ขับรถช่วงหน้าฝน ไร้อุบัติเหตุ ปลอดภัยตลอดเส้นทาง

การขับขี่รถยนต์บนท้องถนนช่วงหน้าฝนเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างมาก เนื่องจากถนนเปียก ลื่น และทัศนวิสัยในการมองเห็นไม่ค่อยดี ดังนั้นการใช้รถใช้ถนนช่วงหน้าฝนต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด แม้ว่าช่วงหน้าฝนคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงการขับรถตะลุยฝ่าสายฝนไปได้ แต่หากขับรถอย่างมีสติและถูกต้องตามกฎจราจร ยิ่งช่วยเซฟความปลอดภัยของคุณและผู้ร่วมทางบนท้องถนนได้ไม่น้อย KTC ขอแนะนำทริกการขับรถช่วงหน้าฝนอย่างไรให้ปลอดภัย เดินทางราบรื่น พร้อมวิธีดูแลรถยนต์ช่วงหน้าฝนเพื่อการใช้งานได้ยาวนาน


วิธีดูแลรถยนต์ช่วงหน้าฝน ขับขี่ปลอดภัย ไร้อุปสรรค

  • ขับรถลุยฝนมาเมื่อกลับถึงบ้านควรรีบฉีดน้ำล้างรถด้วยน้ำสะอาด เพื่อขจัดคราบสกปรกให้หลุดออกไป แล้วค่อยเช็ดรถด้วยผ้าเช็ดรถ เพราะหากปล่อยคราบสกปรกต่าง ๆ ทิ้งไว้จะทำให้คราบเกาะฝั่งแน่นและทำความสะอาดยาก
  • ขับรถช่วงหน้าฝนทำให้คราบสกปรกต่าง ๆ เกาะติดรถได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นคราบโคลน ทราย น้ำมัน และอื่น ๆ ดังนั้นการนำรถไปเคลือบสีช่วยป้องกันการเกาะของน้ำและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ได้ดี ที่สำคัญยังช่วยรักษาสีรถให้เหมือนใหม่อีกด้วย
  • ใบปัดน้ำฝนเป็นสิ่งที่ใช้บ่อยสุดในช่วงหน้าฝน หากพบว่าระหว่างใช้งานมีเสียงดัง หรือมีรอยเส้นตามแนวปัด แสดงว่าตัวยางเสื่อมสภาพควรทำการเปลี่ยนทันที เพราะหากใช้ไปนาน ๆ อาจจะทำให้กระจกเป็นรอย ไปจนถึงส่งผลทำให้เกิดอุบัติเหตุได้จากทัศนวิสัยที่ไม่ดี
  • ตรวจเช็กสายไฟและซีลยางภายในเครื่องยนต์ว่าสายไฟมีร่องรอยฉีกขาดหรือไม่ หากพบว่ามีรอยฉีกขาดอาจทำให้น้ำซึมเข้าไปภายในจนเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ส่วนซีลยางภายในเครื่องยนต์หากพบว่ามีรอยขาดหรือเสื่อมสภาพอาจทำให้น้ำเข้าไปสร้างความเสียหายแก่เครื่องยนต์ได้ ดังนั้นควรตรวจเช็กและทำการซ่อมแซมทันที
  • การขับรถช่วงหน้าฝนทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก ส่งผลให้กลไกต่าง ๆ สึกหรอเร็วขึ้น ผู้ใช้รถควรหมั่นตรวจเช็กสภาพรถในส่วนต่าง ๆ อาทิ น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่อง ว่ามีน้ำเข้าไปผสมหรือไม่ รวมถึงตรวจดูแบตเตอรี่ ไดชาร์จ ระบบเบรก ล้อรถ ให้มีความพร้อมในการใช้งานอยู่เสมอ เพื่อการขับขี่อย่างปลอดภัย


9 ทริกการขับรถช่วงหน้าฝนอย่างไรให้ปลอดภัย อุ่นใจตลอดเส้นทาง




ขับรถช่วงหน้าฝนอย่างไรให้ปลอดภัย

  1. เปิดไฟหน้ารถและหลังรถทุกครั้ง เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงที่ฝนตกหนักมักมืดครี้ม อาจทำให้มองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน การเปิดไฟหน้ารถจะช่วยให้คุณมองเห็นทาง และช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นรถของคุณได้ชัดเจน
  2. เปิดใบปัดน้ำฝนให้แรงพอดีเพื่อให้คุณมองเห็นเส้นทางข้างหน้าได้ชัดเจน โดยปรับระดับความเร็วของใบปัดน้ำฝนให้สัมพันธ์กับความแรงและปริมาณฝนที่ตกลงมา
  3. ลดความเร็วในการขับขี่ เนื่องจากบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยน้ำฝน คราบดิน ทราย และสิ่งสกปรกต่าง ๆ ทำให้ถนนลื่นมากกว่าปกติ เพื่อให้คุณสามารถควบคุมรถได้ง่ายและป้องกันรถเบรกไม่อยู่หรือลื่นไถล กรณีขับบนถนนที่มีน้ำขังหรือหลุมบ่อ เพื่อป้องกันรถเหวี่ยงหรือเสียหลักได้
  4. หากต้องขับรถในช่วงรถติดและฝนตก ควรเว้นระยะให้ห่างจากคันหน้าประมาณ 4 - 5 เมตร ช่วยป้องกันรถคันหน้าเบรกกระทันหัน และให้คุณสามารถควบคุมรถได้ง่ายมากขึ้น
  5. ห้ามเหยียบเบรกจนล้อหยุดหมุนในทันที เพราะอาจทำให้รถเสียหลักหรือพลิกคว่ำได้ ไปจนถึงรถคันหลังอาจไม่ทันระวังและชนท้ายเอาได้
  6. อย่าเปิดไฟสูงหรือไฟสปอตไลท์เวลาขับรถช่วงฝนตก เพราะยิ่งทำให้แสงจากไฟสูงหรือสปอตไลท์ส่องไปเจอสายฝนทำให้เกิดม่านละอองสีขาวเป็นวงกว้าง ส่งผลให้การมองไปข้างหน้าแย่ลงกว่าการเปิดไฟต่ำ
  7. ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉินหรือไฟกระพริบ นอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยังทำให้ผู้ขับขี่สับสนได้ กรณีที่จะต้องเลี้ยวไปทางไหนทางนึง
  8. กรณีฝนตกหนักมากหรือเจอพายุ ไม่ควรฝืนขับต่อไปเส้นเส้นทางที่มองไม่เห็น แนะนำให้มองหาที่จอดบริเวณไหล่ทางและจอดพักรอจนกว่าฝนจะเบาบางลง
  9. กรณีขับรถต่อไม่ไหวควรมองหาที่จอดข้างทาง และไม่ควรจอดใกล้เสาไฟฟ้าแรงสูงหรือต้นไม้สูง ๆ เพราะเป็นชนวนจุดกระแสไฟฟ้าอาจทำให้ฟ้าผ่าได้

จากข้อมูลที่กล่าวไปข้างต้นจะเห็นได้ว่าการขับขี่รถยนต์ช่วงหน้าฝนเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างมากเพราะเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ ที่สำคัญควรตรวจเช็กสภาพรถยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยอุ่นใจทั้งคุณและผู้ร่วมใช้รถใช้ถนน ปัจจุบันมีศูนย์บำรุงรักษารถยนต์แบบครบวงจรให้บริการผู้ขับขี่รถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อได้เลือกใช้บริการทั่วประเทศ ที่สำคัญสถานที่ตรวจสภาพรถมีโปรโมชั่นตรวจสภาพรถให้เลือกตามความต้องการ สิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิกบัตรฯ KTC นำรถเข้าศูนย์บริการรถยนต์ผ่อนชำระ 0% + รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 16% ที่ศูนย์บริการที่ร่วมรายการผ่อนชำระ พร้อมรับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย มอบความอุ่นใจทุกการเดินทางของคุณ

ตรวจเช็กสภาพรถครบทุกรายการ จ่ายง่ายสบายกระเป๋า...ที่นี่