การผ่อนสินค้าในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้บัตรผ่อนสินค้าเพียงเท่านั้น เพราะบริการจาก “แอปผ่อนของ” หรือ “Buy Now Pay Later (BNPL)” ได้เข้ามาเป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่ซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำ สามารถใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ทั้งยังสามารถแบ่งชำระค่าใช้จ่ายออกเป็นงวดได้ และแม้ว่าแอปพลิเคชันผ่อนของและบัตรผ่อนสินค้าต่างจะช่วยให้สามารถแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ได้เหมือนกัน แต่ทั้งสองเครื่องมือการใช้จ่ายก็มีความแตกต่างกันในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขการสมัคร วงเงินที่ได้รับ สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ความยืดหยุ่นในการใช้งาน และความเสี่ยงด้านการเงินที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจสมัคร
ในบทความนี้ KTC จึงอยากพาผู้อ่านทุกคนไปทำความเข้าใจว่า แอปพลิเคชันผ่อนของกับบัตรผ่อนสินค้ามีความแตกต่างกันอย่างไร มีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง และในปี 2569 ทางเลือกผ่อนแบบไหนที่เหมาะกับคุณและมอบความคุ้มค่ากลับคืนจากการใช้จ่ายได้มากที่สุด
แอปผ่อนของคืออะไร และต่างจากการใช้บัตรผ่อนสินค้าอย่างไร?
“แอปพลิเคชันผ่อนของ” หรือ “แอปผ่อนของ” คือ บริการที่ให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าก่อน จากนั้นจึงค่อยชำระคืนเป็นงวดผ่านแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยวงเงินการซื้อสินค้ามักเป็นวงเงินที่ผู้ให้บริการกำหนดขึ้นเฉพาะสำหรับการซื้อสินค้าผ่านร้านค้าหรือแพลตฟอร์มที่เข้าร่วมรายการเท่านั้น ทำให้จึงอาจมีข้อจำกัดด้านร้านค้าที่สามารถใช้งานได้และสินค้าที่เข้าร่วมรายการผ่อน ทั้งนี้ เงื่อนไขการใช้งาน วิธีการสมัคร คุณสมบัติผู้สมัคร เอกสารประกอบการสมัคร และรูปแบบการชำระคืน จะเป็นไปตามที่แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มนั้น ๆ กำหนด
ขณะที่ “บัตรผ่อนสินค้า” หรือ การใช้บัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตในการผ่อนสินค้า เป็นการใช้วงเงินบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดเพื่อซื้อสินค้าจากหน้าร้านค้าและช่องทางออนไลน์ จากนั้นจึงเปลี่ยนยอดใช้จ่ายเต็มจำนวนเป็นการผ่อนชำระรายงวดเดือนตามเงื่อนไขของร้านค้าหรือธนาคาร/สถาบันการเงินผู้ออกบัตร ซึ่งก็จะมีทั้งรูปแบบของการซื้อสินค้าโดยใช้โปรโมชั่นผ่อน 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการ สำหรับบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต และการซื้อสินค้าโดยนำยอดเต็มจำนวนมาเปลี่ยนเป็นยอดผ่อนชำระรายเดือนด้วยตนเองของบัตรเครดิต โดยที่จะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขกำหนด
ด้วยความแพร่หลายของการใช้จ่ายออนไลน์และการใช้เครื่องมือทางการเงินของคนยุคใหม่ การผ่อนสินค้าผ่านบริการ Buy Now Pay Later (BNPL) และการผ่อนสินค้าผ่านบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต จึงเป็นทางเลือกการผ่อนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี แม้ว่าแอปผ่อนของจะเป็นอีกทางเลือกการผ่อนที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน แต่ด้วยการเป็นบริการที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่และการมีเงื่อนไขการใช้งานที่แตกต่างจากบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตที่หลายคนคุ้นเคยกันดี ผู้บริโภคจึงควรศึกษารายละเอียดเรื่องอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขการชำระเงินของแต่ละผู้ให้บริการอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการผ่อนสินค้าได้โดยไม่ก่อให้เกิดหนี้
BNPL หรือ Buy Now Pay Later คืออะไร?
BNPL หรือที่ย่อมาจาก Buy Now Pay Later คือรูปแบบบริการทางการเงินที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภค “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” โดยผู้ให้บริการจะเป็นตัวกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการให้ร้านค้านั้น ๆ ก่อน จากนั้นผู้ซื้อจึงค่อยทยอยชำระคืนเป็นงวดตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งบริการ BNPL ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทยก็จะได้แก่ SPayLater บริการจากแอปพลิเคชัน Shopee, LazPayLater บริการจากแอปพลิเคชัน Lazada และ TikTok PayLater บริการจากแอปพลิเคชัน TikTok
ความโดดเด่นของบริการ BNPL ก็คือการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในครั้งเดียว โดยเปลี่ยนให้เป็นรายจ่ายรายเดือนที่เบาลง ภาระหนี้ไม่สูง สามารถบริหารจัดการสภาพคล่องได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องซื้อสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที หรือเฟอร์นิเจอร์
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริการ BNPL ในประเทศไทย ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยหลายด้าน เช่น
- สมัครและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือได้
- ขั้นตอนใช้งานไม่ซับซ้อน
- ผูกกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหรือร้านค้าออนไลน์
- แสดงยอดผ่อนรายเดือนอย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อ
- เพิ่มทางเลือกการผ่อนสินค้า
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการผ่อนสินค้าผ่านแอปผ่อนของจะเป็นอีกทางเลือกการผ่อนในกรณีที่ไม่ต้องการใช้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด แต่ผู้บริโภคควรตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเลือกผ่อนระยะยาว ค่าธรรมเนียมที่จะเกิดขึ้นจากการชำระล่าช้า และค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ ก่อนใช้บริการผ่อนกับแอปผ่อนของทุกครั้ง
บัตรผ่อนสินค้าคืออะไร?
การใช้บัตรผ่อนสินค้า คือ การใช้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดในการผ่อนสินค้าและบริการกับร้านค้าที่ร่วมรายการโปรโมชั่น โดนจะเป็นในรูปแบบของการนำวงเงินบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้าเต็มจำนวน จากนั้นแบ่งยอดใช้จ่ายออกเป็นรายงวดเดือนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้โปรโมชั่น ซึ่งสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ดังนี้
- ผ่อนสินค้าและบริการผ่านโปรโมชั่นผ่อน 0% นาน 10 เดือน กับบัตรเครดิต KTC และการผ่อนสินค้าและบริการ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือน กับบัตรกดเงินสด KTC PROUD ที่ร้านค้าที่ร่วมรายการ
- เปลี่ยนยอดใช้จ่ายเต็มจำนวนเป็นยอดผ่อนชำระรายเดือนในภายหลัง ผ่านแอปพลิเคชันหรือช่องทางของผู้ออกบัตร เช่น บัตรเครดิต KTC ที่ผู้ถือบัตรสามารถเปลี่ยนยอดชำระรายการซื้อสินค้า/บริการ เป็นยอดผ่อนชำระได้ ก่อนวันสรุปรอบบัญชี ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0.74% ต่อเดือน สูงสุด 10 เดือน ง่าย ๆ ผ่านแอป KTC Mobile หรือ KTC EXCLUSIVE SERVICE 02 123 5444 กด 4
จุดเด่นของการใช้บัตรผ่อนสินค้าก็คือ ความยืดหยุ่นด้านการใช้งาน เพราะสามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการได้หลากหลายหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน เฟอร์นิเจอร์ ค่าเดินทาง ประกันภัย หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศตามเงื่อนไขของบัตรนั้น ๆ
อย่างที่ทราบกันดีว่า นอกจากการผ่อนสินค้าและบริการ บัตรเครดิตยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย ทั้งการรูดจ่ายค่าอาหาร ค่าเดินทางด้วยรถสาธารณะ เติมน้ำมัน การจองที่พักและโรงแรมสำหรับทริปท่องเที่ยว รวมไปถึงการซื้อของที่จำเป็นต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งบัตรกดเงินสดก็เช่นกัน
หลายคนอาจเคยเข้าใจว่า บัตรกดเงินสดเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทวงเงินหมุนเวียนที่เหมาะแก่การใช้เบิกถอนเงินสดในยามจำเป็นเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน บัตรกดเงินสดได้ขยายขอบเขตการใช้งานที่ครอบคลุมธุรกรรมทางการเงินที่จำเป็นมากมาย โดยเฉพาะบัตรกดเงินสด KTC PROUD ที่สามารถใช้ทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ได้ดังนี้
- รูดซื้อ ช้อปสะดวกที่ร้านค้า และช้อปออนไลน์ได้ทั่วโลก พร้อมรับโปรโมชั่นพิเศษทั้งปี
- โอนเงินผ่านแอป KTC Mobile ตลอด 24 ชม. รับเงินทันที
- กดเงินที่ตู้ ATM ทั่วไทย ฟรีค่าธรรมเนียม
- ใช้บัตรผ่อนสินค้าและบริการ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือน (เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ)
ดังนั้นแล้ว นอกเหนือจากการใช้บัตรกดเงินสดเป็นบัตรผ่อนสินค้าและเครื่องมือในการเบิกถอนเงินสดแล้ว ผู้ถือบัตรยังสามารถใช้บัตรกดเงินสดเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย เพียงแต่จะต้องใช้วงเงินอย่างเหมาะสม และชำระค่างวดตรงตามกำหนด เพราะการผิดนัดชำระอาจทำให้เกิดดอกเบี้ย ค่าปรับ รวมถึงส่งผลต่อประวัติทางการเงินในระยะยาว ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสำหรับบัตรกดเงินสด KTC PROUD จะอยู่ที่ 20% - 25% ต่อปี
เปรียบเทียบแอปผ่อนของ VS บัตรผ่อนสินค้า ต่างกันอย่างไร?
แอปผ่อนของเหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่มีบัตรเครดิต ที่ต้องการทางเลือกในการผ่อนสินค้าออนไลน์ที่สามารถสมัครได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเดินทางไปยื่นเอกสารที่สาขา ขณะที่บัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตผ่อนสินค้าเหมาะกับผู้ที่มีรายได้ประจำ เจ้าของกิจการ และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ต้องการซื้อสินค้าและบริการพร้อมกับสิทธิประโยชน์จากโปรโมชั่นผ่อน 0% และความหลากหลายในการใช้จ่ายในหลากหลายร้านค้าทั้งที่หน้าร้านและออนไลน์ โดยแอปผ่อนของและบัตรผ่อนสินค้า มีข้อแตกต่างสำคัญที่ควรรู้ ดังนี้
- คุณสมบัติผู้สมัคร
แอปผ่อนและบัตรผ่อนสินค้าจะกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครไว้อย่างแตกต่างกัน โดยบัตรผ่อนสินค้า ทั้งบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตจะมีการระบุคุณสมบัติผู้สมัครไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่อายุ ฐานเงินเดือนหรือรายได้ขั้นต่ำ อายุงาน และเอกสารประกอบการยื่นสมัคร ขณะที่แอปผ่อนของจะเป็นการยื่นสมัครภายในแอปพลิเคชัน โดยการกรอกข้อมูล อัพโหลดสำเนาบัตรประชาชนและรูปถ่ายคู่บัตรประชาชน และเอกสารที่จำเป็นอื่น ๆ ตามที่แต่ละผู้ให้บริการกำหนด โดยจะจำกัดไว้ที่ 1 บัญชีต่อ 1 บัตรประชาชนเท่านั้น (ต่อ 1 แอปพลิเคชัน BNPL)
- วงเงินในการซื้อสินค้า
วงเงินที่จะได้รับในแอปผ่อนของจะขึ้นอยู่กับรายได้ ประวัติการใช้สินเชื่อ และประวัติการชำระคืนสินเชื่อที่ผ่าน ๆ มา ขณะที่วงเงินบัตรผ่อนสินค้า ทั้งบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต มีเป็นไปตามเกณฑ์ฐานรายได้รวมต่อเดือน และสามารถขอเพิ่มวงเงินในภายหลังได้
- ช่องทางในการซื้อสินค้า
แม้ว่าแอปผ่อนของถูกกฎหมายจะมีมากมายหลายแอปพลิเคชันให้เลือกซื้อสินค้า แต่แอปผ่อนของจะเหมาะสำหรับการซื้อสินค้าที่มีจำหน่ายภายในแอปพลิเคชันเท่านั้น ซึ่งจะแตกต่างจากการใช้บัตรผ่อนสินค้าที่ครอบคลุมร้านค้าหลากหลายกว่า เป็นพันธมิตรกับร้านค้าที่น่าเชื่อถือมากมายทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์
- การชำระค่าสินค้าและผ่อนชำระ
แอปผ่อนของจะเหมาะกับการผ่อนสินค้าที่มีมูลค่าไม่สูงมาก เพราะระยะเวลาการผ่อนจะสั้นกว่าบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต ซึ่งระยะเวลาการผ่อนและเงื่อนไขการผ่อน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการ
ด้วยเหตุนี้ แอปผ่อนของจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะกับการซื้อสินค้าในแพลตฟอร์มหรือร้านค้าที่ร่วมรายการกับแอปพลิเคชันนั้น ๆ แต่ในส่วนของบัตรผ่อนสินค้าจะเหมาะกับผู้ที่ต้องการเครื่องมือทางการเงินที่สามารถนำไปใช้ผ่อนสินค้าและบริการได้หลากหลายกว่า ทั้งยังครอบคลุมการทำธุรกรรมทางการเงินอื่น ๆ ด้วย ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้จ่ายระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อดีของแอปผ่อนของ มีอะไรบ้าง?
แอปผ่อนของได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงการผ่อนชำระสินค้าได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่มีบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต หรือยังมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์การสมัครบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต โดยข้อดีของแอปผ่อนของ มีดังนี้
- สมัครง่ายและใช้งานสะดวก : แอปผ่อนของ หรือ BNPL ส่วนใหญ่ ออกแบบมาให้สามารถสมัครใช้งาน ยืนยันตัวตน และซื้อสินค้าและบริการได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน
- เห็นยอดผ่อนต่อเดือนก่อนตัดสินใจซื้อ : ก่อนยืนยันการสั่งซื้อ ผู้ใช้บริการจะเห็นจำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละงวด รวมถึงระยะเวลาการผ่อน ช่วยให้สามารถวางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น
- ซื้อสินค้าออนไลน์ได้สะดวก : บริการ BNPL ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การให้บริการของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้สามารถซื้อและเลือกแบ่งจ่ายได้ทันที
- ช่วยลดภาระการจ่ายเงินก้อน : สำหรับสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง เช่น สมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ไอที การแบ่งชำระเป็นรายเดือนช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัวมากขึ้น และไม่ต้องใช้เงินก้อนในครั้งเดียว
ข้อดีของการใช้บัตรผ่อนสินค้า มีอะไรบ้าง?
แม้ว่าแอปผ่อนของ หรือ บริการ BNPL จะกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่บัตรผ่อนสินค้า ทั้งบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต ก็ยังคงเป็นตัวเลือกหลักของผู้บริโภคจำนวนมาก เนื่องจากให้ทั้งความยืดหยุ่นในการใช้วงเงินและสิทธิประโยชน์ที่หลากหลาย
- ใช้ผ่อนสินค้ากับร้านค้าที่หลากหลาย : บัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตสามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการได้ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ รวมถึงร้านค้าที่ร่วมโปรโมชั่นผ่อน 0% ทำให้มีตัวเลือกมากกว่าการใช้บริการที่จำกัดเฉพาะสินค้าที่มีจำหน่ายในแพลตฟอร์ม
- มีโปรโมชั่นผ่อน 0% กับร้านค้าชั้นนำตลอดทั้งปี : บัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตเข้าร่วมโปรโมชั่นผ่อน 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการในตลอดทั้งปี ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กำหนด
- ได้รับคะแนนสะสมและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม : นอกจากการผ่อนสินค้าแล้ว ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยังได้รับคะแนนสะสม ที่สามารถนำไปแลกรับส่วนลด เครดิตเงินคืน หรือสิทธิพิเศษด้านการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ ซึ่งช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่าย
- ใช้วงเงินได้หลากหลายกว่า : วงเงินบัตรเครดิตไม่ได้จำกัดเฉพาะการซื้อสินค้า แต่ยังสามารถใช้ชำระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ประกันภัย ค่ารักษาพยาบาล หรือบริการออนไลน์ต่าง ๆ ได้ตามเงื่อนไขของร้านค้าและผู้ออกบัตร ขณะที่บัตรกดเงินสดก็สามารถใช้ทำธุรกรรมทางการเงินที่สำคัญได้มากมาย ครอบคลุมการรูด-โอน-กด-ผ่อน
- ช่วยบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างยืดหยุ่น : ผู้ถือบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตสามารถเลือกใช้โปรโมชั่นผ่อน 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการ เพื่อแบ่งยอดใช้จ่ายเต็มจำนวนออกเป็นยอดผ่อนรายเดือน รวมถึงสามารถเปลี่ยนยอดใช้จ่ายเต็มจำนวนออกเป็นยอดผ่อนรายเดือนได้ด้วยตนเองในกรณีที่จำเป็น หรือในช่วงขาดสภาพคล่องทางการเงิน
ข้อเสียของแอปผ่อนของที่หลายคนมองข้ามคืออะไร?
ข้อเสียของแอปผ่อนของ คือ ความรวดเร็วในการสมัครและใช้งานที่อาจทำให้ผู้บริโภคสร้างหนี้เกินตัว ส่งผลให้มีภาระผ่อนหลายรายการพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว แม้ยอดผ่อนแต่ละรายการจะไม่สูง แต่เมื่อรวมกันอาจกระทบสภาพคล่องทางการเงินในเดือนนั้น ๆ หรืออาจรวมถึงในระยะยาวด้วย เพราะแม้บริการ Buy Now Pay Later (BNPL) จะช่วยให้การซื้อสินค้าเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น แต่ความสะดวกนี้ก็อาจกลายเป็นข้อควรระวัง หากใช้งานโดยไม่วางแผนทางการเงิน เพราะการผ่อนสินค้าหลายรายการพร้อมกันอาจส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้มากกว่าที่คิด
ทำไมแอปผ่อนของอาจทำให้เป็นหนี้ง่าย?
หนึ่งในเหตุผลสำคัญ คือ ยอดผ่อนต่อรายการที่ไม่สูงมาก อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าสามารถรับภาระหนี้เหล่านี้ได้ เช่น ยอดผ่อนเดือนละไม่กี่ร้อยบาทต่อสินค้า 1 ชิ้น แต่เมื่อซื้อสินค้าหลายรายการผ่านหลายแอป ยอดผ่อนทั้งหมดอาจรวมกันเป็นเงินหลายพันบาทต่อเดือน ตัวอย่างเช่น หากผ่อนสมาร์ทโฟน หูฟัง และเครื่องใช้ไฟฟ้า จากแอปผ่อนของคนละแอป แม้แต่ละรายการจะมียอดผ่อนเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาท แต่เมื่อรวมกันอาจกลายเป็นภาระหนี้ที่กินสัดส่วนรายได้ในแต่ละเดือนโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ ผู้ใช้บางรายอาจสมัครใช้บริการ BNPL หลายแห่งพร้อมกัน เพราะแต่ละผู้ให้บริการมีวงเงินแยกกัน ส่งผลให้มองไม่เห็นภาพรวมของภาระหนี้ทั้งหมด และเสี่ยงต่อการใช้จ่ายเกินความสามารถในการชำระคืน
วิธีลดความเสี่ยงการสร้างหนี้เกินตัว
- ตั้งงบประมาณสำหรับการผ่อนสินค้าในแต่ละเดือนให้อยู่ในขอบเขตที่สามารถชำระคืนได้จริง
- รวมยอดผ่อนจากทุกแอปผ่อนของไว้ในที่เดียวเพื่อตรวจสอบภาระหนี้ทั้งหมดอยู่เสมอ
- หลีกเลี่ยงการผ่อนสินค้าใหม่เพิ่มเติม หากยังมีหลายรายการที่ยังผ่อนไม่หมด
- ซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็น ไม่ตัดสินใจจากยอดผ่อนรายเดือนเพียงอย่างเดียว
ข้อเสียของการใช้บัตรผ่อนสินค้าที่ควรรู้คืออะไร?
แม้ว่าบัตรผ่อนสินค้าจะมีข้อดีด้านความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายและการมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับมากมาย แต่หากใช้งานโดยขาดการวางแผนทางการเงินที่ดี บัตรผ่อนสินค้าก็อาจสร้างภาระทางการเงินได้เช่นกัน
- ใช้วงเงินเกินความสามารถในการชำระ : การมีวงเงินบัตรเครดิตค่อนข้างสูง อาจทำให้ใช้จ่ายเกินความสามารถในการชำระคืนได้
- วงเงินคงเหลือลดลงระหว่างผ่อน : การผ่อนสินค้าผ่านบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต วงเงินส่วนหนึ่งจะถูกกันไว้ตามราคาจริงของสินค้าและบริการที่ทำรายการผ่อน ทำให้วงเงินคงเหลือสำหรับใช้จ่ายรายการอื่นลดลง ดังนั้น จึงควรวางแผนการใช้วงเงินให้เหมาะสม
แอปผ่อนของกับบัตรผ่อนสินค้า แบบไหนเป็นที่นิยมกว่า?
ปัจจุบัน แอปผ่อนของ หรือ บริการ Buy Now Pay Later (BNPL) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่ซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำ เพราะสมัครง่ายและใช้งานสะดวก แต่หากพิจารณาในแง่มุมของความคุ้มค่า ความยืดหยุ่น และสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้จ่าย บัตรผ่อนสินค้ายังคงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า โดยเฉพาะกับผู้ที่มีรายได้ประจำ เจ้าของกิจการ และผู้ประกอบอาชีพอิสระ
อย่างไรก็ดี การจะตอบว่าทางเลือกผ่อนสินค้าใดที่เป็นที่นิยม และตอบโจทย์การใช้งานได้มากกว่า อาจจำเป็นต้องพิจารณาจากหลากหลายองค์ประกอบรวมกัน เพราะต่างก็ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน และตอบโจทย์ความต้องการในรูปแบบที่หลากหลายแตกต่างกัน
เทคนิคผ่อนสินค้าอย่างไรให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น?
แม้ว่าการผ่อนสินค้าจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้ แต่การผ่อนอย่างไม่มีแบบแผนอาจกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินในระยะยาว ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกใช้แอปผ่อนของหรือบัตรผ่อนสินค้า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การวางแผนก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง และสำหรับผู้ที่เลือกใช้บัตรผ่อนสินค้า เทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้สามารถใช้วงเงินได้อย่างคุ้มค่าและลดความเสี่ยงในการสร้างหนี้เกินตัว
1. เลือกใช้โปรโมชั่นผ่อน 0% เมื่อมีความจำเป็น
หากร้านค้านั้น ๆ มีโปรโมชั่นผ่อน 0% กับบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต การเลือกใช้โปรโมชันดังกล่าวจะช่วยแบ่งชำระค่าสินค้าก้อนใหญ่ออกเป็นยอดผ่อนรายเดือนได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบระยะเวลาการผ่อน ยอดซื้อขั้นต่ำ ดอกเบี้ยในกรณีชำระล่าช้า และเงื่อนไขของรายการส่งเสริมการขายทุกครั้ง
2. คำนวณยอดผ่อนต่อเดือนก่อนรูดบัตร
ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ควรคำนวณรวมภาระผ่อนทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อประเมินว่ายอดผ่อนใหม่จะกระทบต่อค่าใช้จ่ายประจำหรือไม่ เพราะหากยอดผ่อนรวมสูงเกินไป อาจทำให้การบริหารจัดการเงินในแต่ละเดือนตึงตัวโดยไม่จำเป็น
3.ใช้วงเงินเท่าที่จำเป็น
แม้วงเงินบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตอาจสูงกว่าราคาสินค้าที่ต้องการซื้อ แต่ก็ไม่ควรใช้วงเงินจนเต็ม โดยควรเหลือวงเงินสำรองไว้จำนวนหนึ่งสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นหรือเหตุฉุกเฉินในอนาคต รวมถึงเป็นการช่วยรักษาสภาพคล่องในการใช้จ่ายผ่านบัตรได้อีกทางหนึ่งด้วย
4. ชำระค่างวดตรงตามกำหนด
การชำระเงินเต็มจำนวนและตรงเวลาเสมอจะช่วยไม่ให้เกิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าปรับต่าง ๆ รวมถึงเป็นการช่วยรักษาประวัติทางการเงินให้ดี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการขอสินเชื่อหรือสมัครผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ในอนาคต
5.เลือกบัตรผ่อนสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์
บัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มอบสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน การเลือกบัตรที่เหมาะกับพฤติกรรมการใช้จ่าย และไลฟ์สไตล์ทางการเงินของตนเอง ก็จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าได้มากกว่าการพิจารณาเฉพาะโปรโมชั่นผ่อนสินค้า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแอปผ่อนของและบัตรเครดิตผ่อน (FAQ)
Q : BNPL มีดอกเบี้ยหรือไม่?
A : มีดอกเบี้ยตามอัตราที่แต่ละผู้ให้บริการกำหนด
Q : บัตรผ่อนสินค้าสามารถใช้ผ่อนด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% ทุกรายการใช้จ่ายหรือไม่?
A : ไม่เสมอไป เพราะการผ่อน 0% ผ่านบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต มักเป็นการผ่อนผ่านโปรโมชั่นที่ร้านค้าที่ร่วมรายการ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตรวจสอบโปรโมชั่น เงื่อนไขของร้านค้า และเงื่อนไขผู้ออกบัตรก่อนซื้อสินค้าเสมอ
Q : ผ่อนสินค้าหลายรายการพร้อมกันได้หรือไม่?
A : สามารถผ่อนสินค้าหลายรายการพร้อมกันได้ แต่ควรพิจารณาภาระผ่อนรวมต่อเดือนให้เหมาะสมกับรายได้ เพราะแม้แต่ละรายการจะมียอดผ่อนไม่สูง แต่เมื่อรวมกันแล้วอาจกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน
Q : ควรเลือกแอปผ่อนของหรือบัตรผ่อนสินค้าดี?
หากยังไม่มีบัตรเครดิตและต้องการแบ่งชำระค่าสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แอปผ่อนของอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่หากมีบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต รวมถึงมีวินัยในการชำระเงิน การผ่อนผ่านบัตรผ่อนสินค้ามักมีความยืดหยุ่นและมอบสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว
แอปผ่อนของ (BNPL) และ บัตรผ่อนสินค้า ต่างเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มความคล่องตัวทางการเงินทั้งสิ้น เพียงแต่ทั้งสองทางเลือกการผ่อนอาจจะมีจุดเด่นและข้อจำกัดในการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยแอปผ่อนของเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทางเลือกที่สมัครง่าย เป็นผู้ที่ยังไม่มีบัตรเครดิต หรือซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นประจำ ขณะที่บัตรผ่อนสินค้าจะเหมาะกับผู้ที่มีรายได้ประจำ ต้องการใช้วงเงินอย่างยืดหยุ่น พร้อมรับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการผ่อนเท่าที่จำเป็นและสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง ควรคำนวณภาระยอดผ่อนรวมในแต่ละเดือน ศึกษาเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการอย่างละเอียดถี่ถ้วน และชำระเงินคืนเต็มจำนวนตรงตามกำหนด เพื่อให้การผ่อนสินค้าเป็นตัวช่วยในการบริหารสภาพคล่องทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการสร้างภาระหนี้ที่เกินกำลังในอนาคต
สำหรับผู้ที่ต้องการเครื่องมือทางการเงินที่เป็นมากกว่าตัวช่วยในการผ่อนสินค้า บัตรกดเงินสด KTC PROUD ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับแบ่งเบาภาระชำระค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ช่วยในการบริหารสภาพคล่องทางการเงินที่สามารถใช้ช้อปออนไลน์ รูดซื้อสินค้า โอนเงิน และเบิกถอนเงินสดได้ตามความจำเป็น พร้อมโปรโมชั่นผ่อนสินค้าพิเศษกับร้านค้าที่ร่วมรายการ ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือน
บัตรกดเงินสด KTC PROUD สมัครออนไลน์ง่าย ๆ ผ่าน KTC Mobile





