ในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน คนทำงานทั้งหลายต่างเริ่มค้นหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพตัวเองเพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้น คิดไวขึ้น และมีพลังงานตลอดวัน โดยหนึ่งในแนวคิดที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นก็คือ “Biohacking” หรือ การปรับร่างกายและสมองให้ทำงานได้เต็มศักยภาพ ผ่านการเลือกรับประทานอาหาร พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการดูแลสุขภาพอย่างเป็นระบบเหมาะสมกับตนเอง

สำหรับบางคนอาจจะคิดว่า Biohacking เป็นเรื่องไกลตัว หรือเหมาะกับสายสุขภาพเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว คนทำงานทั่วไปก็สามารถเริ่มต้นดูแลตนเองด้วยแนวคิดนี้ได้ง่าย ๆ ทั้งยังให้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์จริงกับการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในเรื่องของสมาธิ การให้มีความสนใจจดจ่อ และการมีพลังงานในการทำงาน

 

Biohacking คืออะไร? ทำไมคนทำงานถึงสนใจ

Biohacking คือ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยการเลือกรับประทานอาหาร และการใช้งานเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของร่างกายและสมอง ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ ที่จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพตนเองให้ก้าวทันโลกการทำงานปัจจุบัน ที่ไม่ได้ต้องการแค่คนขยัน แต่ยังต้องการคนที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

การประชุมทั้งวัน การคิดวิเคราะห์ การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน หรือการต้องตัดสินใจให้รวดเร็ว ล้วนต้องใช้พลังงานสมองอย่างมหาศาลทั้งสิ้น ซึ่งหากร่างกายไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ดีเพียงพอ ก็อาจส่งผลให้เกิดอาการล้า สมาธิสั้น หรือรู้สึกท้อแท้กับการทำงานได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ Biohacking จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสุขภาพทั่ว ๆ ไป แต่เป็นการลงทุนกับศักยภาพของตัวเองเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ดีขึ้นในระยะยาว

 

ปัญหาการทำงาน ที่ Biohacking ช่วยได้

สำหรับปัญหาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานที่เหล่าคนทำงานทุกคนต่างต้องเคยเจอ มีดังนี้

สมองล้า คิดงานไม่ออก

ตั้งแต่บ่ายโมงถึงสามโมง เป็นช่วงเวลาที่หลายคนมักจะรู้สึกหัวตัน สมองล้า ไม่ว่าจะมองหน้าจอนานแค่ไหน ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นพิมพ์อะไร หรือควรทำอย่างไรให้งานสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งอาการนี้มีชื่อเรียกว่า “Afternoon Slump” ภาวะที่ร่างกายและสมองเกิดอาการอ่อนล้า ไม่มีพลังงานในการทำสิ่งต่าง ๆ และรู้สึกง่วงนอน ซึ่งมักเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่ผันผวนหลังมื้อเที่ยง รวมกับการที่สมองถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เช้า

ง่วงระหว่างวัน

มีคนทำงานจำนวนไม่น้อยที่จำเป็นต้องกินกาแฟอย่างน้อย 2 - 3 แก้วต่อวัน เพื่อให้มีพละพลัง และต่อสู้กับความง่วงที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน แม้กาแฟจะเป็นตัวช่วยที่ดี แต่กาแฟกลับไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และทำได้เพียงระงับความง่วงไว้ชั่วคราว ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลับมาง่วงอีกครั้ง

ไม่จดจ่อกับการทำงาน

ชีวิตการทำงานที่ต้องทำหลายสิ่งหลายอย่างไปพร้อม ๆ กัน การจดจ่อกับงานชิ้นเดียวนาน ๆ จึงเป็นเรื่องยาก ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสภาพแวดล้อมการทำงานที่คล้ายจะบังคับให้ต้องทำงานหลายอย่างควบคู่กันไป แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะปัญหาระดับ Neurotransmitter ในสมองที่ไม่สมดุล ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากพฤติกรรมการกินและประเภทอาหาร

ความเครียดสะสม

Cortisol หรือ ฮอร์โมนความเครียดที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากการทำงานที่ไม่ได้หยุดพัก ซึ่งความเครียดเรื้อรังนี้จะส่งผลต่อทั้งสมอง ฮอร์โมน และคุณภาพการนอน ทำให้นอนไม่หลับ กินไม่อิ่ม และประสิทธิภาพการทำงานลดลงโดยไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ดี เมื่อร่างกายและสมองได้รับการดูแลที่เหมาะสมเพียงพอ จะรู้สึกได้ว่าสภาพร่างกายโดยรวมดีขึ้น มีพลังงานมากขึ้น คิดงานลื่นไหลมากขึ้น และจัดการชีวิตได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

อาหารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสมอง (Brain Food)

ด้วยความที่สมองใช้พลังงานราว 20% ของพลังงานทั้งหมดในร่างกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาหารที่ดีจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง โดยอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง มีดังนี้

1. โปรตีนคุณภาพสูง

โปรตีนเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) เช่น Dopamine หรือ สารสื่อประสาทที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหว การสร้างความสุขและความรัก, Serotonin หรือ สารสื่อประสาทที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก และการรับรู้ และ Acetylcholine หรือ สารสื่อประสาทที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อ และลดอัตราการเต้นของหัวใจ

ซึ่งแหล่งโปรตีนที่เป็นประโยชน์ต่อสมอง ได้แก่ ไข่ โดยเฉพาะไข่แดงที่อุดมไปด้วย Choline, ปลา, เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน, ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ ดังนั้นการรับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ โดยเฉพาะกับมื้อเช้าที่เป็นมื้อสำคัญที่สุด

2. ไขมันดี

สมองของมนุษย์ประกอบไปด้วยไขมันเกือบ 60% โดยเฉพาะ DHA ซึ่งเป็นกรดไขมัน Omega-3 ที่พบมากในปลาทะเลน้ำลึก อาโวคาโด ถั่ววอลนัท และน้ำมันมะกอก และการรับประทานไขมันดี เช่น Omega-3 ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จะช่วยเสริมความยืดหยุ่นของเยื่อหุ้มเซลล์สมอง ทำให้การส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น


3. คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

กลูโคส เป็นแหล่งพลังงานหลักของสมอง แต่ไม่ใช่กลูโคสจากน้ำตาลขัดขาวหรือขนมหวาน เพราะน้ำตาลเหล่านั้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงและดิ่งลง เป็นผลให้สมองทำงานไม่สม่ำเสมอ ซึ่งจะแตกต่างจากคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจากข้าวกล้อง ขนมปังโฮลเกรน มันเทศ และธัญพืชต่าง ๆ ที่ให้พลังงานแก่ร่างกายได้อย่างยาวนานและสม่ำเสมอตลอดวัน

4. ผักผลไม้ต้านอนุมูลอิสระ

Oxidative Stress หรือ ภาวะเครียดออกซิเดชัน เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะการเสื่อมของเซลล์สมอง สารต้านอนุมูลอิสระจากผักและผลไม้หลากสี เช่น บลูเบอร์รี่ ผักใบเขียวเข้ม มะเขือเทศ และบรอกโคลี มีคุณประโยชน์ในการช่วยปกป้องเซลล์สมองจากความเสียหายที่เกิดจากภาวะเครียดออกซิเดชันได้

 

อาหารเสริมที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนทำงาน

เมื่อจำเป็นต้องใช้สมองและร่างกายทำงานอย่างหนักในทุก ๆ วัน การรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อต่อวัน และครบ 5 หมู่ รวมถึงรับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง อย่างโปรตีน ไขมันดี คาร์โบไฮเดรต รวมถึงผักผลไม้หลากสี ก็อาจจะยังไม่เพียงพอ ซึ่งอาหารเสริมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรับประทานอาหารที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของร่างกายและสมอง แต่การจะเลือกรับประทานอาหารเสริมนั้นก็จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วนว่า อาหารเสริมนั้น ๆ มีคุณประโยชน์อย่างไร และเหมาะกับใคร ไม่ใช่เพียงรับประทานตามกระแส หรือเชื่อตามคำแนะนำของคนทั่วไป ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ

1. Omega-3

หากคุณเป็นคนที่ไม่ได้รับประทานปลาทะเลน้ำลึกเป็นประจำ อย่างน้อย 2 - 3 ครั้งต่อสัปดาห์ การรับประทานอาหารเสริมจำพวก Omega-3 จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมอย่างมาก เพราะ DHA หรือ กรดโดโคซาเฮกซาเอโนอิก ที่มีอยู่ใน Omega-3 มีส่วนช่วยในการลดการอักเสบในสมอง ส่งเสริมความจำดี และอาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า และภาวะเครียดได้อีกด้วย

นอกจากนี้ EPA หรือ กรดไอโคซาเพนตาอีโนอิก ที่มีอยู่ใน Omega-3 ก็มีส่วนช่วยในการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ลดการอักเสบในร่างกาย ทั้งยังลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวกับสมองได้ด้วย

2. วิตามินบีรวม

วิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) โดยเฉพาะวิตามิน B6, B9 (Folate) และ B12 มีบทบาทสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) และการทำงานของระบบประสาท คนที่กินเจ คนที่ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย หรือคนที่ใช้ชีวิตภายใต้ความเครียดสูง มักมีระดับวิตามินบีต่ำกว่าปกติ ส่งผลให้รู้สึกเกิดความเหนื่อยล้าได้ง่าย ความจำถดถอย และมีอารมณ์แปรปรวน

3. แมกนีเซียม

แมกนีเซียม (Magnesium) เป็นแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับกว่า 300 ปฏิกิริยาทางชีวเคมีในร่างกาย รวมถึงการควบคุมการนอนหลับ ลดความเครียด และเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อประสาท และเมื่อใดที่ระดับแมกนีเซียมต่ำก็อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน และไมเกรน ดังนั้นการรับประทานแมกนีเซียม ที่ดูดซึมได้ดี จะช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น และตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่น

4. Adaptogens (สมุนไพรปรับสมดุล)

อะแดปโทเจน หรือชื่อภาษาอังกฤษ Adaptogens เป็นกลุ่มสารสกัดจากพืชและสมุนไพรธรรมชาติที่ช่วยปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ ซึ่งสมุนไพรอย่าง Ashwagandha, Rhodiola Rosea และ Lion's Mane Mushroom ก็กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในวงการ Biohacking เพราะมีสรรพคุณช่วยให้ร่างกายสามารถปรับตัวกับความเครียดได้ดีขึ้น โดยเฉพาะ Lion's Mane ที่มีงานวิจัยเบื้องต้นชี้ว่า อาจช่วยกระตุ้นการสร้าง Nerve Growth Factor (NGF) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และการจดจำได้ด้วย

ทั้งนี้ การรับประทานอาหารเสริมให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่จำเป็นต้องรับประทานให้ครบทั้งหมดในข้างต้น แต่สามารถเริ่มได้จากการรับประทานอาหารเสริมที่จำเป็นต่อร่างกายของตนเองมากที่สุด อาจพิจารณาเลือกจากคุณประโยชน์ หรือสิ่งร่างกายขาดมากที่สุดก็ได้เช่นกัน จากนั้นก็คอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตนเอง ก่อนจะค่อย ๆ รับประทานอาหารเสริมประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติม

 

วิธี Biohacking แบบง่ายๆ ที่เริ่มได้ทันที

สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้น Biohacking ด้วยตนเอง โดยยังไม่ต้องการพึ่งพาการรับประทานอาหารเสริม หรือยังไม่มีงบเพียงพอที่จะ Biohacking อย่างเต็มรูปแบบ สามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. ดื่มน้ำให้พอ

ด้วยเหตุที่สมองประกอบด้วยน้ำราว 73 - 80% การเกิดภาวะขาดน้ำแม้เพียง 1 - 2% สามารถก่อให้เกิดผลเสียแก่ร่างกาย เช่น สมาธิลดลง ความจำระยะสั้นแย่ลง รวมถึงอารมณ์แปรปรวนง่ายขึ้น และจากรูปแบบการทำงาน และความรับผิดชอบต่องาน ทำให้คนทำงานส่วนใหญ่ดื่มน้ำน้อยโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป้าหมายง่าย ๆ ของการ Biohacking ด้วยตนเอง วิธีแรกก็คือการดื่มน้ำให้ได้ 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยอาจตั้งแก้วน้ำไว้หน้าคอมพิวเตอร์ให้เห็นตลอดเวลา และหมั่นเตือนตนเองให้จิบน้ำให้บ่อยมากขึ้น

2. นอนหลับให้มีคุณภาพ

การนอนหลับให้มีคุณภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะความยาวนานในการนอน แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับระดับความลึกของการนอนหลับ ที่เมื่อได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพ หลังจากตื่นมาก็จะรู้สึกสดชื่น ไม่อ่อนเพลียระหว่างวัน โดยควรนอนให้เพียงพอในเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน ลดการใช้หน้าจอก่อนนอน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการพักผ่อน เพื่อช่วยให้สมองทำงานได้ดี อารมณ์สมดุล และมีพลังในการใช้ชีวิตมากขึ้น

3. จัดเวลาอาหาร

Time-Restricted Eating (TRE) หรือการกำหนดเวลาในการรับประทานอาหาร เช่น รับประทานภายใน 8 - 10 ชั่วโมง และจะไม่รับประทานอะไรอีกหลังผ่านช่วงเวลานั้นไป ซึ่งรูปแบบการจัดเวลาอาหารเช่นนี้ช่วยให้ร่างกายมีเวลาพักฟื้นและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อย่างเต็มที่ในช่วงที่งดรับประทานอาหาร สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องทำตามแบบแผนนี้อย่างเคร่งครัดจนเกินไป แต่เพียงต้องพยายามเลี่ยงการรับประทานมื้อดึกหลังสี่ทุ่มและพยายามรับประทานมื้อเช้าไม่เกินสิบโมง

4. ลดน้ำตาล / คาเฟอีนเกินขนาด

การรับประทานน้ำตาลที่มากเกินความต้องการต่อวันของร่างกาย จะเป็นการกระตุ้นโดปามีน (Dopamine) ให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็จะตามมาด้วยภาวะโดปามีนตกฮวบที่ทำให้การจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ แย่ลง ซึ่งเป็นผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก

ขณะที่การรับประทานคาเฟอีนในปริมาณเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับกาแฟ 4 แก้ว อาจทำให้เกิดความวิตกกังวล ประสบปัญหานอนหลับยาก และเกิดภาวะอยากอาหารที่ทำให้ต้องกินมากขึ้นเรื่อย ๆ หากสามารถลดกาแฟให้เหลือเพียง 1 - 2 แก้ว ก่อนช่วงเวลาบ่ายสอง คุณภาพการนอนหลับก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น และพลังงานโดยรวมของร่างกายก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นเช่นกัน


Biohacking ช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นจริงไหม

แน่นอนว่าคนทำงานทั้งหลายที่เริ่มหันมาดูแลตัวเองด้วยการ Biohacking ต่างก็หวังให้เกิดผลดีต่อสภาพร่างกายและจิตใจ รวมถึงหวังว่าจะสามารถส่งผลดีต่อไปยังประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นด้วย ในแง่มุมของการช่วยลดความเหนื่อยล้าในระหว่างทำงาน การช่วยเพิ่มความจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ และกระตุ้นความตื่นตัวของร่างกาย

โฟกัสดีขึ้น หรือจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ ได้นานขึ้น

เมื่อสมองได้รับสารอาหารที่ต้องการอย่างครบถ้วนและเพียงพอ และมีระดับอะเซทิลโคลีน (Acetylcholine หรือ ACh) และโดปามีน (Dopamine) ที่สมดุล จะช่วยให้คุณสามารถจดจ่อกับงานได้นานขึ้นโดยไม่ต้องฝืน และไม่เกิดอาการสมองล้า

ลดความเหนื่อยล้า

Biohacking ช่วยขจัดปัญหาความเหนื่อยล้าเรื้อรังที่จากภายในได้อย่างดี ไม่ใช่เพียงแค่ความเหนื่อยจากการทำงานหนักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเหนื่อยล้าที่เกิดจากการที่ร่างกายและสมองไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการอย่างเพียงพอด้วย ซึ่งเมื่อเติมเต็มสิ่งเหล่านั้นให้กับร่างกายอย่างพอเหมาะพอดีแล้ว พลังงานโดยรวมของร่างกายก็จะเพิ่มขึ้น แม้จะต้องทำงานหนักเท่าเดิม แต่ความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นจะไม่เท่าเดิม อาจน้อยลงหรือไม่หลงเหลืออยู่เลย

เพิ่มประสิทธิภาพ (Productivity)

Productivity หรือ ความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ แท้จริงนั้นไม่ได้ประเมินจากจำนวนชั่วโมงในการทำงาน แต่จะประเมินจากคุณภาพของผลลัพธ์ ซึ่งสมองที่ได้รับการดูแลอย่างดีจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีประสิทธิภาพได้มากกว่าสมองที่มีแต่ความเหนื่อยล้า

 

วางแผนงบ Biohacking อย่างไร ไม่ให้กระทบเงินเดือน

แนวคิดการดูแลตัวเอง ด้วย Biohacking ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายราคาแพงเสมอไป เพราะหากมีการวางแผนที่ดี และมีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงที่จะทำตามแผนนั้นให้สำเร็จ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสภาพร่างกายและจิตใจเท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อกระเป๋าเงินและการบริหารจัดการเงินด้วย ซึ่งการวางแผนงบ Biohacking ให้ไม่กระทบเงินเดือน มีรายละเอียดเป็นดังนี้

1. ตั้งงบสุขภาพรายเดือน

เริ่มต้นโดยการพิจารณาตนเองว่า พร้อมลงทุนเพื่อสุขภาพเดือนละเท่าไหร่ แม้จะเป็นเพียงแค่ 500 - 1,000 บาทต่อเดือน ก็สามารถครอบคลุมแผนการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานที่ดีได้ และอาจเหลือเพียงพอสำหรับการเลือกซื้ออาหารเสริมที่จำเป็นต่อร่างกายที่สุดได้อีกด้วย ซึ่งการตั้งงบประมาณไว้ให้ชัดเจนจะเป็นการตีกรอบให้คุณเลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่ซื้อทุกอย่างที่โฆษณาบอกว่าดี

2. เลือกซื้อแค่สิ่งที่จำเป็น

การลำดับความสำคัญตามผลลัพธ์และราคาก็เป็นสิ่งที่จำเป็น คุณไม่สามารถเลือกรับประทานอาหารทุกอย่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้ และคุณก็ไม่สามารถเลือกซื้ออาหารเสริม หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดูแลสุขภาพได้เช่นกัน ดังนั้นการจัดลำดับความสำคัญในแบบฉบับของตนเอง และเลือกเพียงสิ่งที่จำเป็นต่อคุณจริง ๆ จะช่วยให้การดูแลสุขภาพด้วย Biohacking ไม่ใช่การดูแลสุขภาพที่ไกลตัวและต้องใช้งบประมาณมาก

3. ไม่ตามกระแสจนเกินไป

ในยุคที่ไม่ว่าใครต่างก็หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น แบรนด์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นมากมายตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งการเลือกซื้ออาหารเสริมหรืออุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ตามกระแส หรือตามคำแนะนำของเหล่าคนดังไปเสียทุกอย่าง จึงไม่ใช่เรื่องดี และอาจทำให้ต้องเสียเงินโดยใช่เหตุอีกด้วย การพิจารณาเลือกซื้อเพียงแค่บางอย่างที่ศึกษามาแล้วว่า ดีจริง และมีผลการวิจัยรองรับ ก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง จะช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการงบเพื่อสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น

ใช้บัตรเครดิตอย่างไร ช่วยให้การลงทุนกับสุขภาพคุ้มค่ายิ่งขึ้น

การดูแลสุขภาพไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเพียงชั่วคราว แต่คือการลงทุนระยะยาวที่ต้องทำต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหมายความว่า การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอย่างมีระบบและเป็นแบบแผน จะช่วยให้คุณสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างดีต่อเนื่อง โดยไม่กระทบการเงินส่วนอื่น ๆ

1. ใช้บัตรเครดิตจ่ายค่าอาหารเพื่อสุขภาพ / อาหารเสริม

ค่าอาหารเสริมที่ต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ รวมถึงค่าวัตถุดิบอาหารเพื่อสุขภาพที่หาซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ต หรือค่าอาหารออร์แกนิกจากร้านอาหารชื่อดัง ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ และการจ่ายผ่านบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นส่วนลด หรือได้รับคะแนนสะสมจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายออกไปได้รับความคุ้มค่ากลับคืนมา โดยเฉพาะบัตรเครดิต KTC ที่มีโปรโมชั่นร่วมกับซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้ไม่ว่าจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอีกมากน้อยเท่าใด ก็จะได้รับความคุ้มค่ากลับคืนอย่างแน่นอน  

2. ใช้บัตรเครดิตจ่ายค่าคอร์สฟิตเนส และโปรแกรมเพื่อสุขภาพ

บรรดาค่าฟิตเนสรายเดือน คอร์สโภชนาการออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันติดตามผลสุขภาพ ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นประจำในทุกเดือน ที่สามารถเลือกชำระผ่านบัตรเครดิตได้ รวมถึงบัตรเครดิต KTC ซึ่งการชำระด้วยเครดิตนี้จะทำให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์จากโปรโมชั่น เช่น การแลกคะแนนรับส่วนลด คอร์สทดลองฟรี และเครดิตเงินคืน และในขณะเดียวกันก็จะได้รับคะแนน KTC FOREVER ที่สามารถสะสมเพื่อใช้รับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ในอนาคตต่อไปได้อีก

3. ใช้บัตรเครดิตเพื่อรับโปรโมชั่นผ่อน 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการ

ในบางครั้งการลงทุนเพื่อสุขภาพอาจเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ เช่น ค่าอุปกรณ์ออกกำลังกาย หรือแพ็กเกจตรวจสุขภาพ ซึ่งการมีโปรโมชั่นผ่อน 0% ที่ร้านค้าที่ร่วมรายการกับบัตรเครดิต จะช่วยให้คุณสามารถลงทุนเพื่อสุขภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ โดยไม่กระทบกับสภาพคล่องรายเดือน

บัตรเครดิต KTC เป็นหนึ่งในตัวช่วยทางการเงินที่น่าสนใจ สำหรับคนที่ต้องการใช้บัตรเครดิตเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุขภาพ ด้วยคะแนน KTC FOREVER ที่สะสมได้ไม่จำกัดและคะแนนไม่มีวันหมดอายุ ทำให้ทุกค่าใช้จ่ายเพื่ออาหารคลีน อาหารเสริม ฟิตเนส หรือโปรแกรมเพื่อสุขภาพ ล้วนได้รับคะแนนสะสมที่สามารถนำมาแลกรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ ช่วยให้การลงทุนกับสุขภาพคุ้มค่าขึ้นในทุกครั้งที่จ่าย

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Biohacking (FAQ)

Q : Biohacking ต้องใช้งบเยอะไหม?

A : Biohacking ไม่จำเป็นต้องใช้งบเยอะเสมอไป เพราะการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน อย่างการนอนให้มีคุณภาพ ดื่มน้ำให้เพียงพอ จัดเวลาอาหาร และลดรับประทานน้ำตาลและคาเฟอีนเกินความจำเป็นต่อร่างกาย ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยงบเพิ่มเติมใด ๆ แต่หากต้องการรับประทานอาหารเสริมเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็ไม่สูงมาก โดยอาจเลือกซื้อเพียงอาหารเสริมที่จำเป็นต่อร่างกายมากที่สุดเท่านั้น เพื่อเป็นการควบคุมงบ

 

Q : อาหารเสริมจำเป็นแค่ไหน?

A : ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการกินของแต่ละบุคคล หากกินอาหารหลากหลายครบทุกหมู่ และรับประทานครบ 3 มื้ออย่างสม่ำเสมอ อาหารเสริมก็อาจจะไม่จำเป็นมากนัก แต่สำหรับคนทำงานที่กินอาหารไม่สม่ำเสมอ อยู่ภายใต้ความเครียดสูง หรือไม่ค่อยได้กินปลาทะเลที่มีคุณประโยชน์ที่จำเป็นต่อร่างกาย อาหารเสริมอย่างเช่น Omega-3 ก็จะเป็นสิ่งจำเป็น

 

Q : Biohacking ควรเริ่มต้นจากอะไรดีที่สุด?

A : เริ่มจากการนอนให้มีคุณภาพเป็นอันดับแรก เพราะการนอนหลับที่มีคุณภาพ 7 - 8 ชั่วโมงต่อคืน จะส่งผลดีต่อสมองและร่างกายมากกว่าการรับประทานอาหารเสริมราคาแพงทุกชนิดรวมกัน จากนั้นก็ปรับอาหาร ดื่มน้ำให้เพียงพอ แล้วจึงค่อยพิจารณาเรื่องอาหารเสริมตามลำดับ

 

Q : ใช้บัตรเครดิตจ่ายค่าดูแลสุขภาพ ถือว่าคุ้มไหม?

A : การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อเลือกบัตรเครดิตตอบโจทย์หมวดหมู่รายจ่ายของตนเอง และมีการวางแผนที่จะชำระคืนเต็มจำนวนและตรงเวลาทุกเดือน ค่าอาหารเพื่อสุขภาพ ค่าอาหารเสริม และค่าฟิตเนส ก็สามารถประหยัดได้มากยิ่งขึ้นจากการใช้โปรโมชั่นบัตรเครดิต และคุ้มค่าได้มากกว่าเดิมจากการได้รับคะแนนสะสมที่สามารถนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ได้

 

ในโลกของการทำงานยุคใหม่ที่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การจดจ่อ และการรับมือกับความเครียด เปรียบเสมือนทักษะที่มีมูลค่า ค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลสมองและร่างกายให้พร้อมต่อการทำงานอยู่เสมอ จึงไม่ใช่เรื่องที่ฟุ่มเฟือย แต่คือแผนการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด และ Biohacking ก็เป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์ และจะดียิ่งขึ้นหากเลือกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC ที่มีโปรโมชั่นมากมาย และครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพ เพราะนอกจากผลลัพธ์ที่เกิดกับสุขภาพกายและสุขภาพใจแล้ว ทุกการใช้จ่ายยังได้รับความคุ้มค่ากลับคืน จากคะแนน KTC FOREVER ที่จะได้รับทันที 1 คะแนน KTC FOREVER เมื่อมีการใช้จ่ายครบ 25 บาท สะสมได้ไม่จำกัด และคะแนนไม่มีวันหมดอายุ สมัครบัตรเครดิต KTC ออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา  ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า

 

ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC