ช่วงใกล้คลอด นอกจากเตรียมตัวเรื่องสุขภาพและของใช้สำหรับลูกแล้ว อีกเรื่องที่ควรวางแผนไว้ล่วงหน้าคือค่าใช้จ่าย เพราะค่าคลอดอาจเป็นเงินก้อน โดยเฉพาะกรณีเลือกใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ผู้ประกันตนจึงควรเช็กตั้งแต่ก่อนคลอดว่า มีสิทธิค่าคลอดบุตรประกันสังคมเท่าไร ใครเป็นผู้ยื่นได้ ต้องส่งเงินสมทบกี่เดือน และต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง บทความนี้รวบรวมวิธีเช็กเงินคลอดบุตร เงื่อนไขรับเงินเหมาจ่าย 15,000 บาท เอกสารที่ต้องใช้ และความแตกต่างระหว่างค่าคลอดกับเงินสงเคราะห์การหยุดงาน เพื่อจะได้วางแผนเงินส่วนที่ต้องสำรองจ่ายได้เหมาะสม
เงินค่าคลอดบุตรประกันสังคมได้เท่าไร ใครมีสิทธิ์บ้าง?
ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเดือนคลอดบุตร มีสิทธิรับค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 15,000 บาทต่อการคลอดหนึ่งครั้ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง สามารถคลอดที่โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนได้ และกรณีสามีภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ ต้องเลือกเบิกค่าคลอดเพียงฝ่ายเดียว ไม่สามารถเบิกซ้ำสำหรับการคลอดครั้งเดียวกันได้ นอกจากนี้ยังสามารถเบิกค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มเติมได้สูงสุด 1,500 บาท (เบิกจ่ายตามจริง 5 ครั้งตามช่วงอายุครรภ์)
เงื่อนไขสิทธิ์ 3 ข้อที่ควรเช็กก่อนยื่นมีอะไรบ้าง?
- สถานะผู้ประกันตน ต้องมีสิทธิกรณีคลอดบุตรตามมาตรา 33 หรือมาตรา 39 หรืออยู่ในช่วงความคุ้มครองต่อหลังสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตามเงื่อนไขที่กำหนด
- ประวัติการส่งเงินสมทบ ต้องส่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเดือนคลอดบุตร จึงควรตรวจประวัติของตัวเอง ไม่ใช่ดูเพียงว่าปัจจุบันมีประกันสังคมหรือไม
- จำนวนครั้งที่ใช้สิทธิ ค่าคลอดเหมาจ่ายไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร (รับเงินในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นระยะเวลา 90 วัน สำหรับผู้ประกันตนหญิง) ใช้สิทธิ์ได้ไม่เกิน 2 ครั้ง เป็นคนละเงื่อนไขกัน
ค่าคลอดแบบเหมาจ่าย ต่างจากการเบิกตามจริงอย่างไร?
เหมาจ่าย หมายถึงประกันสังคมจ่ายค่าคลอดตามอัตราที่กำหนด คือ 15,000 บาทต่อการคลอด 1 ครั้ง โดยไม่ได้คำนวณจากยอดค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายจริง ดังนั้น หากค่าคลอดของโรงพยาบาลสูงกว่า 15,000 บาท เงินที่ได้รับจากประกันสังคมไม่ได้เพิ่มตามค่าใช้จ่าย ส่วนที่เกินจากสิทธิ ผู้ประกันตนต้องจัดการค่าใช้จ่ายส่วนต่างเอง
ค่าคลอดบุตรกับเงินสงเคราะห์การหยุดงาน ต่างกันอย่างไร เบิกได้ทั้งคู่ไหม?
สองรายการนี้เป็น คนละสิทธิ และในกรณีผู้ประกันตนหญิงที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ สามารถได้รับทั้งค่าคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร โดยค่าคลอดเป็นเงินเหมาจ่าย ส่วนเงินสงเคราะห์การหยุดงานคำนวณจากค่าจ้าง โดยผู้ประกันตนหญิงมีสิทธิได้รับในอัตรา 50% ของค่าจ้างตามเกณฑ์ เป็นเวลา 90 วัน และใช้สิทธิได้ไม่เกิน 2 ครั้งตามเงื่อนไข
เปรียบเทียบค่าคลอดกับเงินสงเคราะห์การหยุดงาน
กรณีสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ ค่าคลอดสำหรับการคลอดครั้งเดียวกันเลือกใช้สิทธิได้เพียงฝ่ายเดียว หากต้องการใช้สิทธิที่เกี่ยวข้องให้ครบ ฝ่ายหญิงอาจเป็นผู้ยื่น เพราะมีสิทธิเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพิ่มเติมตามเงื่อนไข
ลาคลอดแล้วได้รับเงินอะไรบ้าง?
- ช่วงตั้งครรภ์: ตรวจสิทธิค่าฝากครรภ์ ซึ่งเบิกตามจริงตามเกณฑ์ รวมไม่เกิน 1,500 บาท
- ช่วงลาคลอด: ลูกจ้างที่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงานมีสิทธิลาคลอดไม่เกิน 120 วัน และนายจ้างจ่ายค่าจ้างระหว่างลาไม่เกิน 60 วัน
- หลังคลอด: ยื่นขอค่าคลอดเหมาจ่ายและเงินสงเคราะห์การหยุดงานตามสิทธิ โดยเงินสงเคราะห์จากประกันสังคมยังเป็น 50% ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นเวลา 90 วันตามหลักเกณฑ์ที่ตรวจสอบพบ
- ช่วงเลี้ยงดูบุตร: ยื่นขอเงินสงเคราะห์บุตรรายเดือนเมื่อเข้าเงื่อนไข
ยื่นเบิกค่าคลอดบุตรใช้เอกสารอะไร ยื่นที่ไหนได้บ้าง?
การเช็กเอกสารล่วงหน้าช่วยลดปัญหาต้องกลับมาเตรียมเอกสารเพิ่มเติมหลังคลอด โดยเอกสารที่ใช้ยื่นควรตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคมอีกครั้งตามสถานะของผู้ยื่นและช่องทางที่เลือก
เอกสารหลักที่ใช้ประกอบการยื่น ได้แก่ แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน สูติบัตรของบุตร บัตรประจำตัวประชาชน และหลักฐานบัญชีธนาคารตามเงื่อนไขการรับเงิน
เช็กลิสต์เอกสารก่อนยื่นเบิกค่าคลอด
เอกสารบางกรณีอาจแตกต่างกันตามผู้ยื่นและข้อเท็จจริงของแต่ละครอบครัว จึงควรตรวจสอบรายการล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมก่อนยื่น
ขั้นตอนตั้งแต่เตรียมเอกสารจนถึงรับเงิน
- ตรวจสอบสถานะและเงื่อนไขการส่งเงินสมทบ
- เตรียมแบบคำขอและเอกสารประกอบ
- ยื่นคำขอตามช่องทางที่สำนักงานประกันสังคมเปิดให้บริการ
- รอผลการพิจารณาตรวจสอบเอกสารและสิทธิ
- เมื่อผ่านการพิจารณา รับเงินตามช่องทางที่แจ้งไว้
สำนักงานประกันสังคมมีช่องทางให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนตามบริการที่เปิดให้ใช้ในขณะนั้น จึงควรตรวจสอบช่องทางล่าสุดก่อนดำเนินการ
เงินค่าคลอดเข้าบัญชีเมื่อไหร่ และควรวางแผนค่าใช้จ่ายอย่างไร ?
เงินค่าคลอดประกันสังคมเป็น เงินที่ได้รับภายหลังการยื่นและผ่านการตรวจสอบสิทธิ ไม่ใช่เงินที่โรงพยาบาลนำไปหักจากค่าคลอดให้ทันที ดังนั้น หากเลือกโรงพยาบาลเอกชน ควรเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายวันคลอดและส่วนต่างเอาไว้ก่อน
สิ่งที่ควรทำตั้งแต่ก่อนคลอดคือสอบถามโรงพยาบาลให้ชัดว่าแพ็กเกจครอบคลุมอะไรบ้าง มีค่าใช้จ่ายส่วนใดที่อาจเพิ่ม และสามารถแบ่งชำระค่าใช้จ่ายได้หรือไม่
วางแผนเงินช่วงคลอดอย่างไรดี?
ก่อนถึงวันคลอด ลองแยกค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 กลุ่ม
- ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้โรงพยาบาล เช่น ค่าแพ็กเกจคลอดหรือค่าบริการอื่นตามจริง
- เงินที่คาดว่าจะได้รับจากประกันสังคม ค่าคลอดเหมาจ่าย 15,000 บาท หากมีสิทธิตามเงื่อนไข
- เงินสำรองสำหรับส่วนต่าง กรณีค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่าสิทธิที่ได้รับ
ค่าคลอดโรงพยาบาลเอกชนสูงกว่า 15,000 บาท ต้องจ่ายส่วนต่างอย่างไร?
กรณีเลือกคลอดโรงพยาบาลเอกชน ควรแยกเงินออกเป็น 2 ส่วน
แนะนำว่าก่อนเลือกโรงพยาบาลควรสอบถามแพ็กเกจคลอด ค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดเพิ่ม และช่องทางชำระเงินให้ละเอียด โดยเฉพาะกรณีมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินจากแพ็กเกจ
ค่าคลอดโรงพยาบาลเอกชนสูงกว่าวงเงินเหมาจ่าย จัดการส่วนต่างอย่างไร?
หากค่าใช้จ่ายสูงกว่าสิทธิประกันสังคม สามารถสอบถามโรงพยาบาลก่อนว่า
- มีแพ็กเกจคลอดที่เหมาะกับงบประมาณหรือไม่
- ค่าใช้จ่ายรายการใดรวมอยู่ในแพ็กเกจ
- รายการใดอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- โรงพยาบาลมีบริการผ่อนชำระกับบัตรเครดิตหรือไม่
- มีโปรโมชั่นผ่อน 0% ในช่วงที่จะเข้ารับบริการหรือไม่
เบิกค่าคลอดไม่ได้ ผ่อนค่าคลอด 0% ได้หรือไม่?
หากค่าใช้จ่ายในการคลอดสูงกว่าวงเงินที่ได้รับจากประกันสังคม ควรสอบถามโรงพยาบาลตั้งแต่ก่อนคลอดว่าสามารถแบ่งชำระค่าใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตได้หรือไม่ และมีเงื่อนไขผ่อนชำระอย่างไร เพราะแต่ละโรงพยาบาลอาจมีช่องทางและเงื่อนไขแตกต่างกัน สำหรับผู้ที่ใช้บัตรเครดิต KTC สามารถตรวจสอบสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นของโรงพยาบาลที่ร่วมรายการได้ โดยควรเช็กเงื่อนไขล่าสุดก่อนชำระค่าบริการทุกครั้ง
มีคะแนน KTC FOREVER ก็มีทางเลือกในการผ่อนค่าใช้จ่าย
กรณีโรงพยาบาลไม่ได้มีรายการผ่อน 0% โดยตรง ผู้ถือบัตรเครดิต KTC ที่มีคะแนน KTC FOREVER อาจมีทางเลือกในการนำคะแนนมาใช้ร่วมกับการเปลี่ยนยอดใช้จ่ายเป็นยอดผ่อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของรายการและสถานพยาบาลที่ร่วมรายการในช่วงเวลานั้น
หากไม่มีผ่อน 0% ยังเปลี่ยนยอดบัตรเป็นผ่อนได้
อีกทางเลือกสำหรับสมาชิกบัตรเครดิต KTC คือการเปลี่ยนยอดชำระรายการซื้อสินค้า/บริการ เป็นยอดผ่อนชำระได้ ก่อนวันสรุปรอบบัญชี ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0.74% ต่อเดือน สูงสุด 10 เดือน ง่ายๆ ผ่านแอป KTC Mobile หรือโทร KTC PHONE 02 123 5000 กด 4 วิธีนี้ช่วยแบ่งค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้เป็นรายเดือน แต่ก่อนตัดสินใจควรดูยอดผ่อนรวมและภาระที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน เพื่อไม่ให้กระทบกับค่าใช้จ่ายหลังคลอดที่เพิ่มขึ้น
หากต้องใช้เงินก้อนสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนต่าง KTC PROUD เป็นอีกทางเลือก
สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถชำระด้วยบัตรเครดิตหรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินสด สามารถพิจารณาบัตรกดเงินสด KTC PROUD ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปีและเบิกถอน โดยเงินโอนก้อนแรกแบบผ่อนรายงวดตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไปมีอัตราดอกเบี้ยคำนวณแบบลดต้นลดดอก 19.99% ต่อปี หรือเทียบเป็นอัตราคงที่ประมาณ 0.92% ต่อเดือน และสามารถเลือกผ่อนได้สูงสุด 60 งวดตามเงื่อนไข นอกจากนี้ยังสามารถผ่อนสินค้า 0% สูงสุด 24 เดือน ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ
(FAQ) คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเช็กเงินค่าคลอดบุตรประกันสังคม
Q: ถ้าสามีจะขอยื่นรับสิทธิ์เบิกค่าคลอดบุตรแทนภรรยาต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?
หากภรรยาไม่ได้เป็นผู้ประกันตน สามีที่เป็นผู้ประกันตนและส่งเงินสมทบครบตามเกณฑ์สามารถใช้สิทธิเบิกค่าคลอดบุตรได้ โดยต้องเตรียมเอกสารยืนยันความสัมพันธ์ เช่น สำเนาทะเบียนสมรส พร้อมสูติบัตรของบุตร และเอกสารอื่นตามกรณี
Q: ลาออกจากงานระหว่างตั้งครรภ์มีผลต่อสิทธิหรือไม่?
การเปลี่ยนสถานะการเป็นผู้ประกันตนระหว่างตั้งครรภ์อาจเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขการใช้สิทธิ จึงไม่ควรดูเฉพาะวันที่ลาออก แต่ควรตรวจสอบประวัติการส่งเงินสมทบและสถานะผู้ประกันตนในช่วงก่อนคลอดประกอบกัน หากกำลังจะลาออก เปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนสถานะผู้ประกันตน ควรสอบถามสำนักงานประกันสังคมก่อน เพื่อให้ทราบว่าสิทธิรายการใดยังใช้ได้และต้องยื่นภายในช่วงเวลาใด
Q: ค่าคลอดยื่นย้อนหลังได้หรือไม่?
การยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนมีกรอบเวลาตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม จึงไม่ควรปล่อยไว้นานหลังคลอด
หากไม่แน่ใจว่าการคลอดที่ผ่านมาเลยกำหนดการยื่นหรือไม่ ควรสอบถามสำนักงานประกันสังคมโดยตรงก่อน เพราะกรณีที่ยื่นเกินกำหนดอาจมีขั้นตอนพิจารณาเพิ่มเติม
Q: เอกสารอะไรบ้างที่ควรเตรียมตั้งแต่ก่อนคลอด ช่วยลดภาระหลังคลอดได้?
เอกสารบางรายการเตรียมข้อมูลไว้ล่วงหน้าได้ เช่น ตรวจสอบข้อมูลส่วนตัว ช่องทางรับเงิน และสถานะการส่งเงินสมทบ ส่วนเอกสารที่ต้องเกิดขึ้นหลังคลอด เช่น สูติบัตร ค่อยจัดเตรียมตามขั้นตอนที่กำหนด
วิธีนี้ช่วยลดงานที่ต้องจัดการในช่วงที่ต้องดูแลคุณแม่และทารกแรกเกิดไปพร้อมกัน
Q: นอกจากค่าคลอดแล้วมีอะไรที่ควรเช็กหลังคลอด?
หลังจากจัดการเรื่องค่าคลอดแล้ว ยังมีสิทธิ เงินสงเคราะห์บุตร ซึ่งเป็นคนละรายการกับค่าคลอดและเงินสงเคราะห์การหยุดงาน โดยในปี 2569 อัตราปัจจุบันอยู่ที่ 1,000 บาทต่อเดือนต่อบุตรหนึ่งคน เบิกได้คราวละไม่เกิน 3 คน จนบุตรอายุครบ 6 ปี หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนด ดังนั้น การวางแผนสิทธิประกันสังคมหลังมีลูกควรมองต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงฝากครรภ์ ค่าคลอด เงินชดเชยระหว่างหยุดงาน ไปจนถึงเงินสงเคราะห์บุตร
การเช็ก เงินค่าคลอดบุตรประกันสังคม ควรทำตั้งแต่ก่อนถึงวันคลอด เพราะนอกจากต้องตรวจสอบสิทธิ 15,000 บาทแล้ว ยังมีเรื่องเงินสงเคราะห์การหยุดงาน เอกสาร และค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่ต้องเตรียมให้พร้อม โดยเฉพาะครอบครัวที่เลือกโรงพยาบาลเอกชน
สำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องสำรองจ่าย สมาชิกบัตรเครดิต KTC สามารถเช็กโปรโมชั่นก่อนล่วงหน้า หากโรงพยาบาลไม่ร่วมรายการผ่อน 0% อาจตรวจสอบสิทธิ์ใช้คะแนน KTC FOREVER แลกผ่อน 0% หรือพิจารณาเปลี่ยนยอดเป็นผ่อนผ่านแอป KTC Mobile ตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนกรณีที่จำเป็นต้องใช้เงินสดเพื่อช่วยจัดการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ บัตรกดเงินสด KTC PROUD ก็เป็นอีกทางเลือกที่สามารถใช้งานได้ทั้งรูดช้อปสะดวกที่ร้านค้า และช้อปออนไลน์ ได้ทั่วโลก พร้อมรับโปรโมชันพิเศษทั้งปี โอนเงินผ่านแอป KTC Mobile ตลอด 24 ชม. รับเงินทันที กดเงินที่ตู้ ATM ทั่วไทย ฟรีค่าธรรมเนียม หรือผ่อนสินค้าด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือน ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ ใครสนใจสามารถสมัครบัตรเครดิต KTC และบัตรกดเงินสด KTC PROUD ผ่านแอป KTC Mobile ได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชม.
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC และบัตรกดเงินสด KTC PROUD



