ในช่วงขาดสภาพคล่องที่รายรับไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย หรือมีเหตุจำเป็นให้ต้องใช้เงินก้อนอย่างเร่งด่วน การเปลี่ยนทรัพย์สินที่มีอยู่ให้เป็นเงินสดอาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ และ “โรงรับจำนำ” ก็เป็นหนึ่งในช่องทางที่หลายคนคุ้นเคย เพราะสามารถนำทรัพย์สินไปใช้เป็นหลักประกันเพื่อแลกกับเงินสดได้ โดยไม่ต้องใช้เอกสารจำนวนมากหรือมีผู้ค้ำประกัน แต่ก่อนนำทรัพย์สินไปจำนำควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า โรงรับจำนำทำงานอย่างไร มีโรงรับจำนำกี่ประเภท รับจำนำทรัพย์สินอะไรบ้าง อัตราดอกเบี้ยคิดอย่างไร และหากไม่สามารถไถ่ถอนคืนได้จะเกิดอะไรขึ้น เพราะรายละเอียดเหล่านี้ล้วนมีผลต่อค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงที่ผู้จำนำต้องรับผิดชอบ
ในบทความนี้ KTC จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องโรงรับจำนำตั้งแต่ความหมาย ประเภทของโรงรับจำนำ ทรัพย์สินที่รับจำนำ ขั้นตอนการจำนำ รวมถึงวิธีเลือกร้านจำนำที่ถูกกฎหมายและปลอดภัย เพื่อให้สามารถประเมินทางเลือกได้อย่างรอบคอบ
โรงรับจำนำคืออะไร และทำงานอย่างไร?
โรงรับจำนำ หรือ ร้านจำนำ คือ สถานที่ให้บริการเงินกู้โดยใช้ทรัพย์สินเป็นหลักประกัน ผู้จำนำจะนำสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย เช่น กระเป๋า, เครื่องประดับ และนาฬิกา ไปมอบให้โรงรับจำนำและได้รับเงินตามราคาประเมิน จากนั้นจึงชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเพื่อไถ่ถอนทรัพย์สินคืนภายในระยะเวลาที่กำหนดในตั๋วจำนำ (ตาม พ.ร.บ. โรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 คือ ระยะเวลาจำนำมาตรฐานอยู่ที่ 4 เดือน และมีระยะเวลาผ่อนผันอีก 30 วัน) ซึ่งการจำนำจะแตกต่างจากการขายทรัพย์สิน เพราะกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ยังเป็นของผู้จำนำ และสามารถไถ่ถอนกลับคืนได้ตามเงื่อนไขที่ระบุในตั๋วจำนำ ต่างจากการขายที่กรรมสิทธิ์จะถูกโอนไปยังผู้ซื้อทันที
หากผู้จำนำยังไม่พร้อมชำระเงินต้นทั้งหมดเมื่อครบกำหนด โดยทั่วไปสามารถชำระดอกเบี้ยตามเงื่อนไขเพื่อขยายระยะเวลาการจำนำได้ อย่างไรก็ตาม หากขาดส่งดอกเบี้ยเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทรัพย์สินอาจเข้าสู่กระบวนการหลุดจำนำและตกเป็นสิทธิของผู้รับจำนำตามขั้นตอนทางกฎหมาย
การดำเนินงานของโรงรับจำนำอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎกระทรวงและประกาศที่ออกตามกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การควบคุมอัตราดอกเบี้ยอย่างเคร่งครัด โดยโรงรับจำนำของรัฐ (สถานธนานุเคราะห์/สถานธนานุบาล) มักคิดอัตราดอกเบี้ยที่ 0.25% - 1.25% ต่อเดือน ในขณะที่โรงรับจำนำเอกชนจะคิดดอกเบี้ยเงินต้น 2,000 บาทแรกที่ 2.00% ต่อเดือน และส่วนที่เกินคิด 1.25% ต่อเดือน เพื่อให้การรับจำนำเป็นไปตามกฎหมายและมีการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม
การจำนำต่างจากการขายของอย่างไร?
หลายคนอาจมองว่าการจำนำและการขายเป็นวิธีเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นเงินสดเหมือนกัน แต่ทั้งสองรูปแบบมีความแตกต่างกันที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องกรรมสิทธิ์และโอกาสในการนำทรัพย์สินกลับคืนมา
ดังนั้นอาจกล่าวง่าย ๆ ได้ว่า การจำนำเป็นการนำทรัพย์สินไปค้ำประกันเพื่อขอเงิน และยังมีโอกาสไถ่ถอนคืน ขณะที่การขาย คือ การเปลี่ยนทรัพย์สินเป็นเงินโดยโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อ ซึ่งเท่ากับว่าหากยังต้องการเก็บทรัพย์สินไว้ใช้งานและคาดว่าจะสามารถหาเงินมาไถ่ถอนคืนได้ การจำนำอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่นำมาพิจารณาได้ แต่หากไม่ต้องการทรัพย์สินชิ้นนั้นแล้วและต้องการเงินโดยไม่มีภาระดอกเบี้ย การขายอาจตอบโจทย์มากกว่า
ตั๋วจำนำคืออะไร และทำไมต้องเก็บรักษาไว้?
ตั๋วจำนำ คือ เอกสารสำคัญทางกฎหมายที่โรงรับจำนำออกให้แก่ผู้จำนำเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการทำธุรกรรม โดยระบุรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการจำนำ เช่น
- ชื่อและข้อมูลของผู้จำนำ
- รายละเอียดทรัพย์สินที่นำมาจำนำ
- จำนวนเงินต้นที่ได้รับ
- อัตราดอกเบี้ยและวิธีคิดดอกเบี้ย
- วันที่ทำรายการและวันครบกำหนดไถ่ถอน
- เงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เพราะเหตุนี้ตั๋วจำนำเป็นหลักฐานสำคัญสำหรับใช้ไถ่ถอนทรัพย์สินคืน จึงควรเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัย หากตั๋วจำนำสูญหาย ควรรีบติดต่อโรงรับจำนำเพื่อขอใบแจ้งตั๋วหาย จากนั้นดำเนินการแจ้งความตามขั้นตอนและนำเอกสารกลับมาติดต่อโรงรับจำนำเพื่อดำเนินการต่อ ไม่ว่าจะเป็นการส่งดอกเบี้ยหรือไถ่ถอนทรัพย์สินคืนต่อไป
ใครสามารถนำของไปจำนำได้ และต้องใช้เอกสารประกอบการจำนำอะไรบ้าง?
ผู้ที่ต้องการนำทรัพย์สินไปจำนำต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ผู้จำนำจะต้องมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่ใช่ภิกษุหรือสามเณร โดยเอกสารประกอบการจำนำที่จำเป็นต้องใช้ ได้แก่
- บัตรประจำตัวประชาชน หรือเอกสารแสดงตัวตนที่ราชการออกให้ตามเงื่อนไข
- ทรัพย์สินที่ต้องการนำไปจำนำ
ด้วยความที่การจำนำคือโดยทั่วไปไม่ต้องใช้เอกสารจำนวนมาก ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน และไม่ได้พิจารณาประวัติทางการเงินในลักษณะเดียวกับการขอสินเชื่อบางประเภท ทำให้เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเงินสดในระยะสั้น ประกอบกับการที่ปัจจุบันสถานธนานุเคราะห์ (สธค.) มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการ เช่น การสแกนลายนิ้วมือเพื่อยืนยันตัวตน และบริการส่งประเมินราคาทรัพย์สินออนไลน์เบื้องต้น จึงช่วยให้ผู้ต้องการจำนำสามารถตรวจสอบและเตรียมข้อมูลทรัพย์สินก่อนเข้ารับบริการที่สาขาได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วย
โรงรับจำนำมีกี่แบบ และแต่ละแบบต่างกันอย่างไร?
โรงรับจำนำในประเทศไทยแบ่งตามผู้ดำเนินการได้ 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ “โรงรับจำนำของรัฐ” และ “โรงรับจำนำเอกชน” โดยโรงรับจำนำของรัฐยังสามารถแบ่งออกเป็นอีก 2 หน่วยงานหนัก คือ สถานธนานุเคราะห์ และ สถานธนานุบาล ซึ่งมีผู้ดำเนินงานและรูปแบบการบริหารแตกต่างกัน ขณะที่โรงรับจำนำเอกชนดำเนินธุรกิจโดยภาคเอกชน
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ย วงเงิน และเงื่อนไขการให้บริการอาจแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบข้อมูลของโรงรับจำนำแต่ละแห่งก่อนทำธุรกรรมต่าง ๆ เสมอ
สถานธนานุเคราะห์คืออะไร?
สถานธนานุเคราะห์ (สธค.) หรือ โรงรับจำนำของรัฐ เป็นหน่วยงานที่ดำเนินกิจการรับจำนำเพื่อช่วยเหลือประชาชนด้านสภาพคล่องทางการเงิน โดยจัดตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2498 มีชื่อว่าโรงรับจำนำของรัฐ ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 เปลี่ยนชื่อเป็น สถานธนานุเคราะห์ เป็นโรงรับจำนำของรัฐบาลที่สังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้วยงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ทำให้เป็นโรงรับจำนำที่มีดอกเบี้ยถูกที่สุด ปัจจุบันมีสถานธนานุเคราะห์ให้บริการในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และส่วนภูมิภาค รวม 47 แห่ง
จุดเด่นของ สธค. คือ มีอัตราดอกเบี้ยตามช่วงเงินต้น โดยอัตราดอกเบี้ยปกติเป็นดังนี้
ทั้งนี้ สธค. ได้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ โดยมีบริการส่งประเมินราคาทรัพย์สินออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://www.tgp.go.th/appraisal ผู้สนใจสามารถกรอกข้อมูลทรัพย์สิน ระบุรายละเอียด เช่น ประเภท ยี่ห้อ รุ่น น้ำหนักหรือสเปค พร้อมแนบรูปภาพทรัพย์สิน เพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ประเมินราคาผ่านระบบออนไลน์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสาขาเพื่อขอประเมินเบื้องต้นก่อน และ สธค. ยังมี แอปพลิเคชัน PAWNSHOP สำหรับตรวจสอบข้อมูลตั๋วจำนำ ตรวจสอบสาขา และส่งดอกเบี้ยออนไลน์ ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถจัดการข้อมูลเกี่ยวกับการจำนำได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องติดต่อสาขาในทุกขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม ราคาที่ได้รับจากการประเมินออนไลน์เป็นเพียงราคาเบื้องต้น ซึ่งพิจารณาจากข้อมูลและรูปภาพที่ส่งผ่านระบบเท่านั้น เมื่อผู้ใช้บริการนำทรัพย์สินจริงไปที่สาขา สธค. อาจปรับเปลี่ยนราคารับจำนำตามสภาพทรัพย์ การทำงานของตัวเครื่อง และอุปกรณ์เสริม ณ วันที่เข้ารับบริการ
สถานธนานุบาลหรือโรงรับจำนำเทศบาลคืออะไร?
สถานธนานุบาล หรือ โรงรับจำนำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นโรงรับจำนำของรัฐที่ดำเนินงานโดยกรุงเทพมหานครหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นั้น ๆ สำหรับตัวอย่างอัตราดอกเบี้ยปกติของสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร เป็นดังนี้
นอกจากนี้ สถานธนานุบาลแต่ละพื้นที่อาจมีประกาศหรือกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษแตกต่างกันในบางช่วงเวลาและบางสาขา ดังนั้น หากต้องการใช้บริการ ควรตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขล่าสุดกับสถานธนานุบาลหรือสาขาที่ต้องการใช้บริการโดยตรงก่อนนำทรัพย์สินไปจำนำ
โรงรับจำนำเอกชนคืออะไร และมีอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่?
โรงรับจำนำเอกชน เป็นโรงรับจำนำที่ดำเนินงานโดยผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยมีจุดเด่นที่อาจมีความยืดหยุ่นในการรับทรัพย์และการประเมินราคา เช่น โรงรับจำนำเอกชนมักประเมินราคาทรัพย์บางประเภทได้สูงกว่าโรงรับจำนำของรัฐ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มแบรนด์เนม นาฬิกาหรู และสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีตลาดรองรับ
สำหรับอัตราดอกเบี้ยพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยที่โรงรับจำนำสามารถเรียกเก็บได้ โดยเงินต้นไม่เกิน 2,000 บาท อัตราดอกเบี้ยจะต้องไม่เกิน 2% ต่อเดือน และเงินต้นส่วนที่เกิน 2,000 บาท อัตราดอกเบี้ยจะไม่เกิน 1.25% ต่อเดือน
ก่อนเลือกใช้บริการโรงรับจำนำเอกชน ควรตรวจสอบข้อพิจารณาสำคัญ ดังนี้
- มีใบอนุญาตประกอบกิจการ และดำเนินงานถูกต้องตามกฎหมาย
- มีสถานที่ตั้งชัดเจน และสามารถติดต่อได้
- แสดงอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขให้ตรวจสอบได้
- ออกตั๋วจำนำหรือหลักฐานการรับจำนำ
- ตรวจสอบวงเงินที่ได้รับ ราคาประเมิน และยอดดอกเบี้ย ก่อนทำธุรกรรม
- สอบถามเงื่อนไขการส่งดอกเบี้ยและไถ่ถอนทรัพย์สินให้ชัดเจน
หากโรงรับจำนำเอกชนไม่สามารถแสดงข้อมูลเกี่ยวกับใบอนุญาต เงื่อนไขการรับจำนำ หรือไม่ออกหลักฐานการรับจำนำ ควรพิจารณาใช้บริการจากผู้ประกอบการรายอื่น
ความแตกต่างของโรงรับจำนำแต่ละแบบ
การเลือกโรงรับจำนำควรพิจารณามากกว่าอัตราดอกเบี้ย โดยควรพิจารณารวมไปถึงผู้ให้บริการ ราคาประเมินทรัพย์สิน วงเงินที่ได้รับ และเงื่อนไขการให้บริการประกอบกัน
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยและวงเงินในตารางข้างต้นเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบ ณ วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569 โดยอัตราของสถานธนานุบาลอาจแตกต่างกันตามพื้นที่และประกาศของแต่ละหน่วยงาน ขณะที่ผู้ต้องการใช้บริการโรงรับจำนำเอกชนควรตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยที่ร้านจำนำกำหนดอีกครั้งก่อนทำธุรกรรม และก่อนนำทรัพย์สินไปจำนำ ควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย ราคาประเมิน วงเงินที่ได้รับ ระยะเวลาไถ่ถอน และเงื่อนไขการส่งดอกเบี้ยให้ครบถ้วน เพื่อเลือกผู้ให้บริการที่สอดคล้องกับความต้องการและความสามารถในการไถ่ถอนทรัพย์สินคืน
โรงรับจำนำรับจำนำอะไรบ้าง และของแบบไหนอาจถูกปฏิเสธ?
โรงรับจำนำมักพิจารณารับทรัพย์สินที่สามารถตรวจสอบสภาพ ประเมินมูลค่า เก็บรักษา และจำหน่ายต่อได้ อย่างไรก็ตาม ทรัพย์สินที่รับจำนำจริงจะขึ้นอยู่กับนโยบายและหลักเกณฑ์การพิจารณาของแต่ละโรงรับจำนำ โดยส่วนใหญ่ทรัพย์สินที่สามารถนำไปจำนำได้ มีดังนี้
- ทองคำและเครื่องประดับ
- นาฬิกาและของมีค่า
- โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์
- กล้องถ่ายรูปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- เครื่องใช้ไฟฟ้า
- เครื่องมือช่าง
- ของแบรนด์เนมและของสะสมบางประเภท
การจำนำทองคำและเครื่องประดับ
ทองคำและเครื่องประดับเป็นทรัพย์สินที่ได้รับความนิยมในการนำไปจำนำ เนื่องจากมีมูลค่าและมีราคาตลาดที่สามารถใช้อ้างอิงได้ เช่น สร้อยคอ แหวน กำไล ต่างหู รวมถึงเพชร พลอย และอัญมณีบางประเภท โดยราคาประเมินจะขึ้นอยู่กับประเภทของทรัพย์สิน สภาพทรัพย์สิน และราคาตลาดในช่วงเวลานั้น โดยราคาประเมินอาจต่ำกว่าราคาที่ซื้อมา
ข้อควรระวัง คือ ราคาทองคำมีการเปลี่ยนแปลงตามตลาด หากนำทองไปจำนำในช่วงที่ราคาตลาดต่ำ จำนวนเงินที่ได้รับอาจลดลงตามไปด้วย และเมื่อต้องการไถ่ถอนควรเตรียมเงินต้นและดอกเบี้ยให้เพียงพอ
การจำนำโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ไอที
โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และกล้องถ่ายรูป เป็นทรัพย์สินที่สามารถนำไปจำนำได้ โดยโรงรับจำนำจะพิจารณาจากยี่ห้อ รุ่น อายุการใช้งาน และสภาพของอุปกรณ์ แต่ด้วยความที่อุปกรณ์ไอทีมีค่าเสื่อมราคาค่อนข้างเร็ว เนื่องจากมีรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง หากต้องการให้ได้รับการประเมินที่เหมาะสม ควรเตรียมอุปกรณ์ให้ครบ เช่น กล่อง สายชาร์จ อะแดปเตอร์ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ หากมี ท
ทั้งนี้ ควรสอบถามโรงรับจำนำแต่ละแห่งล่วงหน้าว่า รับจำนำอุปกรณ์รุ่นดังกล่าวหรือไม่ เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการเดินทาง
การจำนำนาฬิกาแบรนด์เนม กระเป๋า และของสะสม
นาฬิกาแบรนด์เนมสามารถนำไปจำนำได้ โดยเฉพาะแบรนด์ที่เป็นที่นิยมของตลาด เช่น Rolex, Omega หรือ Cartier และในส่วนของกระเป๋า รองเท้า แว่นตา รวมถึงของสะสมบางประเภท ส่วนใหญ่โรงรับจำนำจะเป็นผู้รับจำนำ เนื่องจากทรัพย์สินเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบความแท้ คุณภาพ และประเมินราคา
ปัจจัยที่มีผลต่อราคาประเมิน ได้แก่
- สภาพทรัพย์สิน ซึ่งหากไม่มีตำหนิและมีอุปกรณ์ครบถ้วน มักช่วยให้ประเมินราคาได้ดีขึ้น
- ความครบของเอกสารและอุปกรณ์ เช่น ใบรับประกัน ใบเสร็จ กล่อง และอุปกรณ์เสริมของแท้
- ความหายากและความนิยม รุ่นที่มีความต้องการสูงในตลาดอาจช่วยให้ได้ราคาประเมินที่ดีขึ้น
- ราคาตลาดในช่วงเวลานั้น เพราะราคาสินค้าแบรนด์เนมสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
ดังนั้น หากต้องการนำของแบรนด์เนมไปจำนำ ควรรักษาสภาพสินค้า จัดเก็บ และเตรียมเอกสารหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้ให้ครบถ้วนและอยู่ในสภาพสมบูรณ์
การจำนำเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องมือช่าง
เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องมือช่างบางประเภทสามารถนำไปจำนำได้ เช่น เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ ตู้เย็น ไมโครเวฟ เครื่องเจาะ เครื่องตัด และเครื่องบด ซึ่งโรงรับจำนำจะพิจารณาสภาพและการใช้งานทรัพย์สินก่อนประเมินราคา เนื่องจากทรัพย์สินประเภทนี้มีค่าเสื่อมราคาและต้นทุนในการจัดเก็บ ดังนั้นเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องมือช่างที่ยังใช้งานได้ดีและมีอุปกรณ์ครบมักมีโอกาสได้รับราคาประเมินที่สูงกว่า
ทรัพย์ประเภทใดไม่ควรจำนำหรือไม่สามารถจำนำได้?
ทรัพย์สินที่โรงรับจำนำอาจไม่รับพิจารณา ได้แก่
- ทรัพย์สินที่จดทะเบียน เช่น รถยนต์และรถจักรยานยนต์
- ทรัพย์สินของทางราชการ
- ทรัพย์สินที่ได้มาโดยผิดกฎหมายหรือเป็นของต้องห้าม
- สิ่งของที่ไม่สามารถตรวจสอบหรือประเมินราคาได้
- สิ่งของที่เน่าเสียง่ายหรือไม่สามารถเก็บรักษาได้
- สิ่งของที่มีคุณค่าทางจิตใจแต่ไม่มีราคาตลาดรองรับ เช่น รูปถ่ายหรือจดหมายส่วนตัว
ทั้งนี้ เหตุที่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่มีมูลค่าแต่กลับไม่สามารถจำนำได้ เป็นเพราะทรัพย์สินทั้งสองประเภทนี้มีการจดทะเบียนและมีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์แตกต่างจากสังหาริมทรัพย์ทั่วไปที่โรงรับจำนำรับไว้ จึงทำให้ไม่สามารถนำไปจำนำที่โรงรับจำนำได้ แต่หากต้องการใช้รถเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อสามารถพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ หรือสินเชื่อรถแลกเงิน ที่เป็นการนำเล่มทะเบียนรถไปเป็นหลักประกันกับผู้ให้บริการสินเชื่อ โดยหนึ่งในนั้นก็คือ สินเชื่อ KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน หนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลจาก KTC
ขั้นตอนจำนำของที่โรงรับจำนำต้องทำอย่างไร?
ขั้นตอนการจำนำโดยทั่วไปเริ่มต้นจากการเตรียมบัตรประชาชนและทรัพย์สิน จากนั้นนำไปประเมินราคาที่โรงรับจำนำที่สนใจ พิจารณาวงเงินและดอกเบี้ย ทำธุรกรรมและรับตั๋วจำนำ และเมื่อจำนำเสร็จสิ้นจะต้องเก็บตั๋วจำนำไว้และชำระดอกเบี้ยหรือไถ่ถอนทรัพย์สินคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด
1. เตรียมเอกสารและทรัพย์สิน
เตรียมบัตรประชาชนหรือเอกสารแสดงตัวตน พร้อมทรัพย์สินที่ต้องการจำนำ หากมีใบเสร็จ ใบรับประกัน กล่อง หรืออุปกรณ์เสริมควรนำไปด้วย เพราะอาจช่วยประกอบการประเมินราคาได้
2. นำทรัพย์สินไปประเมินราคา
นำทรัพย์สินไปยังโรงรับจำนำที่สนใจ พนักงานจะตรวจสอบสภาพและประเมินราคาทรัพย์สิน เพื่อแจ้งวงเงินที่สามารถรับจำนำได้ และสำหรับสถานธนานุเคราะห์ที่มีบริการประเมินทรัพย์ผ่านช่องทางออนไลน์ ผู้จำนำสามารถใช้บริการตรวจสอบข้อมูลการจำนำทรัพย์สินเบื้องต้นก่อนเดินทางไปโรงรับจำนำ
3. พิจารณาวงเงินและอัตราดอกเบี้ย
เมื่อทราบราคาประเมินและวงเงินแล้ว ควรตรวจสอบอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาไถ่ถอน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน หากมีหลายโรงรับจำนำให้บริการจำนำทรัพย์สินประเภทเดียวกัน สามารถนำข้อมูลมาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจได้
4. ตกลงจำนำและรับเงิน
เมื่อยอมรับเงื่อนไข โรงรับจำนำจะออกตั๋วจำนำพร้อมรายละเอียดสำคัญ เช่น ทรัพย์สิน เงินต้น อัตราดอกเบี้ย และวันครบกำหนด จากนั้นผู้จำนำจะได้รับเงินตามวงเงินที่ตกลงกัน
5. เก็บตั๋วจำนำให้ดี
ตั๋วจำนำเป็นเอกสารสำคัญสำหรับไถ่ถอนทรัพย์สิน จึงควรเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัยและป้องกันไม่ให้สูญหายหรือชำรุด
6. ไถ่ถอนหรือจ่ายดอกเบี้ยภายในกำหนด
ระยะเวลาตามตั๋วจำนำโดยทั่วไปอยู่ที่ 4 เดือน ซึ่งเมื่อรวมกับระยะเวลาผ่อนผันอีก 30 วัน รวมเป็น 4 เดือน 30 วัน หรือ 5 เดือน แต่หากยังไม่สามารถไถ่ถอนทรัพย์สินได้ ควรตรวจสอบว่าสามารถชำระดอกเบี้ยเพื่อต่ออายุตั๋วจำนำได้หรือไม่
7. กรณีตั๋วจำนำหาย
หากตั๋วจำนำหาย ควรรีบติดต่อโรงรับจำนำเพื่อดำเนินการออกใบแจ้งตั๋วหาย จากนั้นดำเนินการแจ้งความและนำเอกสารกลับมาติดต่อโรงรับจำนำตามขั้นตอน
ดอกเบี้ยโรงรับจำนำคิดอย่างไร และควรเปรียบเทียบต้นทุนแบบไหน?
ดอกเบี้ยโรงรับจำนำคำนวณจากเงินต้นตามอัตราที่กำหนดและอาจมีการคิดเป็นช่วงครึ่งเดือนหรือเต็มเดือนตามระยะเวลาที่จำนำ ดังนั้นก่อนทำธุรกรรมไม่ควรพิจารณาเฉพาะอัตราดอกเบี้ยต่อเดือน แต่ควรคำนวณยอดรวมที่ต้องจ่ายจริงและระยะเวลาในการไถ่ถอนควบคู่กัน
โดยทั่วไป หากจำนำไม่เกิน 15 วัน อาจคิดดอกเบี้ยครึ่งเดือน และหากเกิน 15 วัน อาจคิดเป็น 1 เดือนตามหลักเกณฑ์ของโรงรับจำนำ ดังนั้นควรตรวจสอบวันที่ครบกำหนดและวิธีคิดดอกเบี้ยในตั๋วจำนำให้ชัดเจน
เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยโรงรับจำนำแต่ละประเภท
วิธีเลือกร้านจำนำอย่างไรให้ถูกกฎหมายและปลอดภัย?
ก่อนนำทรัพย์สินไปจำนำ ควรเลือกร้านจำนำที่มีใบอนุญาต มีหน้าร้านชัดเจน ออกตั๋วจำนำหรือหลักฐานการรับจำนำทรัพย์สินอย่างถูกต้อง เปิดเผยอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไข รวมถึงควรเปรียบเทียบราคาประเมินและค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องต่าง ๆ จากโรงรับจำนำหลาย ๆ แห่งก่อนตัดสินใจ
1. เลือกร้านรับจำนำที่มีสถานที่ตั้งชัดเจน สามารถเดินทางไปติดต่อได้ และมีข้อมูลของกิจการให้ตรวจสอบได้
2. หากต้องนำทรัพย์สินไปไถ่ถอนหรือชำระดอกเบี้ยตามกำหนด การเลือกร้านจำนำที่เดินทางสะดวกจะช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
3. พิจารณาเลือกร้านจำนำที่มีผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินอย่างเหมาะสม และแจ้งรายละเอียดราคาประเมินให้ชัดเจน หากเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง สามารถเปรียบเทียบราคาจากร้านจำนำหลายแห่งก่อนตัดสินใจ
4. ตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัย เนื่องจากทรัพย์สินจะต้องฝากไว้กับร้านจำนำ จึงควรตรวจสอบว่าร้านจำนำมีมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น มีห้องนิรภัย ตู้เซฟ กล้องวงจรปิด และระบบจัดเก็บทรัพย์สินที่เหมาะสม
5. ตรวจสอบใบอนุญาต โดยเฉพาะโรงรับจำนำเอกชน หรือร้านจำนำเอกชน ควรตรวจสอบว่ามีใบอนุญาตประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
6. เลือกร้านจำนำที่ออกตั๋วจำนำและออกเอกสารจำเป็นให้ครบถ้วน โดยหลังจำนำควรได้รับตั๋วจำนำหรือหลักฐานที่ระบุรายละเอียดทรัพย์สิน เงินต้น ดอกเบี้ย และกำหนดไถ่ถอนอย่างชัดเจน หากร้านจำนำปฏิเสธการออกเอกสาร ควรพิจารณาหลีกเลี่ยงใช้บริการ
7. เปรียบเทียบดอกเบี้ยและวงเงินก่อนตัดสินใจ ไม่ควรเลือกร้านจำนำจากวงเงินที่ให้สูงเพียงอย่างเดียว แต่ควรเปรียบเทียบทั้งราคาประเมิน อัตราดอกเบี้ย ค่าใช้จ่าย และเงื่อนไขการไถ่ถอน เพื่อให้เห็นต้นทุนทั้งหมดก่อนตัดสินใจ
แก้ปัญหาขาดสภาพคล่องด้วย “บัตรเครดิต KTC” ได้หรือไม่? ทางเลือกโดยไม่ต้องจำนำ
นอกจากทางเลือกในการนำทรัพย์สินไปเปลี่ยนเป็นเงินสด อย่างการจำนำแล้ว สำหรับผู้ที่มีบัตรเครดิต การนำเครื่องมือทางการเงินนี้มาช่วยบริหารจัดการปัญหาสภาพคล่องระยะสั้นเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก
หากเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง หรือค่ารักษาพยาบาล การชำระด้วยบัตรเครดิต KTC จะช่วยชะลอการใช้จ่ายด้วยเงินสด และขยายระยะเวลาการชำระคืนออกไปนานสูงสุด 45 วัน ตามระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย ทำให้สามารถนำเงินสดสำรองที่มีอยู่ไปหมุนเวียนจัดการกับภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ ที่ไม่รองรับการชำระด้วยบัตรเครดิตได้ก่อน
นอกจากนี้ การใช้บัตรเครดิตยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินผ่านรายการผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% ตามเงื่อนไขโปรโมชั่น หรือการเปลี่ยนยอดชำระรายการซื้อสินค้า/บริการ เป็นยอดผ่อนชำระได้ ก่อนวันสรุปรอบบัญชี ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0.74% ต่อเดือน สูงสุด 10 เดือน ง่าย ๆ ผ่านแอป KTC Mobile หรือโทร KTC PHONE 02 123 5000 กด 4 ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ได้ในทันที อย่างไรก็ตาม ควรวางแผนชำระคืนเต็มจำนวนภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงดอกเบี้ย 16% ต่อปี
จำนำ ขายทรัพย์สิน ขอสินเชื่อ และใช้บัตรเครดิต แบบไหนเหมาะกับสถานการณ์ของเรา?
เมื่อประสบปัญหาสภาพคล่องหรือต้องการเงินด่วน แต่ละเครื่องมือทางการเงินล้วนมีเงื่อนไข ข้อดี และข้อควรพิจารณาที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกให้เหมาะสมกับความจำเป็นตามสถานการณ์และความสามารถในการชำระคืนของตนเอง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรงรับจำนำ (FAQ)
Q : ระยะเวลาตั๋วจำนำกำหนดกี่เดือน?
A : โดยทั่วไปตั๋วจำนำมีระยะเวลา 4 เดือน และอาจมีระยะผ่อนผันเพิ่มเติมอีก 30 วันตามเงื่อนไขและกฎหมาย หากผู้จำนำขาดส่งดอกเบี้ยเกินกำหนด ทรัพย์สินจะเข้าสู่กระบวนการหลุดจำนำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
Q : ถ้าตั๋วจำนำหาย ต้องทำอย่างไร?
A : ควรรีบติดต่อโรงรับจำนำเพื่อขอใบแจ้งตั๋วหาย จากนั้นดำเนินการแจ้งความตามขั้นตอนและนำเอกสารกลับมาติดต่อโรงรับจำนำเพื่อดำเนินการชำระดอกเบี้ยหรือไถ่ถอน
Q : โรงรับจำนำของรัฐกับเอกชน แบบไหนดอกเบี้ยถูกกว่า?
A : โรงรับจำนำของรัฐมีอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ต่ำกว่าโรงรับจำนำเอกชน อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยจริงอาจแตกต่างกันตามวงเงิน ประเภทโรงรับจำนำ และช่วงเวลาที่ใช้บริการ จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดอีกครั้งก่อนตัดสินใจจำนำ
Q : นำรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์ไปจำนำที่โรงรับจำนำทั่วไปได้ไหม?
A : โดยทั่วไปโรงรับจำนำทั่วไปมักไม่รับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่มีการจดทะเบียน หากต้องการใช้รถเป็นหลักประกัน ควรศึกษาสินเชื่อจำนำทะเบียนรถหรือสินเชื่อที่ใช้รถเป็นหลักประกันจากผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตแทน
Q : จำนำทองคำ ราคาประเมินเท่ากับราคาตลาดไหม?
A : โดยทั่วไปไม่เท่ากัน เพราะโรงรับจำนำจะพิจารณาราคาประเมินโดยคำนึงถึงมูลค่าของทรัพย์สิน สภาพทรัพย์สิน และความเสี่ยงในการรับจำนำ ดังนั้นจำนวนเงินที่ได้รับอาจต่ำกว่าราคาตลาดหรือราคาที่ซื้อมา
Q : อายุเท่าไหร่ถึงจำนำของได้?
A : ผู้ที่สามารถนำทรัพย์สินไปจำนำต้องมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่ใช่ภิกษุหรือสามเณร
Q : ไม่มีเงินสด แต่จำเป็นต้องใช้จ่ายประจำวัน มีทางเลือกอื่นนอกจากการจำนำไหม?
A : สำหรับผู้ที่มีบัตรเครดิต สามารถใช้บัตรเครดิต เช่น บัตรเครดิต KTC ในการชำระค่าสินค้าและบริการทั่วไป เช่น ค่าสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง หรือค่ารักษาพยาบาล ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกใช้จ่ายโดยไม่ใช้เงินสด ทั้งยังมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยนานถึง 45 วัน และมีตัวเลือกผ่อนชำระ 0% ผ่านโปรโมชั่น หรือการเปลี่ยนยอดชำระเต็มจำนวนเป็นยอดผ่อนชำระรายเดือนได้ด้วยตนเอง ซึ่งช่วยบริหารสภาพคล่องได้โดยไม่ต้องนำทรัพย์สินไปจำนำ
โรงรับจำนำเป็นอีกทางเลือกในการเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นเงินสดเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระยะสั้น โดยผู้จำนำต้องพิจารณาทั้งราคาประเมิน อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาไถ่ถอน และความสามารถในการชำระคืนของตนเอง เพราะหากไม่สามารถไถ่ถอนทรัพย์สินคืนได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ทรัพย์สินอาจเข้าสู่กระบวนการหลุดจำนำได้
อย่างไรก็ดี หากกำลังมองหาวิธีบริหารค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากการจำนำ ยังมีทางเลือกทางการเงินอื่น ๆ ที่สามารถนำมาพิจารณาเลือกใช้ได้ตามสถานการณ์ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิต โดยควรเลือกทางเลือกที่เหมาะกับจำนวนเงินที่ต้องการ ระยะเวลาในการชำระคืน และความสามารถในการบริหารค่าใช้จ่ายของตนเอง และ “บัตรเครดิต KTC” ก็เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง เพราะสามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการที่รองรับการชำระผ่านบัตรเครดิตได้อย่างสะดวกและคล่องตัว พร้อมรับสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นตามเงื่อนไขของบัตรเครดิตแต่ละประเภท ช่วยให้ได้รับความคุ้มค่ากลับคืนจากทุกการใช้จ่าย กับคะแนน KTC FOREVER ที่ทุก 25 บาท ที่ใช้จ่ายผ่านบัตรฯ จะได้รับ 1 คะแนน KTC FOREVER เพื่อนำไปแลกรับสินค้า / บริการ ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ โดยที่สามารถสะสมคะแนนได้ไม่จำกัดและคะแนนไม่มีวันหมดอายุ
สนใจ สมัครบัตรเครดิต KTC ออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อเริ่มต้นรับความคุ้มค่าในทุกการใช้จ่ายด้วยสิทธิประโยชน์จากคะแนน KTC FOREVER และโปรโมชั่นที่ร้านค้าพันธมิตรตลอดทั้งปี
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC




