หากย้อนกลับไปเมื่อราว ๆ 20 - 30 ปีก่อน การทำงานในบริษัทเดียวตลอดชีวิตถือเป็นค่านิยมของผู้คนในสังคมยุคนั้น ทั้งยังแสดงให้เห็นความมั่นคงในหน้าที่การงานและความเติบโต แต่ปัจจุบันเทรนด์การทำงานได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากแนวคิด “อยู่ให้นาน” สู่การ “อยู่ให้คุ้ม” โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านทางสังคมที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

ผู้คนในเจเนอเรชันใหม่มักมีแนวคิดว่า การเติบโต (Growth) ความสมดุลในชีวิต (Work-Life Balance) และความหมายของงาน (Purpose) สำคัญกว่าการแสดงความจงรักภักดีต่อองค์กร หากรู้สึกว่างานปัจจุบันไม่ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ พนักงานบริษัทยุคใหม่ก็ไม่กลัวที่จะลาออกและเปลี่ยนงานใหม่

อย่างไรก็ตาม ยังมีมนุษย์เงินเดือนอีกจำนวนไม่น้อยที่กังวลว่า การเปลี่ยนงานบ่อยจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และประวัติการทำงาน ซึ่งอาจเป็นการตัดโอกาสตนเองในการหางานใหม่ หรือได้รับคัดเลือกเข้าทำงานในบริษัทอื่น ๆ


ความหมายของคำว่า “เปลี่ยนงานบ่อย”

คำว่า “บ่อย” อาจสื่อความแตกต่างกันไปตามความคิดของแต่ละบุคคล สำหรับบางคนอาจคิดว่า การเปลี่ยนงานทุก 6 เดือนนั้น ถือว่าบ่อย ในขณะที่บางคนอาจมองว่า การเปลี่ยนงานเพียงปีละครั้ง ถือเป็นเรื่องปกติ

อ้างอิงจากข้อมูลในรายงานของResume Geniusเมื่อปี 2023 พบว่า มากกว่าครึ่งของGen Zที่อยู่ในวัยทำงาน ยึดมั่นในความคิดที่ว่า การเปลี่ยนงานทุก 2 - 3 ปีนั้น เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 25 - 35 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงที่กำลังสร้างอาชีพและวางแผนเพื่ออนาคต

สำหรับมุมมองของ HR  และผู้จ้างงาน กลับตรงกันข้าม โดยองค์กรเหล่านี้จะมองว่า การมีประวัติการเปลี่ยนงานบ่อยทุก ๆ 1 - 2 ปี เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนถึงความไม่อดทนต่อสภาวะกดดันในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่มีเหตุผลการลาออกที่ชัดเจน หรือไม่สมเหตุสมผลมากเพียงพอในมุมมองของนายจ้าง แต่ขณะเดียวกันการเปลี่ยนงานบ่อยเพราะมีเหตุผลอันสมควรจะช่วยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความปรารถนาในการเติบโตในเส้นทางอาชีพอย่างไรก็ดี บรรทัดฐานที่ใช้พิจารณาว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสายงานและตำแหน่งงานนั้น ๆ ด้วย


ข้อดีของการเปลี่ยนงานบ่อย

ข้อดีของการเปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนงานบ่อยนั้น มีทั้งสิ้น 4 ประการสำคัญ ดังนี้


โอกาสในการขึ้นเงินเดือน

หนึ่งในข้อดีที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนงานก็คือ โอกาสในการต่อรองเพิ่มเงินเดือนจากอัตราเงินเดือนล่าสุดขององค์กรเดิม เมื่อเปลี่ยนงานใหม่ผู้สมัครงานก็จะมีโอกาสในการพูดคุยขอเงินเดือนที่สูงกว่าได้ โดยเฉพาะหากมีทักษะและประสบการณ์ที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน


เก็บประสบการณ์หลากหลายและเพิ่มทักษะ

การทำงานในหลายองค์กรช่วยให้ได้เรียนรู้วิธีการทำงาน ระบบ และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทำให้ได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย เพิ่มพูนทักษะการปรับตัว ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าต่าง ๆ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่อาจไม่ได้รับในองค์กรเดิม ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อการเปลี่ยนสายงานในอนาคตด้วย


รู้จักรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย และค้นพบแนวทางการทำงานของตนเอง

จากเดิมที่ต้องอดทนทำงานอยู่ในองค์กรที่ไม่เหมาะกับตนเอง การเปลี่ยนงานจะช่วยให้ได้รับโอกาสในการพบเจอผู้คนใหม่ ๆ สภาพแวดล้อมการทำงานวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่าง และทีมงานที่อาจทำงานเข้ากันได้มากกว่า ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพจิต และประสิทธิภาพในการทำงาน


สร้างเครือข่าย (Connection) ที่กว้างขวาง

หนึ่งสิ่งที่จะได้รับอย่างแน่นอน ในการทำงานร่วมกับหลายองค์กร คือการได้รู้จักผู้คนจากหลากหลายอุตสาหกรรมและตำแหน่งงาน เครือข่าย หรือที่หลาย ๆ คนมักเรียกกันว่า Connection ที่กว้างขวางนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาอาชีพในระยะยาว


ข้อเสียของการเปลี่ยนงานบ่อย

แม้การเปลี่ยนงานบ่อยจะมีข้อดีไม่น้อย โดยเฉพาะเป็นการช่วยเพิ่มทักษะการเรียนรู้และโอกาสในการต่อรองขึ้นเงินเดือน แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อเสียไม่น้อยเช่นกัน ดังนี้


ภาพลักษณ์ความไม่ทนงาน

ประวัติการทำงานที่มีการเปลี่ยนงานบ่อยเกินไปอาจทำให้ผู้จ้างงานมองว่า ผู้สมัครงานขาดความมั่นคงและอาจไม่ค่อยทุ่มเทกับงาน หรืออาจร้ายแรงถึงขนาดที่ว่า มีภาพลักษณ์ของความไม่อดทนในการทำงาน หรือเป็นบุคคลที่มีปัญหากับการทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะตำแหน่งที่ต้องการความต่อเนื่อง หรือการพัฒนาโปรเจกต์ระยะยาว และตำแหน่งงานที่จำเป็นต้องมีการสื่อสารพูดคุย


ไม่ได้พัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

การเปลี่ยนงานบ่อยอาจทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะมุ่งพัฒนาทักษะอย่างเจาะลึก ๆ ในสาขาใดสาขาหนึ่ง  เพราะการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จำเป็นต้องใช้เวลาและการสั่งสมประสบการณ์ ซึ่งการเปลี่ยนงานบ่อยจะเป็นอุปสรรคต่อการจดจ่อเรียนรู้


เสียโอกาสเติบโตในองค์กรเดิม

การอยู่กับองค์กรเดิมในระยะยาวมีข้อดีในเรื่องของการสร้างความเชื่อใจ และพิสูจน์ตนเองเพื่อเพิ่มโอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง รวมถึงโบนัสและสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นตามอายุงาน ซึ่งแน่นอนว่าการเปลี่ยนงานบ่อยจะทำให้เสียโอกาสเหล่านี้ไป


บริษัทบางแห่งอาจมองว่าเสี่ยง

ผู้จ้างงานบางรายอาจไม่เรียกสัมภาษณ์งานเสียด้วยซ้ำ เมื่อได้อ่านประวัติการทำงานที่เผยให้เห็นระยะเวลาในการทำงานร่วมกับองค์กรที่ผ่าน ๆ มา เพราะสิ่งนี้อาจสื่อให้เห็นแนวโน้มว่าผู้สมัครงานรายนี้อาจจะทำงานได้ไม่นาน และสุดท้ายก็ต้องย้อนกลับไปสู่กระบวนการคัดเลือกพนักงานใหม่ ซึ่งจะเสียทั้งเวลา และต้นทุนในการอบรมสอนงาน


เปลี่ยนงาน ควรเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ มีหลักการอะไรบ้าง

การเปลี่ยนงานเป็นโอกาสสำคัญที่จะปรับเงินเดือนให้เหมาะสมกับทักษะและประสบการณ์ของคุณ แต่ทั้งนี้ การเรียกเงินเดือนควรเป็นไปตามแนวทางที่สมเหตุสมผล และผ่านการคิดไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบ โดยปกติ การต่อรองเรียกเงินเดือนเมื่อเปลี่ยนงานใหม่มักอยู่ที่ประมาณ 10 - 30% ของเงินเดือนล่าสุด


1. พิจารณาจากรายได้ปัจจุบันและอัตราการปรับเงินเดือน

เริ่มต้นด้วยการประเมินฐานเงินเดือนในสายงานที่คุณทำ โดยลองพิจารณาอัตราเงินเดือนบนเว็บไซต์สมัครงานต่าง ๆ ว่าปกติแล้วอยู่ที่อัตราประมาณเท่าไหร่ จากนั้นพิจารณาประกอบกับเงินเดือนปัจจุบันของตนเองว่าอยู่ในฐานเงินเดือนดังกล่าวนี้แล้วหรือไม่

หากอยู่ในฐานเงินเดือน ปกติการเปลี่ยนงานใหม่มักได้ปรับเงินเดือนขึ้นประมาณ 10 - 30% ของเงินเดือนเดิม ทั้งนี้ การเรียกเงินเดือนใหม่ไม่ได้มีสูตรการคำนวณตายตัว แม้จะเรียกเงินเดือนสูง แต่หากคุณมีประสบการณ์ ในงาน ๆ นั้น หรือมีความเชี่ยวชาญทักษะเฉพาะด้าน คุณเองก็สามารถเอาจุดแข็งดังกล่าวนี้มาใช้ต่อรองเงินเดือนที่สูงกว่าราคาตลาดได้เช่นกัน


2. สวัสดิการต่าง ๆ ของบริษัทใหม่

นอกจากเงินเดือนแล้วนั้น สวัสดิการและค่าตอบแทนอื่น ๆ ก็เป็นปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาร่วมด้วย อาทิ ในบางบริษัทอาจมีการทำงานที่ยืดหยุ่น ทำงานแบบ Work from home หรือทำงานแบบ Hybrid เข้าออฟฟิศเพียง 2 - 3 วัน สามารถเบิกค่าเดินทาง และค่าอินเทอร์เน็ตได้ หรือมีอาหารกลางวันให้รับประทานฟรี รวมถึงสามารถเบิกค่า Training อบรมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาตัวเองได้อีกด้วย

ทั้งหมดนั้นนับเป็นสวัสดิการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนได้ จึงควรนำมาประกอบการพิจารณาเปลี่ยนงานใหม่เช่นกัน


3. ประเมินคุณค่าของตัวเอง ลักษณะงานใหม่และความท้าทายที่ต้องทำ

สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานมาหลายปีแล้ว การวิเคราะห์ทักษะ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่คุณสามารถนำมาช่วยพัฒนาบริษัทใหม่ได้ นับเป็นสิ่งที่คุณต้องนำมาประเมินเช่นกัน โดยหากคุณมีความสามารถเฉพาะด้านที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน คุณก็สามารถเรียกเงินเดือนที่มากกว่า 30% ได้

นอกจากนี้ คุณควรพิจารณาภาระหน้าที่ในงานใหม่ที่คุณต้องรับผิดชอบด้วย เพราะเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นย่อมตามมาด้วยภาระงานที่มากขึ้นและยากขึ้น ฉะนั้นอย่าลืมพิจารณาและสอบถามถึงขอบเขตงานให้ชัดเจนก่อนที่คุณจะเรียกเงินเดือนหรือตกลงเซ็นสัญญา เพราะรายละเอียดเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่คุณต้องนำมาประเมินถึงความคุ้มค่ากับเงินเดือนที่จะเสนอไปด้วย

ในทางกลับกัน หากคุณมองว่าความท้าทายหรือความยากในการทำงานเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทำให้คุณเติบโตในสายงาน หรือเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ได้พิจารณาเป็นตัวเงิน ก็ย่อมได้เช่นกัน

A person typing on a computer AI-generated content may be incorrect., รูปภาพ




วิธีประเมินงานใหม่ ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนงาน

  • ศึกษาข้อมูลบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคง วัฒนธรรมองค์กร โครงสร้างทีม และโอกาสเติบโตในระยะยาว
  • เปรียบเทียบเงินเดือนและสวัสดิการ โดยคำนวณรายได้ใหม่ เปรียบเทียบกับงานปัจจุบัน อย่างที่กล่าวไปว่าปกติการย้ายงานใหม่มักได้ปรับขึ้นประมาณ 10 - 30% ของเงินเดือนเดิม แต่ทั้งนี้ ก็ควรพิจารณาสวัสดิการส่วนอื่น ๆ ประกอบร่วมกันด้วย
  • ตรวจสอบรายละเอียดตำแหน่งงาน เป็นต้นว่า หากตำแหน่งที่ย้ายไปเป็นตำแหน่งเดิม ก็ควรพิจารณาดูว่าทำไมบริษัทใหม่ถึงเปิดรับสมัครตำแหน่งงานนี้ และเหตุใดคนเก่าถึงลาออก หรือหากเป็นตำแหน่งใหม่ที่บริษัทนั้นกำลังขยายทีม ก็ควรดูรายละเอียดว่าตำแหน่งนี้ทำงานด้านไหน ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง รวมไปถึงหัวหน้างานเป็นอย่างไร เข้ากับเราได้มากน้อยแค่ไหน มีวิธีการทำงานอย่างไร เป็นต้น
  • พิจารณาโอกาสเติบโตในสายอาชีพ เช่น ประเมินว่าตำแหน่งใหม่สอดคล้องกับเป้าหมายในสายงานของเรา และช่วยพัฒนาทักษะของเราได้หรือไม่ องค์กรนั้นสร้างโอกาสในการเติบโตให้มากน้อยแค่ไหน
  • ประเมินวัฒนธรรมและคุณค่าขององค์กรใหม่ ว่าบริษัทหรือองค์กรที่เราจะย้ายไปให้โอกาสการเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน ใช้เทคโนโลยีในการทำงานอะไรบ้าง และมีความท้าทายใหม่ ๆ อะไรที่จะเพิ่มพูนศักยภาพของเราอย่างไร


“เปลี่ยนงาน” อย่างไร ให้ดูเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่การหนีปัญหา

วิธีการเปลี่ยนงานอย่างเป็นมืออาชีพก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ผิด ๆ ที่ส่งผลกระทบทางลบต่อโอกาสในการได้รับคัดเลือกเข้าทำงาน โดยเคล็ดลับแบบฉบับมืออาชีพ มีดังนี้


ระบุเหตุผลการเปลี่ยนงานอย่างชัดเจน

ในเรซูเม่หรือในระหว่างการสัมภาษณ์งาน ควรเตรียมคำอธิบายที่มีเหตุมีผลเพื่อตอบคำถามถึงสาเหตุการเปลี่ยนงานแต่ละครั้ง เช่น ความต้องการในการแสวงหาความท้าทายใหม่ ๆ ความต้องการพัฒนาทักษะเฉพาะด้าน หรือการเติบโตในสายอาชีพ สิ่งสำคัญคือควรหลีกเลี่ยงการบ่น หรือพูดในแง่ลบเกี่ยวกับองค์กรเดิม


ทำงานในแต่ละองค์กรอย่างน้อย 1 ปี

หากเป็นไปได้ ควรพยายามทำงานในแต่ละตำแหน่งนั้น ๆ อย่างน้อย 1 ปี เพื่อแสดงให้เห็นว่าสามารถปรับตัวและสร้างผลงานที่มีประสิทธิภาพได้ ยกเว้นกรณีที่มีเหตุผลจำเป็นที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ


เน้นผลลัพธ์มากกว่าระยะเวลา

ในเรซูเม่ (resume) ควรเน้นที่การนำเสนอผลงานและความสำเร็จที่ได้รับจากการทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ  มากกว่าการกล่าวรวม ๆ ถึงระยะเวลาทำงาน โดยไร้ผลงานที่มีประสิทธิภาพ การนำเสนอผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจะช่วยให้ผู้จ้างงานเห็นคุณค่าในทักษะความสามารถของคุณ


เปลี่ยนเพื่อเติบโต ไม่ใช่เพื่อหนี

การเปลี่ยนงานควรมาจากความต้องการเติบโตและมองหาโอกาสใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่หนีจากปัญหาหรือความยากลำบากในงานปัจจุบัน แนวคิดนี้จะสะท้อนให้เห็นในการสัมภาษณ์และการเล่าเรื่องราวอาชีพของคุณ


ก่อนเปลี่ยนงาน ต้องวางแผนอะไรบ้าง

สำหรับสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนเปลี่ยนงาน มีดังนี้


เก็บออมเงินสำรอง 3 - 6 เดือน

การมีเงินสำรองที่เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนงาน เพื่อให้มีเวลาหางานใหม่โดยไม่ต้องรีบร้อนหรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องยอมรับข้อเสนอและเงินเสนอที่ไม่สมเหตุสมผล โดยเงินสำรองที่เก็บออมไว้ควรครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานได้นาน 3 - 6 เดือน


เตรียมเรซูเม่ และ Portfolio ให้พร้อม

อัปเดตเรซูเม่ให้มีความทันสมัย และอัพเดทข้อมูลเป็นปัจจุบัน รวมถึงควรเตรียมพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) หรือหลักฐานผลงานที่จะช่วยสนับสนุนการสมัครงาน เพราะการมีโปรไฟล์ที่ดีจะเพิ่มโอกาสในการได้รับการติดต่อจากนายจ้าง และผ่านการคัดเลือก


วางแผนการเงินระหว่างเปลี่ยนงาน

อีกหนึ่งสำคัญคือ การพิจารณาหารายได้ทางอื่น ๆ ในระหว่างช่วงเปลี่ยนงาน เช่น การรับงานฟรีแลนซ์ การขายของออนไลน์ หรือการลงทุนที่สร้างรายได้เสริม นอกจากนี้ควรทบทวนภาระผูกพันทางการเงิน เช่น สินเชื่อ ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายประจำอื่น ๆ


การเตรียมความพร้อมด้านการเงินเพิ่มเติม

หากคุณกำลังวางแผนเปลี่ยนงาน การมีเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยสนับสนุนในช่วงเปลี่ยนผ่านก็เป็นสิ่งสำคัญ การมีบัตรเครดิตที่มอบสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมหลากหลายประเภทการใช้จ่าย อาทิ บัตรเครดิต KTC ที่ให้สิทธิพิเศษในหมวดร้านอาหาร ช้อปปิ้ง หรือใช้จ่ายสำหรับคอร์สเรียนต่าง ๆ เพื่อพัฒนาทักษะ และส่งเสริมการเรียนรู้ จะช่วยให้การใช้จ่ายในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนงานใหม่ดำเนินไปได้อย่างคล่องตัวและเกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ การเปลี่ยนงานบ่อยไม่ใช่เรื่องดีหรือเสียโดยสิ้นเชิง แต่ขึ้นอยู่กับการวางแผนและเป้าหมายของแต่ละบุคคล หากทำอย่างมีเป้าหมายและมีเหตุผล การเปลี่ยนงานสามารถเป็นเครื่องมือที่ดีในการพัฒนาอาชีพ เพิ่มรายได้ และแสวงหาความสุขในการทำงานได้ สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวให้พร้อมทั้งในด้านทักษะ การเงิน และจิตใจ เพื่อให้การเปลี่ยนงานเป็นก้าวที่ก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่การถอยหลัง การตัดสินใจเปลี่ยนงานแต่ละครั้งควรสอดคล้องกับเป้าหมายในระยะยาวของคุณ

สำหรับผู้ที่ต้องการเตรียมตัวสมัครงานใหม่ ต้องการซื้อเสื้อผ้าสัมภาษณ์งาน หรือเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTCเป็นตัวช่วยทางการเงินที่ดีอย่างยิ่ง ด้วยสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทุก ๆ 25 บาท จะได้รับคะแนน KTC FOREVER 1 คะแนน และโปรโมชั่นผ่อน 0% สำหรับการใช้จ่ายสำคัญ เพื่อให้คุณพร้อมรับมือกับการเริ่มต้นใหม่อย่างมั่นใจและไร้กังวล


ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC