Sustainable Consumer Finance
บริษัทตระหนักว่าสินเชื่อและบริการทางการเงินเป็นมากกว่าเครื่องมือในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนในระยะยาว บริษัทจึงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ โดยบูรณาการแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และความมั่นคงทางการเงินเข้ากับทุกกระบวนการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ภายใต้กรอบการเงินเพื่อผู้บริโภคอย่างยั่งยืน
บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาและให้บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เป็นธรรม และโปร่งใส พร้อมทั้งพัฒนาโครงการและมาตรการจูงใจที่ส่งเสริมพฤติกรรมทางการเงินอย่างมีความรับผิดชอบ รวมถึงการคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
บริษัทเชื่อมั่นว่าการให้สินเชื่อและบริการทางการเงินที่ยั่งยืนจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมศักยภาพในการปรับตัวท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน และมีบทบาทสำคัญในการร่วมสร้างอนาคตที่แข็งแกร่ง
อัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ยั่งยืน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปี 2567
อัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ยั่งยืน เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เปรียบเทียบจากปี 2567
ผลกระทบเชิงบวก: การพัฒนาสินเชื่อและบริการทางการเงินที่ยั่งยืนช่วยให้บริษัทขยายโอกาสทางธุรกิจและสร้างรายได้ในระยะยาว ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้และการใช้จ่ายอย่างรับผิดชอบ การบูรณาการปัจจัยด้าน ESG เข้ากับกระบวนการพิจารณาสินเชื่อและการบริหารความเสี่ยงช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิต เสริมคุณภาพพอร์ต และสนับสนุนเสถียรภาพทางการเงินขององค์กร
ผลกระทบเชิงลบ: หากการให้สินเชื่อไม่สอดคล้องกับหลักการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านหนี้ครัวเรือน คุณภาพสินทรัพย์ และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย
ผลกระทบเชิงบวก: การสนับสนุนการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ส่งเสริมกิจกรรมและพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและลดผลกระทบทางอ้อมในห่วงโซ่คุณค่า
ผลกระทบเชิงลบ: ธุรกิจสินเชื่อมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทางอ้อมจากกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงิน หากขาดการคัดกรองและติดตามผลด้านสิ่งแวดล้อม อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและความคาดหวังของนักลงทุนและสังคม
ผลกระทบเชิงบวก: สินเชื่อและบริการทางการเงินที่ยั่งยืนช่วยส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างเป็นธรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าในระยะยาว รวมทั้งสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสังคมและชุมชน
ผลกระทบเชิงลบ: หากลูกค้าไม่เข้าใจเงื่อนไขหรือภาระทางการเงินอย่างเพียงพอ อาจก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคม อาทิ ความเปราะบางทางการเงินและความไม่พึงพอใจของผู้บริโภค ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความยั่งยืนของธุรกิจ
ผลกระทบเชิงบวก: ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ยั่งยืนมีส่วนช่วยส่งเสริมความเป็นธรรมในการเข้าถึงสินเชื่อและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลผ่านมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านดิจิทัลที่เข้มแข็ง
ผลกระทบเชิงลบ: เกณฑ์ที่เข้มงวดอาจจำกัดสิทธิการเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงินอย่างเป็นธรรมในลูกค้าบางกลุ่ม
บริษัทกำหนดนโยบายการบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติในการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ที่ครอบคลุมกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนการขาย ระหว่างการขาย จนถึงการบริการหลังการขายเพื่อให้ลูกค้าได้รับข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินครบถ้วน ถูกต้อง และได้รับการเสนอขายหรือให้บริการอย่างถูกต้อง เป็นธรรม รวมถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ได้รับความปลอดภัยสูงสุดในการใช้บริการ โดยมีแนวปฏิบัติครอบคลุม ดังนี้
คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงร่วมผลักดันและส่งเสริมการให้บริการที่เป็นธรรมอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิผล ซึ่งเป็นหัวใจของวัฒนธรรมองค์กร
ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการ ความสามารถทางการเงิน ความเข้าใจของลูกค้า ความสามารถในการชำระหนี้ พร้อมกำหนดราคาและเงื่อนไขที่เป็นธรรม เพื่อให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิก
กำหนดค่าตอบแทนและมาตรการลงโทษที่คำนึงถึงคุณภาพการให้บริการสำหรับพนักงานทุกระดับ
ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และชัดเจน สามารถเปรียบเทียบเงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้อย่างโปร่งใส ไม่ส่งเสริมให้ลูกค้าก่อหนี้เกินความจำเป็น พร้อมแสดงคำเตือนสำคัญและภาระต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมอย่างเหมาะสม โดยเคารพและคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของลูกค้าอย่างเคร่งครัด
พนักงานที่เกี่ยวข้องได้รับการสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการให้บริการอย่างเป็นธรรม มีความรู้ความสามารถเพียงพอ และมีการทดสอบความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และการให้บริการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถให้ข้อมูลแก่ลูกค้าได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน
รักษาความปลอดภัยและความลับของข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอย่างเข้มงวด รวมถึงในกรณีส่งต่อข้อมูลให้บุคคลภายนอกต้องไม่ละเมิดหรือกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของลูกค้า
มีระบบแก้ไขปัญหา จัดการข้อร้องเรียน และการเยียวยาที่รวดเร็ว ยุติธรรม และเป็นอิสระ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถปิดจบหนี้ได้อย่างเหมาะสม
มีกระบวนการบริหารจัดการและระบบควบคุมตรวจสอบการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม พร้อมตรวจจับความเสี่ยงและความผิดปกติ เพื่อป้องกันความเสียหายตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
มีระบบบริหารความเสี่ยงและแผนรองรับทั้งกรณีปกติและฉุกเฉิน เพื่อให้คำสั่งลูกค้าได้รับการดำเนินการถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา และลูกค้าได้รับบริการต่อเนื่องอย่างเป็นธรรม
บริษัทมีโครงสร้างการกำกับดูแลในเรื่องการบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรมตามหลักการ Market Conduct ตลอดจนการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเป็นธรรม รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดความรับผิดชอบต่อลูกค้าตลอดวงจรหนี้ โดยมีโครงสร้างการบริหารจัดการ ดังนี้
ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท บริษัทมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการบริหารกิจการตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยคำนึงถึงสิทธิและความเท่าเทียมตามหลักสิทธิมนุษยชน ดูแลให้มีการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับกฎหมาย ประกาศ กฎเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติของหน่วยงานกำกับดูแล อีกทั้ง มีการนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ามาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้วย เช่น
บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้และศักยภาพของพนักงานในกระบวนการให้สินเชื่อ โดยจัดหลักสูตรอบรมเกี่ยวกับข้อควรรู้และแนวปฏิบัติด้านการบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) รวมถึงการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ให้แก่พนักงานตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เนื้อหาการอบรมครอบคลุมความรู้ความเข้าใจในหลักการ Responsible Lending การเสนอขายและการให้บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ดังกล่าว ตลอดจนแนวทางการให้บริการลูกค้าอย่างถูกต้อง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
ผู้เข้าร่วมอบรมและผ่านการทดสอบความรู้หลังอบรมทั้งหมด 1,821 คน คิดเป็นร้อยละ 100
บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสมาชิกที่ประสบปัญหาทางการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาระหนี้ที่เกินความสามารถในการชำระ บริษัทจึงจัดให้มีมาตรการและบริการช่วยเหลือที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่การปรับโครงสร้างหนี้ การผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ไปจนถึงการให้คำปรึกษาเพื่อวางแผนการเงินอย่างเหมาะสม โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้สมาชิกสามารถกลับมามีวินัยทางการเงินและลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสีย พร้อมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดยในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่สนับสนุนความช่วยเหลือด้านการชำระหนี้ ดังนี้
บริษัทมุ่งส่งเสริมวินัยทางการเงินของสมาชิกและสร้างพฤติกรรมการชำระหนี้อย่างตรงเวลา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดหนี้เสียและสนับสนุนการบริหารจัดการทางการเงินอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “จ่ายดี มีวินัย” บริษัทได้ดำเนินโครงการ “เคลียร์หนี้เกลี้ยง” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกบัตรกดเงินสด KTC PROUD และสมาชิกสินเชื่อ KTC พี่เบิ้ม มอเตอร์ไซค์ ที่ชำระหนี้ตรงเวลาและมีการใช้จ่ายตามเงื่อนไข ได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลการเคลียร์หนี้ รวมกว่า 600 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 9 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 แคมเปญนี้ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ของสมาชิก แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยมีวินัยทางการเงินมากขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคม
สมาชิกได้รับการเคลียร์หนี้รวม 6,764 ราย คิดเป็นวงเงินกว่า 59.4 ล้านบาท
บริษัทให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดยมุ่งลดข้อพิพาทในขั้นตอนการบังคับคดีและช่วยให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ตามกำลังความสามารถ เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินและลดปัญหาหนี้ในสังคมระยะยาว แนวทางนี้ เป็นไปตามกรอบการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบาง โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบปัญหาทางการเงินหรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตึงตัวทางการเงิน
บริษัทจึงร่วมมือกับกรมบังคับคดีต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ในการจัดโครงการ “มหกรรมไกล่เกลี่ยเพื่อเจรจาประนอมหนี้กับลูกหนี้” เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่อยู่ในชั้นบังคับคดีได้เจรจาและหาทางออกที่เหมาะสม ความร่วมมือนี้ช่วยให้ลูกหนี้จำนวนมากสามารถปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระการชำระ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างระบบการแก้ไขหนี้ที่เป็นธรรม และสนับสนุนการแก้ปัญหาหนี้ของสังคมอย่างยั่งยืน
ลูกหนี้เข้าร่วมโครงการ 8,578 ราย รวมมูลหนี้กว่า 1,516 ล้านบาท และมีอัตราการเจรจาสำเร็จคิดเป็นร้อยละ 87.5
บริษัทตระหนักถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้หรือสูญเสียรายได้ของสมาชิก เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุ เป็นต้น บริษัทจึงจัดมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเปิดโอกาสให้ปรับโครงสร้างหนี้ ขยายระยะเวลาการชำระ และมอบอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามกำลังความสามารถ มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสีย แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการดูแลสมาชิกอย่างเป็นธรรมและสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โดยการดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการบริหารความเสี่ยงและการรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท
บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจสินเชื่ออย่างรับผิดชอบและยั่งยืน โดยบูรณาการปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) เข้าสู่กระบวนการพิจารณา การให้บริการ และการติดตามคุณภาพสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการลดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม โดยมีแนวปฏิบัติในการดำเนินงานและการให้สินเชื่อ ดังนี้
การติดตั้ง Solar Roof ในที่อยู่อาศัยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีพลังงานทดแทน เจ้าของบ้านหันมาใช้แผงโซลาร์เซลล์เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานทั่วไป ลดค่าไฟ และสนับสนุนอนาคตที่ยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์นี้ บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ 19 ราย เปิดโอกาสให้สมาชิกผู้ถือบัตรเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้ง่ายขึ้น โดยมีเป้าหมายช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างโอกาสทางการเงินสำหรับเจ้าของบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องไปกับมาตรการของรัฐในการสนับสนุนการติดตั้ง Solar Roof ในที่อยู่อาศัยของภาครัฐ
สมาชิกบัตรเครดิต 227 ราย และยอดใช้จ่าย 11.8 ล้านบาท
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นทางเลือกสำคัญในการลดมลพิษทางอากาศและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืน บริษัทจึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านสิทธิพิเศษบัตรเครดิตเพื่อเพิ่มการเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้า ตอบโจทย์ลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและต้องการการเดินทางที่ยั่งยืน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างอนาคตที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ บริษัทยังมอบโปรโมชันติดตั้ง EV Charger ผ่อนชำระ 0% สูงสุด 10 เดือน สำหรับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC
สมาชิกบัตรเครดิต 275 ราย ยอดใช้จ่าย 9.7 ล้านบาท
บริษัทร่วมมือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์กระแสความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยจับมือกับโรงแรมและรีสอร์ทที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่า 900 แห่ง มอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรเครดิต ได้แก่ ส่วนลดสูงสุด 55% สำหรับห้องพัก อาหาร และเครื่องดื่ม ณ โรงแรมและรีสอร์ทที่ร่วมรายการ โดยไม่ต้องใช้คะแนนหรือแลกคะแนนรับเงินคืนสูงสุด 13% สำหรับการใช้จ่าย นอกจากนี้ ทุกการใช้จ่าย 1,000 บาท ณ โรงแรมที่ร่วมรายการ ลูกค้าจะได้ลุ้นรับบัตรกำนัล 1 ใน 10 ห้องพักซึ่งมีมูลค่ากว่า 128,000 บาท (สูงสุด 10 รายการต่อคนต่อวัน) แคมเปญร่วมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายในด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความตระหนักถึงเป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศไทย (Sustainable Tourism Goals: STGs)
ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 447 ล้านบาท
บริษัทร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านแคมเปญ “เที่ยวทั่วไทย ฮีลใจรักษ์โลก” จับมือกับโรงแรมและผู้ประกอบการกว่า 500 แห่งทั่วประเทศที่ได้รับรางวัล Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 14 หรือ STAR Hotels ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่ผ่านการประเมินตนเองด้านความยั่งยืน เพื่อสร้างมาตรฐานการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น ส่วนลดสูงสุด 45% สำหรับห้องพัก อาหาร และเครื่องดื่มที่โรงแรมที่ร่วมรายการ แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 13% แจกรางวัลสำหรับ Top Spenders รายเดือน เป็นต้น แคมเปญนี้ไม่เพียงกระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว แต่ยังช่วยสร้างความตระหนักถึง Sustainable Tourism Goals (STGs) ของประเทศไทย ตอบโจทย์ลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการเดินทางที่ลดผลกระทบต่อโลก
ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 558 ล้านบาท
บริษัทสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรองเพื่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และตระหนักถึงบทบาทสำคัญของเมืองรองในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้ชุมชน จึงร่วมสนับสนุนแคมเปญ “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งตั้งเป้าสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท และผลักดันรายได้รวมด้านการท่องเที่ยวปี 2568 ให้ถึง 1.17 ล้านล้านบาท และมีสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น ส่วนลดสูงสุด 55% เมื่อจองตรงกับโรงแรมและร้านอาหารที่ร่วมรายการและอื่น ๆ ณ จังหวัดน่าเที่ยวที่ร่วมรายการ รวมถึงแคมเปญแลกรับเครดิตเงินคืน เป็นต้น
ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 17.5 ล้านบาท
บัตรเครดิตร่วม “เคทีซี-บางกอกแอร์เวย์ส” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่บริษัทใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเล็งเห็นถึงคุณค่าของการเดินทางที่เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นและวัฒนธรรม บริษัทจึงร่วมกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์สจัดแคมเปญ “20 ปี 20 เส้นทาง” เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเชิงรับผิดชอบและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมเส้นทางธรรมชาติ มรดกโลก และชุมชนท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ทั้งในไทยและต่างประเทศ อาทิ ชุมชนบ้านรวงเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ที่เปิดโอกาสให้นักเดินทางสัมผัสวัฒนธรรมไทลื้อแท้และวิถี Slow Life แบบมีส่วนร่วมกับชุมชน
สมาชิกบัตรเครดิตร่วม KTC-Bangkok Airways ยังได้รับสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ ส่วนลดแพ็กเกจท่องเที่ยวยั่งยืน คะแนนสะสมพิเศษ และโปรโมชั่นการเดินทางผ่านบริการ KTC World Travel Service และแอปพลิเคชัน KTC Mobile เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นควบคู่กับการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า
ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 1.7 ล้านบาท
บริษัทตระหนักถึงความท้าทายของผู้ประกอบการรายย่อย SMEs ร้านค้าขนาดเล็ก และวิสาหกิจชุมชนที่ประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงลูกค้าโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงการจัดหาพื้นที่ขายสินค้าและบริการ เพื่อช่วยลดช่องว่างนี้ บริษัทได้พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ “KTC U SHOP” ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อสนับสนุนธุรกิจ SMEs และวิสาหกิจชุมชนให้มีโอกาสขยายช่องทางจำหน่าย เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ โดยเปิดโอกาสให้จำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานบริษัท โดยเฉพาะสินค้าเชิงสุขภาพ สินค้าออร์แกนิก และสินค้ารักษ์โลกที่ตอบโจทย์ทั้งกระแสรักสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อหรือใช้คะแนน KTC FOREVER แลกแทนเงินสด พร้อมบริการจัดส่งถึงบ้าน ผ่านช่องทาง Line@KTCUSHOP และ Facebook: KTC U SHOP
จำนวนร้านค้าเข้าร่วม 11 ร้านค้า
จำนวนสินค้ามากกว่า 4,367 รายการ ยอดขาย 1.5 ล้านบาท
โดยมีสัดส่วนร้านค้าที่เข้าร่วม ดังนี้
บริษัทร่วมมือกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ซึ่งมีหน้าที่จัดหาโลหิตที่เพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณภาพสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ โดยบริษัทได้ออกบัตรเครดิต KTC-THAI RED CROSS NATIONAL BLOOD CENTRE เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมสนับสนุนศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ โดยทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตนี้ทุก 1,000 บาท จะเท่ากับการบริจาค 5 บาท และบริษัทจะสมทบเพิ่มอีก 5 บาท รวมเป็น 10 บาท เพื่อนำไปบริจาคให้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
จำนวนสมาชิกบัตรเครดิต KTC-THAI RED CROSS NATIONAL BLOOD CENTRE 2,943 ราย
ยอดเงินบริจาครวม 132,918 บาท
บริษัทให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพที่ดีของลูกค้า ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยโรงพยาบาลรัฐมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียม เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพและลดภาระค่ารักษาพยาบาล บริษัทจึงมอบสิทธิผ่อนชำระสูงสุด 10 เดือน ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.69% ต่อเดือน (จากปกติ 0.74%) สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและยกระดับบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาล
จำนวนสมาชิกบัตร ที่เปลี่ยนยอดค่ารักษาพยาบาลเป็นยอดผ่อนชำระที่โรงพยาบาลรัฐ 11,071 ราย
และมียอดการใช้จ่าย 141.5 ล้านบาท โดยบริษัทได้สนับสนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยพิเศษเป็นจำนวน 707,709 บาท
บริษัทให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือสังคมในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการสนับสนุนผู้ด้อยโอกาสที่ขาดโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ และกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ เป็นต้น โดยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการสนับสนุนโครงการและกิจกรรมร่วมกับมูลนิธิและองค์กรการกุศลกว่า 90 แห่ง ตั้งแต่ปี 2552 เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมผ่านการบริจาคเงินด้วยบัตรเครดิต KTC หรือแลกคะแนนสะสมเป็นเงินบริจาคในอัตรา 1,000 คะแนนต่อ 100 บาท พร้อมช่องทางที่สะดวก อาทิ QR PAY และแอปพลิเคชัน KTC Mobile ซึ่งช่วยลดการเดินทางมาบริจาคด้วยตนเอง ลดมลภาวะ และสนับสนุนเป้าหมายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระยะยาว
สมาชิกที่ร่วมบริจาคเงิน 340,813 ราย และสมาชิกที่นำคะแนนมาร่วมบริจาค 15,998 ราย
คิดเป็นเงินบริจาครวม 403.9 ล้านบาท
บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นกุญแจสู่การเรียนรู้ในทุกสาขาและช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน จึงร่วมมือกับร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ชั้นนำทั่วประเทศ จัดโปรโมชันและกิจกรรมตลอดปี 2568 อาทิ ส่วนลดสูงสุด 20% ที่ร้านพันธมิตรและช่องทางออนไลน์ ใช้คะแนนสะสมแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% จากอัตราปกติ 10% เป็นต้น
จำนวนสมาชิกบัตรที่ใช้จ่ายผ่านอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 5,507 ราย
ยอดการใช้จ่าย 15.1 ล้านบาท
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ และแนวโน้มการเดินทางของครอบครัวแบบหลายช่วงอายุ (Multi-generational Travel) กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ลูกหลานเริ่มพาคุณพ่อคุณแม่และผู้สูงอายุออกเดินทางเพื่อสร้างช่วงเวลาที่มีคุณค่า บริษัทจึงออกแบบแคมเปญ “60+ Stay Free” เพื่อสนับสนุนการเดินทางของครอบครัวและตอบโจทย์ความสุขทางใจ พร้อมยกระดับความสะดวกและความคุ้มค่าในการพักผ่อนร่วมกัน โดยมีสิทธิพิเศษต่าง ๆ สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตทุกประเภท รับส่วนลดสูงสุด 30% สำหรับการสำรองห้องพัก และส่วนลด 15% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พักฟรีพร้อมอาหารเช้า เมื่อเป็นผู้เข้าพักคนที่ 3 ในห้องเดียวกัน ซึ่งแคมเปญนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายแต่ยังสร้างโอกาสให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความหมายเพราะ “การเดินทางที่ดี เริ่มจากการดูแลทุกเจเนอเรชัน”
สมาชิกบัตรที่ใช้จ่ายผ่านโครงการนี้จำนวน 517 ราย และมียอดค่าใช้จ่าย 2.7 ล้านบาท
บริษัทมุ่งเน้นสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาความรู้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยบริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ อาทิ โรงเรียนสอนภาษาและสถาบันการศึกษา เพื่อเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อการศึกษา ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยการให้วงเงินสินเชื่อเพื่อการศึกษาที่มีดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม
ผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ 1,048 ราย
วงเงินรวมทั้งสิ้น 88.6 ล้านบาท
สมาชิกที่ใช้จ่ายด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 190,237 ราย
ยอดใช้จ่ายรวม 417.5 ล้านบาท
โดยบริษัทสนับสนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.5 ล้านบาท