กาแฟ ประเภทกาแฟ เป็นเครื่องดื่มสากลที่ได้รับความนิยมและดื่มกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ทั้งยังเป็นเครื่องดื่มที่มาจากธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการน้อยกว่า เชื่อหรือไม่ว่า หากดูจากสถิติในแต่ละปีประชากรทั่วโลกดื่มกาแฟเฉลี่ยสูงถึงคนละ 42.6 ลิตร โดยประเทศที่ครองแชมป์คลั่งกาแฟมากที่สุดในโลกคือ “ฟินแลนด์” ดินแดนที่ผู้คนดื่มกาแฟอย่างน้อย 4 แก้วต่อวัน!

สำหรับคอกาแฟ อาจคุ้นเคยกับกลิ่นและรสสัมผัสของกาแฟ รวมทั้งเมล็ดพันธุ์ การคั่ว และชื่อเรียกเครื่องดื่มยอดฮิตที่มีหลากหลายตามสัดส่วนผสม แต่ถ้าเพิ่งเป็นมือใหม่หัดดื่ม หรือนานๆ สั่งที ก็ต้องมีงงๆ กันบ้าง แบบนี้ต้องมาดูกันว่าประเภทกาแฟแต่ละประเภทมีรสชาติอย่างไร ใส่อะไรบ้าง มีประโยชน์อย่างไร และเรียกว่าอะไร จะได้ไม่งงเวลาสั่งกาแฟ


ประเภทเมล็ดกาแฟ

ปัจจุบันประเภทของเมล็ดกาแฟแยกตามสายพันธุ์ จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ประเภทหลักๆ คือ


1.เมล็ดกาแฟอาราบิก้า (Arabica)

เป็นสายพันธุ์ที่นิยมปลูกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกถึงร้อยละ 80 พบมากที่สุดในอเมริกาเหนือ ส่วนประเทศไทยนิยมปลูกในเขตพื้นที่ทางภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ตาก น่าน แม่ฮ่องสอน และลำปาง เป็นต้น เมล็ดกาแฟอาราบิก้ายังเป็นกาแฟที่คนไทยนิยมดื่มกาแฟมากที่สุด เพราะมีกลิ่นหอม รสชาตินุ่มละมุนมีหลายมิติ ทำให้ดื่มง่ายกว่าเมล็ดกาแฟประเภทอื่น และมีปริมาณคาเฟอีนที่ไม่สูงมาก อยู่ที่ 1.1 – 1.7 เปอร์เซ็นต์


2.เมล็ดกาแฟโรบัสต้า (Robusta)

ได้รับความนิยมรองจากอาราบิก้า เป็นที่นิยมในยุโรป

ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ประเทศไทยมีถิ่นปลูกในจังหวัดทางภาคใต้ เช่น ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช รสชาติเมล็ดกาแฟโรบัสต้าจะเข้มข้นและมีคาเฟอีนค่อนข้างสูง อยู่ที่ 2–4.5 เปอร์เซ็นต์ ทำให้หลายคนที่ไม่ชินเมื่อดื่มกาแฟโรบัสต้าเข้าไปอาจมีการเวียนหัวได้เล็กน้อย เมล็ดกาแฟชนิดนี้จึงนิยมนำไปทำเป็นกาแฟสำเร็จรูปหรือกาแฟแบบ 3 in 1 รวมถึงนำไป Blend กับกาแฟอาราบิก้า


3.เมล็ดกาแฟเอ็กซ์เซลซ่า (Excelsa)

สายพันธ์ุที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา มีความเข้มและรสขมค่อนข้างมากแต่ดูแลรักษาง่าย ปลูกง่าย ทนต่อความแห้งแล้ง ทนโรค แถมยังให้ผลผลิตที่สูงอีกด้วย


4.เมล็ดกาแฟลิเบอริก้า (Liberica)

เป็นหนึ่งเมล็ดกาแฟหายากที่มีถิ่นกำเนิดในไลบีเรียและไอวอรีโคสต์ ไม่ค่อยได้รับความนิยมในตลาดโลกมากนัก ปัจจุบันประเทศมาเลเซียมีการปลูกกาแฟสายพันธุ์สายลิเบอริก้ามากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกทั่วประเทศสำหรับกาแฟประเภทนี้มีรสชาติใกล้เคียงกับอาราบิก้าแต่มีรสเปรี้ยวอมหวานของผลเบอร์รี่มากกว่า จึงนิยมนำไป Blend กับกาแฟชนิดอื่นๆ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติ


ประเภทกาแฟจากการคั่วเมล็ดกาแฟ

ประเภทกาแฟนอกจากจำแนกประเภทเมล็ดกาแฟแล้ว ยังมีการไล่ระดับการคั่วกาแฟ เป็นคั่วเข้ม คั่วกลาง คั่วอ่อน ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อรสชาติของกาแฟโดยตรง


กาแฟคั่วอ่อน

เมล็ดกาแฟคั่วอ่อน มีสีที่เป็นสีน้ำตาลอ่อน ดูมีความแห้ง ไม่มีน้ำมันเคลือบผิวเมล็ดกาแฟ ระดับการคั่วอ่อนถือว่าเป็นการคั่วที่เก็บความเป็นธรรมชาติของเมล็ดกาแฟได้มากที่สุด มีรสที่เด่นไปทางเปรี้ยว ได้กลิ่นคล้ายดอกไม้หรือผลไม้ ไม่ขม เหมาะกับการชงด้วยวิธีแบบ Drip แล้วดื่มเป็นกาแฟดำเพื่อลิ้มรสชาติที่ดีที่สุดและชัดเจนที่สุดของเมล็ดกาแฟนั้นๆ


กาแฟคั่วกลาง

เมล็ดคั่วกลางมีสีน้ำตาลที่เข้มกว่าระดับคั่วอ่อนในระดับหนึ่ง ถือว่าเป็นเมล็ดยอดนิยมสำหรับร้านกาแฟสมัยใหม่ นิยมใช้เมล็ดกาแฟคั่วกลางด้วยความที่มีความ Balance สูง มีความหวานและเปรี้ยวในลักษณะที่พอดีๆ กัน เหมาะสำหรับการชงแบบเอสเพรสโซ่ หรือการชงแบบอื่น เช่น Moka Pot, Aeropress, Syphon, French Press และสามารถชงแบบ Drip ได้เช่นเดียวกัน


กาแฟคั่วเข้ม

เมล็ดกาแฟแบบคั่วเข้มจะมีสีที่เป็นสีน้ำตาลเข้มไล่จนถึงเกือบเป็นสีดำ เป็นระดับการคั่วยอดนิยมมาอย่างยาวนาน หลายคุ้นอาจคุ้นกับชื่อ French Roast และ Italian Roast ซึ่งถือว่าเป็นการคั่วกาแฟระดับคั่วเข้มที่จะได้ครีม่าโฟมสีทองจากส่วนของน้ำมันในเมล็ดกาแฟ แทบจะไม่เหลือความเปรี้ยวอยู่ และมีความขมเพิ่มขึ้นมา เหมาะสำหรับการทำกาแฟเย็นหรือกาแฟนม เพราะกลิ่นและรสชาติของกาแฟจะชัดไม่โดนรสชาติของนมหรือส่วนประกอบอื่นๆ กลบจนเกินไป


ประโยชน์ของการดื่มกาแฟ

ข้อดีของการดื่มกาแฟในแง่ของประโยชน์ต่อสุขภาพมีมากมาย ได้แก่

  1. ช่วยกระตุ้นสมอง ในกาแฟมีส่วนผสมของคาเฟอีนที่มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง เพิ่มความกระชุ่มกระชวย ช่วยขจัดความอ่อนล้า ทำให้รู้สึกตื่นตัว
  2. ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease) โดยมีงานวิจัยยืนยันว่าการดื่มกาแฟดำในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ และยังสามารถลดการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้สูงถึง 21%
  3. มีฤทธิ์ช่วยต้านมะเร็ง ในกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย การดื่มกาแฟจึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด เช่น หากดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งตับได้ถึง 43% และลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ถึง 52%
  4. มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน การดื่มกาแฟมีความสัมพันธ์กับการลดภาวะดื้อต่ออินสุลิน (Insulin Resistance) การดื่มกาแฟ 1 แก้วต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานได้ 6% และมีส่วนช่วยในการลดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน จากความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ
  5. ดีต่อคนคนลดความอ้วน และควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากกาแฟมีส่วนช่วยลดระดับฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ที่เกี่ยวข้องกับความหิว ช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และคาเฟอีนช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานของคนที่มีน้ำหนักตัวปกติได้ 29% และในคนอ้วน 10%
  6. ช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางสมอง เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน จากงานวิจัยพบว่าการดื่มกาแฟอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงและชะลอการเกิดโรคที่เกี่ยวกับสมองได้
  7. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการออกกำลังกาย ในผู้ที่ออกกำลังกายหากได้รับคาเฟอีน 3-6 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม จะช่วยเพิ่มสมรรถนะและความทนทานในการออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ ได้

ทั้งนี้ สำหรับปริมาณของกาแฟที่เหมาะสมในการดื่มแต่ละวันนั้นปริมาณมากที่สุดในการบริโภค คือไม่ควรเกิน 4 แก้วต่อวัน หรือไม่เกิน 20 ออนซ์ แต่ปริมาณที่เหมาะสมที่สุดเพื่อที่จะทำให้ดื่มกาแฟแล้วได้ประโยชน์ คือวันละ 1-2 แก้ว หรือประมาณ 10 ออนซ์




ประเภทกาแฟมีทั้งหมดหลัก 5 เมนู โดยมีส่วนผสมหลักคือ Espresso shot


5 ประเภทกาแฟยอดนิยม

มาถึงสูตรกาแฟต่างๆ ที่พบเห็นได้ตามร้านกาแฟ และชื่อเรียกที่ไม่ซ้ำกัน มาดูกันว่าเมนูกาแฟแต่ละแบบเรียกยังไง? ต่างกันตรงไหนบ้าง? ใส่อะไรบ้าง?


1. ประเภทกาแฟ เอสเพรสโซ่ (Espresso)

ประเภทกาแฟการสกัดกาแฟคือจุดเริ่มต้นของเมนูกาแฟทุกอย่างล้วนมาจาก Espresso shotที่ได้จากการสกัดกาแฟ 1 shot เท่ากับ 30 mL หรือ 1 oz เป็นเมนูที่มีความเข้มข้นมากที่สุด แรงมากที่สุด ในต่างประเทศจะเสิร์ฟเมนูเเอสเพรสโซ่เป็น shotไม่ปรุงน้ำตาลหรือนม แต่อาจเพิ่ม "ครีมา" ฟองนมนุ่มๆ เข้าไป พร้อมน้ำเปล่าเพื่อดื่มล้างปาก หรือเสิร์ฟในกรณีเพิ่ม shot เพิ่มความเข้มข้น

วิธีการชง : เอสเพรสโซ่ ใช้วิธีการปล่อยน้ำไหลผ่านผงกาแฟเพื่อสกัด Espresso shot เข้มข้น

ส่วนวิธีการชงเมนูเอสเพรสโซ่ในประเทศไทย เป็นการนำ Espresso 1-2 shot (แล้วแต่สูตรทางร้าน) มาผสมกับนมข้นหวานและนมข้นจืด ทำให้ได้เครื่องดื่มที่มีรสเข้มและกลิ่นหอมกาแฟ มีทั้งแบบร้อนและเย็น


2. ประเภทกาแฟ อเมริกาโน (Americano)

เป็นเครื่องดื่มที่กำเนิดจากกลุ่มทหารอเมริกันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นกาแฟเอสเพรสโซ่

ที่มีการเจือจางโดยใส่น้ำร้อนเติมเข้าไป เพื่อทำให้รสชาติเจือจางลงเป็นเมนูเพื่อสุขภาพที่ไม่มีการเติมน้ำตาล นม หรือครีมเทียม แต่ปัจจุบันมีสูตรชงอเมริกาโนมากมายที่นิยมใส่น้ำผลไม้เพิ่มเติมลงไปเพิ่มความสดชื่นและกลิ่นหอม

วิธีการชง : Espresso shot + น้ำเปล่า

สกัด Espresso shot แล้วเติมน้ำร้อนใส่ให้เจือจาง มีทั้งแบบร้อนและเย็น


3. ประเภทกาแฟ ลาเต้ (Latte)

ประเภทกาแฟ เครื่องดื่มกาแฟที่มีชื่อเรียกจากภาษาอิตาลี โดยการเติมนมร้อนพร้อมกับเพิ่มฟองนมลวดลายสวยงาม เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบดื่มกาแฟรสชาติเข้มข้น เพราะการใส่นมทำให้ขมน้อยลง กาแฟจึงดื่มง่ายขึ้น

วิธีการชง : เอสเพรสโซ่ 1/3 ส่วน + นมร้อน 2/3 ส่วน + โฟมนมหนาประมาณ 1 ซม. มีทั้งแบบร้อนและเย็น


4. ประเภทกาแฟ คาปูชิโน (Cappuccino)

เมนูที่หลายคนชื่นชอบคือคาปูชิโน เป็นเอสเปรสโซที่ใส่นมและฟองนมลงไปในอัตราที่เท่าๆ กัน โรยด้วยผงโกโก้หรือผงซินนามอน เพิ่มกลิ่นหอมอโรม่าชวนให้น่าหลงใหลมากยิ่งขึ้น

วิธีการชง : เอสเพรสโซ่ 1/3 ส่วน + นมสตีม 1/3 ส่วน + โฟมนมละเอียด 1/3 ส่วน + โรยผงชินนาม่อน มีทั้งแบบร้อนและเย็น


5. ประเภทกาแฟ มัคคิอาโต้ (Macchiato)

มัคคิอาโต้เป็นเมนูลาเต้แบบแยกชั้นระหว่างนมกับกาแฟ Espresso shot โดยอาจผสมด้วยไซรัปต่างๆ ลงไปในนมเพื่อกลิ่นที่หอมขึ้น เช่น คาราเมล ตามด้วยการเท Espresso shot ลงบนนม เป็นเมนูนี้เกิดมาเพื่อสร้างความสนุกและสีสันให้กับวงการกาแฟมากขึ้น เมื่อคนให้เข้ากันก็จะได้รสชาติเหมือนลาเต้

วิธีการชง : เอสเพรสโซ่ 1/3 ส่วน + นมร้อน 2/3 ส่วน (อาจเพิ่มกลิ่นไซรัปตามความชอบ) + โฟมนมหนาประมาณ 1 ซม. เทแยกชั้น มีทั้งแบบร้อนและเย็น


ประเภทกาแฟแบบไหนแรงสุด

มาถึงบทสรุปที่เป็นเหมือนการตอบคำถามคาใจของนักดื่มกาแฟ ว่าประเภทกาแฟแบบไหนแรงสุด หากดูจากปริมาณคาเฟอีนรวมถึงสารต่างๆ ในกาแฟว่าจะมากหรือน้อยอาจขึ้นกับสายพันธุ์และกระบวนการผลิต ซึ่งหากเปรียบเทียบในปริมาณที่เท่ากัน กาแฟเอสเพรซโซ จะมีคาเฟอีน 64 มิลลิกรัมต่อ 30 มิลลิลิตร ส่วนกาแฟสำเร็จรูปที่มีการผสมสารปรุงแต่งอื่นๆ จะมีคาเฟอีน 24 มิลลิกรัม ต่อ 30 มิลลิลิตรดังนั้น กาแฟที่เข้มข้นที่สุด คือเอสเพรสโซ่ ตามด้วยอเมริกาโน่ เนื่องจากส่วนผสมของ Espresso shot นั่นเอง


ดื่มกาแฟแบบไหนดีที่สุด

การดื่มกาแฟไม่เพียงช่วยให้เรากระปรี้กระเปร่าเท่านั้น แต่ยังสามารถดื่มได้อย่างที่ดีต่อสุขภาพได้ด้วย โดยเลือกดื่มในเวลาที่เหมาะสม

  • ดื่มหลังตื่นนอน 2-3 ชั่วโมง
  • ไม่ควรดื่มหลัง 14.00 น.
  • ไม่ดื่มก่อนนอน 6-8 ชั่วโมง

และควรหลีกเลี่ยง น้ำตาล, ครีมเทียม, วิปครีม, ไซรัปปรุงแต่งรส และเครื่องดื่มกาแฟผสมคาราเมลต่างๆ

อ่านมาถึงตรงนี้คงรู้แล้วว่ากาแฟแต่ละประเภทมีรสชาติอย่างไร ใส่อะไรบ้าง มีประโยชน์อย่างไร สั่งครั้งต่อไปเลือกกาแฟตามระดับความเข้มของรสชาติที่อยากดื่มได้เลย สำหรับคอกาแฟที่ไม่รู้ว่าจะไปแวะดื่มกาแฟรสชาติดีๆ ได้ที่ไหน KTC ขอแนะนำ ร้านกาแฟ PREMIUM COFFEE & ROASTERS มีโปรโมชั่นเมื่อจ่ายด้วยบัตรเครดิต KTC ที่คนรักกาแฟต้องไปลอง




ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.facebook.com/hariocafebkk

โปรโมชั่น ฮาริโอะ กับ กับบัตรเครดิต KTC

  • รับส่วนลด 10% เมื่อซื้อเครื่องดื่มหรืออุปกรณ์ Hario ภายในร้านครบ 600 บาท ขึ้นไป/ เซลส์สลิป หรือ รับส่วนลด 15% เมื่อซื้อเครื่องดื่มหรืออุปกรณ์ Hario ภายในร้านครบ 1,200 บาท ขึ้นไป/ เซลส์สลิป
  • แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป (ลงทะเบียนทุกครั้งภายในวันที่ทำรายการ)
  • ระยะเวลาโปรโมชั่น : 1 พ.ค. 67 - 30 เม.ย. 68




ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.facebook.com/vanhartcoffee

โปรโมชั่น แวน ฮาร์ต คอฟฟี กับบัตรเครดิต KTC

  • รับส่วนลด 10% สำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่ม เมื่อรับประทานครบ 300 บาท ขึ้นไป /เซลส์สลิป (ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์)
  • แลกรับเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯต่อเซลส์สลิป (ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ทุกครั้งที่มียอดใช้จ่ายภายในวันเดียวกัน)
  • ระยะเวลาโปรโมชั่น : 1 มี.ค. 67 - 28 ก.พ. 68




ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.facebook.com/everydayandfriends/

โปรโมชั่น เอเวอรี่เดย์ แอนด์ เฟรนส์ กับบัตรเครดิต KTC

  • รับส่วนลด 10% เฉพาะเครื่องดื่มและเบเกอรี่ สำหรับสินค้าราคาปกติ
  • แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป (ลงทะเบียนทุกครั้งภายในวันที่ทำรายการ)
  • ระยะเวลาโปรโมชั่น : 1 พ.ย. 67 - 30 เม.ย. 68




ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.facebook.com/pridespecialty/

โปรโมชั่น ไพรด์ สเปเชียลตี้ ที แอนด์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ กับบัตรเครดิต KTC

  • รับส่วนลด 10% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม เมื่อรับประทานครบ 500 บาท ขึ้นไป /เซลส์สลิป (ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์)
  • แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป (ลงทะเบียนทุกครั้งภายในวันที่ทำรายการ)
  • ระยะเวลาโปรโมชั่น : 15 มี.ค. 67 - 28 ก.พ. 68




ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.facebook.com/TheoldschoolSpecialtycoffee

โปรโมชั่น ดิโอลด์ สคูล สเปเชี่ยลตี้ คอฟฟี่ กับบัตรเครดิต KTC

  • รับส่วนลด 10% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม เมื่อรับประทานครบ 500 บาท ขึ้นไป /เซลส์สลิป (ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์)
  • แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป (ลงทะเบียนทุกครั้งภายในวันที่ทำรายการ)
  • ระยะเวลาโปรโมชั่น : 15 มี.ค. 67 - 28 ก.พ. 68




ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.facebook.com/Bottomless.es/

โปรโมชั่น บอททอมเลส กับบัตรเครดิต KTC

  • รับฟรี Bottomless Cold Brew มูลค่า 150 บาท เมื่อซื้อครบ 800 บาท ขึ้นไป/ เซลส์สลิป
  • แลกรับเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯต่อเซลส์สลิป (ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ทุกครั้งที่มียอดใช้จ่ายภายในวันเดียวกัน)
  • ระยะเวลาโปรโมชั่น : 1 ก.ย. 67 - 28 ก.พ. 68


ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC