ซึ่งช่วยลดการใช้กระดาษกว่า 10,343 รีม คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 52.2 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินการบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทาง โดยส่งเสริมการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง และนำไปกำจัดหรือใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การบริจาคอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยังสามารถใช้งานได้ การนำบัตรพลาสติกที่ไม่ผ่านมาตรฐานเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ตลอดจนการคัดแยกกระดาษและพลาสติกประเภทต่าง ๆ เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี โดยปริมาณขยะที่เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลรวมทั้งสิ้น 95.3 ตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการหลีกเลี่ยงการนำขยะไปฝังกลบได้ 75.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
บริษัทให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการตระหนักรู้ด้านความยั่งยืนให้แก่พนักงานในทุกระดับ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในปี 2568 บริษัทได้จัดอบรมออนไลน์ในหัวข้อ “การกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดด้านความยั่งยืน ผลกระทบที่การดำเนินธุรกิจอาจมีต่อผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนบทบาทและความรับผิดชอบของพนักงานในการร่วมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนในระยะยาว โดยเนื้อหาการอบรมครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ แนวโน้มด้านความยั่งยืนในระดับองค์กร แนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม แนวทางและมาตรการที่บริษัทนำมาปรับใช้ในการดำเนินงาน รวมถึงการจัดการและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวมีพนักงานเข้ารับการอบรมและผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ที่กำหนดจำนวน 1,821 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของพนักงานทั้งหมด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง