Resource Efficiency
การใช้น้ำทั้งหมด 3,837 ลูกบาศก์เมตร
บริษัทมุ่งบริหารจัดการทรัพยากร พลังงาน และขยะอย่างเป็นระบบตลอดกระบวนการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยบูรณาการแนวทางการอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์และอาคาร เข้ากับแผนกลยุทธ์องค์กรและกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ บริษัทกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดด้านการใช้ทรัพยากร พลังงาน ขยะ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการลดความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงาน ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการลดขยะที่ต้นทาง (Reduce) การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการรีไซเคิล (Recycle) ควบคู่กับการคัดแยกขยะอย่างเหมาะสม รวมถึงสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ บริษัทส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานผ่านกิจกรรมรณรงค์และการสร้างความตระหนักรู้ เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรด้านการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ
ผลกระทบเชิงบวก: การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้บริษัทเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุนด้านพลังงาน วัสดุ และกระบวนการทำงานในระยะยาว การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการปรับปรุงกระบวนการภายในช่วยสนับสนุนความคล่องตัวทางธุรกิจและเสริมเสถียรภาพทางการเงิน
ผลกระทบเชิงลบ: หากการบริหารจัดการทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ อาจนำไปสู่ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น และอาจส่งผลต่อผลการดำเนินงานหากไม่มีการวางแผนและประเมินความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ
ผลกระทบเชิงบวก: การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดการใช้พลังงาน การใช้น้ำ และการใช้วัสดุสิ้นเปลืองจากการดำเนินงานขององค์กร ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและของเสีย นอกจากนี้ การกำหนดแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับคู่ค้าและการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนยังช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่คุณค่า
ผลกระทบเชิงลบ: การพึ่งพาทรัพยากรและระบบเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุนในระยะยาว หากไม่สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพหรือเปลี่ยนไปใช้ทรัพยากรที่มีผลกระทบต่ำกว่าได้อย่างเหมาะสม
ผลกระทบเชิงบวก: การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสะท้อนถึงความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและมีความรับผิดชอบ
ผลกระทบเชิงลบ: การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานหรือการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากร อาจส่งผลต่อการปรับตัวของพนักงานและรูปแบบการทำงาน หากขาดการสื่อสารและการพัฒนาทักษะที่เหมาะสม
ผลกระทบเชิงบวก: บริษัทสามารถเสริมสร้างการเคารพสิทธิมนุษยชนผ่านการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใสและรับผิดชอบ โดยการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดผลกระทบทางอ้อมต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนแนวปฏิบัติที่เป็นธรรมในห่วงโซ่คุณค่า
ผลกระทบเชิงลบ: หากการบริหารจัดการทรัพยากรและการจัดซื้อจัดจ้างไม่คำนึงถึงมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้แรงงานหรือทรัพยากรอย่างไม่เหมาะสมในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจส่งผลต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย
บริษัทกำหนดแผนงานและดำเนินมาตรการด้านพลังงาน อาทิ การปรับปรุงระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์สำนักงานให้เป็นแบบประหยัดพลังงาน การปรับเปลี่ยนไปใช้หลอดไฟ LED การเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับอากาศและการจัดการพลังงานในอาคาร ตลอดจนการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อใช้พลังงานหมุนเวียน รวมทั้งตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่อลดการใช้พลังงาน นอกจากนี้ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับ ผ่านการสร้างวัฒนธรรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และรณรงค์การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติที่ช่วยลดความสิ้นเปลืองพลังงาน
บริษัทได้พัฒนา “Green Canteen รักษ์โลก” ณ อาคาร UBC II ชั้น 15 เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อนของพนักงานควบคู่กับการลดการใช้พลังงาน โดยติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์สำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด พร้อมปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ โคมไฟประหยัดพลังงาน พัดลม เฟอร์นิเจอร์ไม้ และระบบจัดการขยะ ได้แก่ เครื่องย่อยเศษอาหารและถังแยกประเภท
โครงการดังกล่าวเริ่มต้นในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดได้ทั้งสิ้น 2 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 0.95 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณขยะอาหารที่ส่งต่อไปยังหลุมฝังกลบ และส่งเสริมการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงาน ถือเป็นมาตรการสนับสนุน Green Office และยกระดับสวัสดิการด้านพื้นที่พักผ่อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
บริษัทได้ติดตั้งสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV Station) รองรับทั้งหัวชาร์จแบบ AC (Slow Charge) และ DC (Fast Charge) เพื่อให้บริการแก่รถยนต์ของบริษัท โดยเริ่มใช้งานในปี 2568 เพื่อสนับสนุนนโยบายพลังงานสะอาดและสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero Emission พร้อมเชื่อมต่อกับระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย และควบคุมการใช้ไฟฟ้าในช่วง Peak Load
โครงการดังกล่าวช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล 472 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ประมาณ 0.95 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ EV Ecosystem และเสริมภาพลักษณ์องค์กรสีเขียวอย่างยั่งยืน
บริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการขาดแคลนน้ำ (Water Stress) ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีความต้องการใช้น้ำสูงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากร แม้ว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทจะเป็นลักษณะของสำนักงาน และไม่ได้เป็นกิจกรรมที่ใช้น้ำในปริมาณมากเหมือนภาคการผลิตอุตสาหกรรม บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำในพื้นที่ที่ดำเนินงาน และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจากภาวะขาดแคลนน้ำ
บริษัทกำหนดมาตรการควบคุมการใช้น้ำ และติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นไปที่การลดการใช้น้ำสุทธิและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ โดยมีการตรวจสอบการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดน้ำในพื้นที่สำนักงาน ปรับปรุงระบบประปาเพื่อลดการรั่วไหล และการบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานการบริหารจัดการอาคารเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดทางกฎหมาย นอกจากนี้ยังดำเนินโครงการรณรงค์ด้านการใช้น้ำอย่างยั่งยืนในองค์กร เพื่อสร้างความตระหนักและปลูกฝังวัฒนธรรมการใช้น้ำอย่างรับผิดชอบ
การจัดการขยะของบริษัทมุ่งเน้นการนำหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) มาใช้ในทุกกระบวนการ อาทิ การลดการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง การใช้กระดาษอย่างคุ้มค่าและเพิ่มสัดส่วนการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การคัดแยกและส่งต่อวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีเพื่อลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับคู่ค้าและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อสนับสนุนการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และยกระดับมาตรฐานการจัดการขยะในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมผ่านการรณรงค์ การสื่อสารภายใน และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะอย่างรับผิดชอบ
บริษัทได้ดำเนินงานเชิงรุกในการสร้างระบบแยกขยะที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง โดยเริ่มจากการรณรงค์ให้พนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมแยกก่อนทิ้งผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ภายในอาคาร การให้ความรู้แบบสั้นกระชับเกี่ยวกับวิธีแยกขยะอย่างถูกต้อง ตลอดจนการติดตั้งจุดคัดแยกขยะในบริเวณต่าง ๆ ของสำนักงาน โดยแบ่งเป็นขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิลประเภทแก้ว พลาสติก และกระดาษ เพื่อสร้างพฤติกรรมการทิ้งขยะอย่างถูกต้องและลดการปนเปื้อนของขยะรีไซเคิล นอกจากนี้ บริษัทได้ติดตั้งเครื่องย่อยเศษอาหารเพื่อแปรรูปขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด และเพิ่มการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง
ในปี 2568 บริษัทได้นำขยะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลผ่านผู้รับกำจัดขยะที่ได้รับการรับรอง รวมปริมาณทั้งสิ้น 95.3 ตัน ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการกำจัดขยะด้วยวิธีฝังกลบ และเพิ่มปริมาณวัสดุหมุนเวียนกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตหรือการใช้งานใหม่ สอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 75.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
บริษัทได้จัดโครงการ “ร่วมกันเปลี่ยนขวด rPET เป็นเสื้อกีฬา” เพื่อรณรงค์และปลูกจิตสำนึกให้พนักงานได้ตระหนักถึงการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงภาวะโลกร้อน โดยให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการแยกขยะขวด rPET ตามจุดแยกขวดต่าง ๆ ที่บริษัทจัดไว้ให้ เพื่อให้พนักงานได้นำมาทิ้งอย่างถูกวิธี ขวด rPET ที่ได้จะถูกเก็บรวบรวมและนำไปอัพไซเคิลผลิตเสื้อกีฬาสำหรับกิจกรรมภายในของบริษัท เช่น Virtual Run Badminton และ Soccer Cup เป็นต้น
รวบรวมขวดได้ทั้งสิ้น 13,780 ขวด เพื่อผลิตเป็นเสื้อกีฬา
บริษัทส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพผ่านนวัตกรรมดิจิทัลและแนวทางที่ยั่งยืนเพื่อลดการใช้กระดาษและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านระบบการทำงานแบบไร้กระดาษ (Paperless Workflow) และการใช้กระดาษรีไซเคิล ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อม
บริษัทได้ปรับปรุงกระบวนการจัดส่งเอกสารให้แก่ลูกค้า โดยรวบรวมเอกสารหลายรายการให้อยู่ในซองเดียวผ่านระบบปรับปรุง Template และโปรแกรมจัดส่งสำหรับ NCB Year End Letter อีกทั้งเพิ่มช่องทางการจัดส่งเอกสาร Reject NCB Letter ผ่านอีเมล ช่วยลดการใช้กระดาษ ซองเอกสาร และลดการจัดส่งทางไปรษณีย์ รวมถึงลดปัญหาความล่าช้า มาตรการดังกล่าวช่วยลดการใช้กระดาษ 328 รีม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1.7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และลดค่าใช้จ่ายด้านการผลิตและจัดส่งเอกสารรวม 1.6 ล้านบาท นอกจากลดต้นทุนขององค์กรแล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัดและสนับสนุนการใช้ช่องทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน
ลดการใช้กระดาษ 328 รีม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1.7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
บริษัทส่งเสริมให้ลูกค้าลดการใช้ทรัพยากรกระดาษผ่านการใช้บริการใบแจ้งยอดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Statement) แทนการรับใบแจ้งยอดในรูปแบบกระดาษ รวมถึงการใช้ e-Coupon เพื่อรับสิทธิประโยชน์และส่วนลดจากร้านค้าพันธมิตร ซึ่งช่วยลดการใช้กระดาษได้รวมทั้งสิ้น 10,015 รีม และสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 50.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืน
ลดการใช้กระดาษ 10,015 รีม
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า