ลมหนาวเริ่มมา หรือแค่นั่งทำงานในออฟฟิศห้องแอร์ทั้งวัน ผิวก็เริ่มส่งสัญญาณประท้วงด้วยความแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย หลายคนพยายามโบกโลชั่นเท่าไรก็เอาไม่อยู่ นั่นเพราะผิวอาจกำลังต้องการการ "ล็อก" ความชุ่มชื้นขั้นสุด ไอเทมลับที่เหล่าบล็อกเกอร์และคนผิวสวยฉ่ำน้ำขาดไม่ได้เลยก็คือ Body Oil แต่สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ มักจะมีความกังวลเรื่องความเหนียวเหนอะหนะ เลอะเสื้อผ้า หรือกลิ่นที่อาจจะไปตีกับน้ำหอมขวดโปรด วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกเทคนิคการเลือกบอดี้ออยล์ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบหมดเปลือกกันครับ

Body Oil ที่ดีควรเลือกตามสภาพผิว Texture ระดับความหอม และโอกาสใช้งาน ผู้ที่ไม่ชอบความเหนอะควรมองหาสูตรเนื้อบางเบาหรือ Dry Oil ส่วนผิวแห้งมากอาจเหมาะกับสูตรที่ให้การเคลือบผิวมากขึ้น หากต้องการผิวโกลว์สำหรับออกงานสามารถเลือกสูตรผสมชิมเมอร์ โดยควรทดลองกลิ่นและเนื้อสัมผัสก่อนซื้อเมื่อทำได้


Body Oil ช่วยอะไร และต่างจาก Body Lotion อย่างไร?

หลายคนสงสัยว่าถ้าเรามีโลชั่นลูกรักอยู่แล้ว ยังจำเป็นต้องใช้ออยล์ทาผิวอีกหรือไม่? โลชั่นมีส่วนผสมของ "น้ำ" เป็นหลัก ช่วยเติมความชุ่มชื้นเข้าสู่ชั้นผิวอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ออยล์คือน้ำมันบริสุทธิ์ที่ทำหน้าที่เสมือน "ฟิล์มเคลือบผิว" เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำระเหยออกไป ช่วยล็อกความชุ่มชื้นให้อยู่ยาวนานขึ้น พร้อมมอบความโกลว์ที่โลชั่นทั่วไปให้ไม่ได้

Body Oil เหมาะกับใครบ้าง?

บอดี้ออยล์ไม่ได้สร้างมาเพื่อคนผิวแห้งเพียงอย่างเดียว แต่ยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หลายรูปแบบ ได้แก่

  • ผู้ที่มีผิวแห้งกร้านมาก แห้งแตก ลอกเป็นขุย หรือทำงานในห้องแอร์เย็นจัด
  • ผู้ที่ต้องการให้ผิวดูฉ่ำเงา สุขภาพดี เล่นแสงเวลาถ่ายรูปหรือสวมชุดโชว์ผิว
  • ผู้ที่ต้องการป้องกันและลดเลือนรอยแตกลาย (เช่น ผู้ที่น้ำหนักขึ้นลงรวดเร็ว)
  • ผู้ที่หลงใหลการบำรุงผิว เพราะกลิ่นหอมของออยล์มักให้ความรู้สึกผ่อนคลายล้ำลึกราวกับทำสปา

Body Oil, Dry Oil และ Shimmer Body Oil ต่างกันอย่างไร?

ประเภท Body Oil

ลักษณะ Texture

จุดเด่นและ Finish

เหมาะกับใคร

Rich Body Oil

น้ำมันเนื้อเข้มข้นสูง (เช่น Almond, Coconut)

ให้ความชุ่มชื้นสูงสุด ล็อกน้ำได้ยาวนาน ผิวเงางาม

คนผิวแห้งมาก, ต้องการบำรุงล้ำลึกก่อนนอน

Dry Oil

น้ำมันโมเลกุลเล็ก เนื้อบางเบา ซึมไวพิเศษ

ซึมซาบไว ไม่ทิ้งความมัน ผิวดูซาตินโกลว์เบาๆ

คนทั่วไป, คนที่ต้องรีบแต่งตัวไปทำงาน

Shimmer Body Oil

ออยล์ผสมประกายมุกหรือกลิตเตอร์ละเอียด

ผิวโกลว์เปล่งประกายขั้นสุด เล่นแสงแฟลช

ใช้ทาเฉพาะจุด (ไหปลาร้า, หัวไหล่) สำหรับออกงาน

 

เลือก Body Oil อย่างไรให้ซึมไว ไม่เหนอะ และเหมาะกับสภาพผิว?

ผิวแห้ง ผิวธรรมดา และผิวบอบบางควรเลือกต่างกันอย่างไร?

  • ผิวแห้งมาก: มองหาออยล์ที่มีกรดโอเลอิกสูง เนื้อจะเข้มข้น เช่น น้ำมันอัลมอนด์ น้ำมันอาร์แกน ช่วยซ่อมแซมเกราะป้องกันผิวได้ดีเยี่ยม
  • ผิวธรรมดาถึงผิวมัน: ควรเลือก Dry Oil หรือออยล์ที่มีกรดไลโนเลอิกสูง เช่น น้ำมันโรสฮิป หรือน้ำมันเมล็ดองุ่น (Grape Seed Oil) เพราะบางเบา ไม่อุดตันรูขุมขน
  • ผิวบอบบาง: เลี่ยงส่วนผสมของน้ำหอมสังเคราะห์ สารกันเสีย และเลือกออยล์ออร์แกนิก 100%

ส่วนผสมใน Body Oil แบบใดควรรู้จัก?

การพลิกดูส่วนประกอบคือเคล็ดลับของคนฉลาดเลือก หากเจอน้ำมันพืชธรรมชาติ (Plant-based Oils) อย่าง Jojoba Oil ที่มีโครงสร้างคล้ายน้ำมันบนผิวคนเรา จะรับประกันความซึมไว หรือถ้าเจอ Squalane ก็มั่นใจได้เลยว่าเนื้อจะเบาสบาย ไม่เหนียวเหนอะหนะแน่นอน

เลือกกลิ่น Body Oil อย่างไรไม่ให้ตีกับน้ำหอม?

กลิ่นหอมของออยล์มักจะกระจายตัวได้ดีเมื่อสัมผัสอุณหภูมิร่างกาย การจับคู่กลิ่นให้ตรงกับไลฟ์สไตล์จึงสำคัญ

  • กลิ่นสะอาดหรือ Citrus: เหมาะกับกลางวัน ให้ความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
  • Floral: เหมาะกับ Everyday และโอกาสสุภาพ เช่น ไปออฟฟิศ หรือวันสบายๆ
  • Gourmand เช่น Almond หรือ Vanilla: ให้ความอบอุ่น หวานละมุน ดึงดูด น่าค้นหา
  • Woody หรือ Amber: เหมาะกับช่วงเย็น ดินเนอร์ หรือปาร์ตี้ ให้ลุคดูแพง
  • ผู้ใช้น้ำหอมประจำ: ควรเลือก Body Oil กลิ่นใกล้เคียงกับน้ำหอม หรือเลือกสูตรไม่มีกลิ่น (Unscented) เพื่อไม่ให้กลิ่นตีกัน
  • ควรทดลองกลิ่นบนผิวจริง เนื่องจากกลิ่นอาจเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิและเคมีบนผิวของผู้ใช้แต่ละคน

Body Oil ยี่ห้อไหนดี? ตารางเปรียบเทียบตัวเลือกตามโจทย์ผิว

ยี่ห้อ / รุ่น

สภาพผิวที่แนะนำ

Texture

Scent Profile

ราคาโดยประมาณ

L’OCCITANE Almond Supple Skin Oil

ผิวแห้ง - แห้งมาก

เข้มข้นปานกลาง

Gourmand (อัลมอนด์ละมุน)

2,650 บาท (100 ml)

L’OCCITANE Shea Nourishing Body Oil

ผิวแห้งกร้านมาก / ลอกเป็นขุย

เข้มข้นล้ำลึก

อบอุ่น สะอาด สไตล์เชียบัตเตอร์

1,650 บาท (100 ml)

L’OCCITANE Immortelle Divine Firming Body Oil

ผิวเริ่มมีริ้วรอย / หย่อนคล้อย

พรีเมี่ยมออยล์เนื้อเบา

อบอุ่น ลักซ์ชัวรี่

3,500 บาท (100 ml)

Clarins Tonic Body Treatment Oil

ผิวไม่กระชับ / มีรอยแตกลาย

เข้มข้นล้ำลึก

อโรม่าสปา สดชื่นผ่อนคลาย

3,100 บาท (100 ml)

Sol de Janeiro Delícia Drench™

ผิวแห้ง / ต้องการอาบและบำรุง

Oil-to-foam (ออยล์เปลี่ยนเป็นโฟม)

หวานละมุน Vanilla Orchid

520 บาท (90 ml)

Journal Body Oil (The Legacy)

ทุกสภาพผิว / ชอบตัวหอม

บางเบา ซึมไว

ไม้กฤษณา คลาสสิค หรูหรา

1,190 บาท (180 ml)

 

แนะนำ Body Oil กลิ่นหอม ผิวนุ่มโกลว์ มีรุ่นใดน่าสนใจบ้าง?

ผลิตภัณฑ์ในลิสต์นี้คัดมาให้ครอบคลุมหลายโจทย์การใช้งาน ทั้งสูตรบำรุงล้ำลึกระดับเคาน์เตอร์แบรนด์ สูตรบางเบาสำหรับใช้ทุกวัน สูตรไม่มีกลิ่นสำหรับผู้ที่ไม่อยากให้ตีกับน้ำหอม และสูตรชิมเมอร์สำหรับออกงาน โดยพิจารณาจากสภาพผิวที่เหมาะ เนื้อสัมผัส กลิ่น และความคุ้มค่า เพื่อให้คุณเลือกตัวที่ใช่ที่สุดครับ


ขอบคุณรูปภาพจาก : https://th.loccitane.com/

1. L’OCCITANE Almond Supple Skin Oil

บอดี้ออยล์สูตรขายดีอันดับหนึ่งของแบรนด์ โดดเด่นเรื่องการช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ยืดหยุ่น และลดเลือนรอยแตกลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • เหมาะกับใคร: คนผิวแห้งที่ต้องการผิวกระชับ นุ่มเด้ง และต้องการลดเลือนรอยแตกลาย
  • ส่วนผสมเด่น: น้ำมันอัลมอนด์เข้มข้นถึง 50% ผสานคาเมลลินาออยล์ (Camelina Oil)
  • เนื้อสัมผัส (Texture): ออยล์เข้มข้นแต่ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดี ลื่นผิว ไม่ทิ้งความมันเยิ้ม
  • กลิ่น (Scent Profile): หอมหวานอัลมอนด์ละมุน (Gourmand) คลาสสิค และหรูหรา
  • ฟินิชผิว (Finish): ผิวโกลว์สุขภาพดี ดูอิ่มน้ำและมีความยืดหยุ่นสูง
  • ขนาด / ราคา: 100 ml / ประมาณ 2,650 บาท
  • ข้อควรพิจารณา: บรรจุภัณฑ์เป็นขวดแก้วค่อนข้างมีน้ำหนัก และทางแบรนด์มักแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ส่วนผสมกลุ่มอัลมอนด์บางตัวระหว่างตั้งครรภ์ (ควรปรึกษาแพทย์)

 


ขอบคุณรูปภาพจาก : https://th.loccitane.com/

2. L’OCCITANE Shea Nourishing Body Oil

เติมความชุ่มชื้นล้ำลึก ช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิวแห้งกร้านให้กลับมาเนียนนุ่มสบายผิวได้ทันที พร้อมเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง

  • เหมาะกับใคร: คนที่มีผิวแห้งกร้านมากเป็นพิเศษ ลอกเป็นขุย หรือต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนจากการอยู่ในห้องแอร์
  • ส่วนผสมเด่น: เชียบัตเตอร์ (Shea Butter) สกัดเข้มข้น
  • เนื้อสัมผัส (Texture): เนื้อออยล์เข้มข้นล้ำลึก แต่เคลือบผิวได้เนียนนุ่มและให้ความรู้สึกสบายผิว
  • กลิ่น (Scent Profile): หอมอบอุ่น ละมุน สะอาด อ่อนโยนสไตล์เชียบัตเตอร์
  • ฟินิชผิว (Finish): ผิวฉ่ำ ล็อกความชุ่มชื้นขั้นสุด ดูเนียนสมูทไม่แห้งลอก
  • ขนาด / ราคา: 100 ml / ประมาณ 1,950 บาท
  • ข้อควรพิจารณา: เนื้อสัมผัสค่อนข้างหนักเมื่อเทียบกับสูตร Dry Oil อาจไม่เหมาะกับวันที่อากาศร้อนจัดหรือผู้ที่มีผิวมันมาก

 

 


ขอบคุณรูปภาพจาก : https://th.loccitane.com/

3. L’OCCITANE Immortelle Divine Firming Body Oil

บอดี้ออยล์สูตรพรีเมี่ยมจากคอลเลคชั่นอมอร์เทล ช่วยยกกระชับผิว เพิ่มความตึงกระชับ พร้อมลดเลือนสัญญาณแห่งวัยอย่างทรงพลัง

  • เหมาะกับใคร: ผู้ที่กังวลเรื่องความหย่อนคล้อย ริ้วรอยตามร่างกาย และวัยทำงานที่อยากลงทุนอัพลุคให้ผิวดูอ่อนเยาว์
  • ส่วนผสมเด่น: สารสกัดจากดอกอมอร์เทล (Immortelle) ตัวท็อปเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ ที่ให้ผลลัพธ์การบำรุงเทียบเท่าเรตินอลจากธรรมชาติ (Retinol-like)
  • เนื้อสัมผัส (Texture): พรีเมี่ยมออยล์เนื้อเนียนนุ่ม บางเบาแต่ให้การบำรุงที่ล้ำลึกขั้นสุด
  • กลิ่น (Scent Profile): หอมผ่อนคลาย อบอุ่น มีเสน่ห์แบบลักซ์ชัวรี่
  • ฟินิชผิว (Finish): ผิวเนียนกระชับ ดูอ่อนเยาว์และเปล่งประกายแบบลักซ์ชู
  • ขนาด / ราคา: 100 ml / ประมาณ 3,450 บาท
  • ข้อควรพิจารณา: เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มไฮเอนด์ที่มีราคาสูงที่สุดในหมวดบอดี้ออยล์ของแบรนด์ จึงเหมาะกับการซื้อผ่านโปรโมชั่นบัตรเครดิตเพื่อความคุ้มค่า

 


ขอบคุณรูปภาพจาก : clarins.co.th

4. Clarins Tonic Body Treatment Oil

ออยล์นวดบำรุงผิวกายสุดคลาสสิคจากสารสกัดธรรมชาติ 100% ตอบโจทย์เรื่องความเฟิร์มกระชับ และการดูแลผิวระหว่างตั้งครรภ์

  • เหมาะกับใคร: ผู้ที่ต้องการผิวกระชับ เพิ่มความยืดหยุ่น ลดรอยแตกลาย และคุณแม่ตั้งครรภ์
  • ส่วนผสมเด่น: สารสกัดจากพืชธรรมชาติ 100% (Rosemary, Geranium, Mint) และ Hazelnut Oil
  • เนื้อสัมผัส (Texture): เนื้อออยล์เข้มข้นล้ำลึก ซึมเข้าสู่ผิวพร้อมให้ความรู้สึกผ่อนคลายขณะนวด
  • กลิ่น (Scent Profile): หอมอโรม่าสไตล์สปาชั้นสูง สดชื่นและช่วยคลายความเหนื่อยล้า
  • ฟินิชผิว (Finish): ผิวเรียบเนียน นุ่มละมุนดุจซาติน และแลดูกระชับเต่งตึง
  • ขนาด / ราคา: 100 ml / 3,100 บาท
  • ข้อควรพิจารณา: กลิ่นแนวสมุนไพรอาจไม่ถูกใจผู้ที่ชื่นชอบกลิ่นแนวดอกไม้หรือขนมหวาน และมีราคาสูงระดับลักซ์ชัวรี่

 

 


ขอบคุณรูปภาพจาก : sephora.co.th

5. Sol de Janeiro Delícia Drench™ Shower Oil

นวัตกรรมออยล์อาบน้ำที่ทำความสะอาดพร้อมบำรุงอย่างล้ำลึกในขั้นตอนเดียว ให้ผิวนุ่มเด้งพร้อมกลิ่นหอมหรูหรา

  • เหมาะกับใคร: คนที่มีผิวแห้งและชอบให้ตัวหอมฟุ้ง ต้องการออยล์ที่อาบและบำรุงจบในขั้นตอนเดียว โดยสามารถหาซื้อได้เฉพาะที่ Sephora
  • ส่วนผสมเด่น: ออยล์บำรุงผิวสูตรพิเศษที่พัฒนามาเพื่อฟื้นฟูปราการผิวและรักษาความชุ่มชื้น
  • เนื้อสัมผัส (Texture): Oil-to-foam (เนื้อออยล์หรูหราที่จะเปลี่ยนเป็นเนื้อโฟมนุ่มเมื่อสัมผัสน้ำ)
  • กลิ่น (Scent Profile): หอมหวานละมุนแบบ Vanilla Orchid อบอุ่น น่าหลงใหล
  • ฟินิชผิว (Finish): ผิวนุ่มเด้ง ชุ่มชื้นล้ำลึกทันทีหลังอาบน้ำ ไม่ทิ้งความลื่นหรือคราบตกค้างบนผิว
  • ขนาด / ราคา: 90 ml / 520 บาท (หรือขนาด 385 ml / 1,190 บาท) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Sephora Thailand
  • ข้อควรพิจารณา: เป็น Shower Oil สำหรับใช้อาบน้ำและล้างออก ไม่ใช่ออยล์ทาผิวแบบ Leave-on (ทาทิ้งไว้) เหมือนรุ่นอื่นๆ ในลิสต์ แต่ให้ความชุ่มชื้นสูงเทียบเท่ากัน

 

 


ขอบคุณรูปภาพจาก : eveandboy.com

6. Journal Body Oil (The Legacy)

แบรนด์เครื่องหอมไทยที่โด่งดังเรื่องกลิ่นติดทน ซึมไว และมอบผิวสุขภาพดี สามารถเดินไปช้อปปิ้งหรือเทสต์กลิ่นได้ง่ายๆ ตามร้านมัลติแบรนด์

  • เหมาะกับใคร: ผู้ที่หลงใหลในความหอมหรูหราแบบไทยประยุกต์ และต้องการออยล์ที่กลิ่นติดทนแทนน้ำหอม (มีวางจำหน่ายที่ร้าน BEAUTRIUM และ EVEANDBOY)
  • ส่วนผสมเด่น: น้ำมันธรรมชาติอุดมด้วยวิตามิน และน้ำมันสกัดจากไม้กฤษณา (Agarwood)
  • เนื้อสัมผัส (Texture): ออยล์เนื้อเบา (Lightweight) เกลี่ยง่าย ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ
  • กลิ่น (Scent Profile): กลิ่น The Legacy หอมไม้กฤษณาคลาสสิค สุขุม มีเสน่ห์และหรูหรา
  • ฟินิชผิว (Finish): ผิวฉ่ำโกลว์ ดูเปล่งปลั่งสุขภาพดี และหอมฟุ้งติดผิวตลอดวัน
  • ขนาด / ราคา: 180 ml / 1,190 บาท
  • ข้อควรพิจารณา: กลิ่นมีความเป็นเอกลักษณ์และค่อนข้างชัดเจน หากใช้น้ำหอมกลิ่นอื่นร่วมด้วยในวันเดียวกันอาจทำให้กลิ่นตีกันได้

 

Body Oil ตัวไหนเหมาะกับเรา? เลือกตามกลิ่น Finish และโอกาสใช้งาน

อยากได้ผิวโกลว์ทุกวันกับผิวโกลว์ออกงาน ควรเลือกต่างกันอย่างไร?

การสร้างมิติให้ผิวด้วยออยล์เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อให้ได้ลุคที่ใช่:

  • Everyday Glow: สูตรไม่มีชิมเมอร์ เนื้อเบา ให้ความเงาซาติน ดูเป็นผิวสุขภาพดีที่ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว
  • Photo-ready Glow: สูตรมีประกายละเอียด จะช่วยกระจายแสง ทำให้ผิวดูเนียนและพรางจุดด่างดำได้ดีเมื่อเจอกล้อง
  • Night-out Glow: ลงเฉพาะแขน ไหล่ ไหปลาร้า และหน้าแข้ง เพื่อสร้างความโดดเด่นและมีเสน่ห์ยามกระทบแสงไฟ
  • Workday: ใช้ปริมาณน้อยและให้ผลิตภัณฑ์เซตตัวก่อนแต่งตัว ป้องกันคราบเหลืองติดเสื้อเชิ้ต

 


วิธีใช้ Body Oil อย่างไรให้ผิวนุ่ม ซึมไว และไม่เปื้อนเสื้อผ้า?

ขั้นตอนทา Body Oil หลังอาบน้ำแบบไม่เหนอะ

อาบน้ำเสร็จปุ๊บ ซับตัวเบาๆ ให้ผิวยังมีความชื้นหมาดๆ (Damp Skin) คือนาทีทอง! เทออยล์ขนาดเท่าเหรียญสิบลงบนฝ่ามือ วอร์มน้ำมันด้วยการถูมือเข้าหากันเบาๆ จากนั้นลูบไล้และนวดวนบนผิว น้ำบนผิวจะทำหน้าที่เป็นตัวนำพาน้ำมันให้ซึมลึกและล็อกความชื้นได้ทันที วิธีนี้รับรองว่าซึมไว ไม่เหนอะหนะติดเสื้อแน่นอน

ทา Body Oil ก่อนหรือหลังโลชั่น?

หลักการลงสกินแคร์ที่ถูกต้องคือ "ลงจากเนื้อเบาไปหาเนื้อหนัก" หรือเน้นการล็อกความชุ่มชื้น ดังนั้นควรทาโลชั่นก่อนเพื่อเป็นการเติมน้ำเข้าสู่ผิว จากนั้นตามด้วย Body Oil เป็นขั้นตอนสุดท้าย เพื่อสร้างชั้นฟิล์มกักเก็บสารบำรุงทั้งหมดไว้ไม่ให้ระเหยออก

ผสม Body Oil กับโลชั่นได้ไหม?

ทำได้และเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมมาก! สำหรับคนที่รู้สึกว่าออยล์ทายาก หรือโลชั่นที่มีอยู่เบาเกินไป ให้กดโลชั่นลงบนฝ่ามือ หยดออยล์ลงไป 2-3 หยด ผสมให้เข้ากันแล้วทา จะช่วยให้เกลี่ยง่ายขึ้น ประหยัดเวลา และได้ฟินิชผิวที่นุ่มละมุนขั้นสุด

Body Oil ใช้กับผิวบอบบางหรือผิวเป็นสิวง่ายได้ไหม?

คนเป็นสิวที่ตัวมักจะกลัวการใช้ออยล์ แต่ความจริงคือผิวบอบบางสามารถใช้ได้ กุญแจสำคัญคือหลีกเลี่ยง Mineral Oil ซึ่งเป็นน้ำมันสังเคราะห์ที่อาจอุดตันรูขุมขน และหันไปใช้น้ำมันจากพืชธรรมชาติบริสุทธิ์ (Non-comedogenic Oils) เช่น Jojoba Oil หรือ Rosehip Oil ที่นอกจากจะไม่อุดตันแล้ว ยังช่วยลดการอักเสบและปรับสมดุลเกราะป้องกันผิวได้อีกด้วย

ซื้อ Body Oil อย่างไรให้คุ้ม ทั้งราคา ปริมาณ และจำนวนครั้งที่ใช้?

การลงทุนกับ Body Oil ถือว่าคุ้มค่า เพราะใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อย (ไม่กี่หยดต่อส่วน) ขวดขนาด 100 ml สามารถใช้ได้นาน 2-3 เดือน หากใช้ทุกวัน แนะนำขวดใหญ่ปริมาณ 200 ml ขึ้นไป แต่หากใช้เฉพาะออกงาน ขวดเล็ก 50-100 ml ก็เพียงพอ

 

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Body Oil

ทาบอดี้ออยล์ตอนไหนดีที่สุด?

หลังอาบน้ำทันทีขณะผิวหมาด คือช่วงเวลาที่ผิวเปิดรับการบำรุงและกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีที่สุด

คนผิวมันใช้ Body Oil ได้ไหม?

ใช้ได้ แต่ควรเลือกประเภท Dry Oil และลดปริมาณการใช้ลง หรือทาเฉพาะจุดที่แห้งกร้าน เช่น ข้อศอก หัวเข่า

Body Oil ทำให้ขนยาวขึ้นจริงไหม?

ไม่เป็นความจริง น้ำมันทาผิวไม่มีผลต่อฮอร์โมนหรือกระตุ้นรากขนให้ยาวขึ้นแต่อย่างใด

ออยล์ทาผิวหมดอายุตอนไหน?

เมื่อเปิดขวดแล้ว ควรใช้ให้หมดภายใน 6-12 เดือน หากกลิ่นเปลี่ยนไป มีกลิ่นหืน หรือสีเปลี่ยน ควรหยุดใช้ทันที

Body Oil ไม่ใช่ไอเทมที่ต้องกังวลเรื่องความเหนอะหนะอีกต่อไป หากรู้จักเลือก Texture ให้เหมาะกับผิวและทาตอนผิวหมาด คุณก็สามารถโบกมือลาความแห้งกร้าน แล้วเปิดรับผิวเนียนนุ่ม ฉ่ำโกลว์ พร้อมกลิ่นหอมมีเสน่ห์ อัปเกรดรูทีนดูแลผิววันนี้ และอย่าลืมบริหารการใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดด้วยสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิต KTC เพื่อความคุ้มค่าที่สุดในทุกไลฟ์สไตล์ของคุณครับ!