เที่ยวเล่นในไทเป เรื่องและภาพโดย คุณ คุณไอลดา แสงผดุง สมาชิกบัตรเครดิต KTC MASTERCARD TITANIUM

เที่ยวเล่นในไทเป

เรื่องและภาพโดย คุณ คุณไอลดา แสงผดุง
สมาชิกบัตรเครดิต KTC MASTERCARD TITANIUM

ไทเป…ชื่อนี้คือเมืองหลวงของไต้หวันดินแดนที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านเรามากนัก นั่งเครื่องราว ๆ 4ชั่วโมงก็ถึงแล้ว เมืองนี้มีหลายอย่างที่คล้ายกรุงเทพฯ มีบางส่วนที่คล้ายญี่ปุ่น และแน่นอนว่ามีความเป็นจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนหน้าที่จะได้ไปไทเป ผู้เขียนไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเมืองนี้จะมีหลายอย่างคล้ายกับกรุงเทพฯ มากมายขนาดนี้ (ถึงแม้ว่าชื่อเมืองจะมีคำว่า “ไท(ย)”เหมือนกันก็เถอะ ไทเป – ไทย) ทั้งสภาพบ้านเมือง การขนส่งสาธารณะ และโดยเฉพาะอาหารการกินที่คล้ายกันมากจนน่าแปลกใจว่าไทยไปเลียนแบบไทเปมาหรือไทเปมาเลียนแบบใครกันแน่ แต่ในความเป็นจริงทั้งเราและเขาต่างก็หยิบยืมวัฒนธรรมจีนบางส่วนมาทั้งคู่ คงไม่แปลกหากเราทั้งสองจะนิยมเมนูอาหารที่ใกล้เคียงกัน

การเดินทางครั้งนี้ของผู้เขียนเริ่มด้วยการเตรียมตัวล่วงหน้าเพียงสองสัปดาห์ มีเวลาอยู่ที่ไทเปเพียงแค่ 2 วัน 2 คืนเท่านั้น แต่ก็รู้สึกว่าเป็นการเดินทางที่คุ้มค่า ไม่เสียเวลามากเกินไป ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ดื่มด่ำอากาศเย็น ๆ อุณหภูมิกำลังดี ได้เห็นผู้คนในสถานที่ใหม่…บางที เท่านี้ก็เพียงพอแล้วจริง ๆ

การเดินทางเริ่มขึ้นในช่วงเวลาราว ๆ ตีสองซึ่งเป็นเวลาเครื่องออก ไปถึงจุดหมายปลายทางเวลาเช้าตรู่ เดินทางออกจากสนามบินไปที่โรงแรมในเมืองด้วยรถไฟฟ้าจากสนามบินใช้เวลาราว ๆ 40 นาทีกว่าจะถึงตัวเมือง แต่ระหว่างทางที่นั่งเข้าเมืองก็ชมวิวธรรมชาติข้างทางของไทเปไปได้เรื่อย ๆ ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นวิวข้างทางของไทเปคงต้องตอบว่าไทเปเป็นเมืองหลวงที่ธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้ มีภูเขา ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ต่างจังหวัด แต่เมื่อเข้าใกล้ตัวเมืองที่มีความเจริญ ทัศนียภาพเหล่านั้นก็ค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงแค่เมืองที่มีความเจริญในระดับกำลังน่ารัก ไม่วุ่นวายเท่ากรุงเทพฯ และญี่ปุ่น แต่ความเจริญและความสะดวกสบายก็เข้าถึงในหลายพื้นที่

เมื่อเก็บกระเป๋าเข้าโรงแรมเรียบร้อย ผู้เขียนตัดสินใจออกมาเดินเที่ยวเล่นในตัวเมือง ไปวัดหลงซาน (Longshan) ซึ่งเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมและประติมากรรมงดงามมาก บรรยากาศดีเป็นที่สุด มีน้ำตกหน้าวัด หลังจากเข้าชมวัด ก็มาเดินเล่นตลาด Hauxi ที่อยู่ด้านข้างวัด ซึ่งเป็นย่านที่มีอาหารอร่อย ๆขาย เท่าที่ผู้เขียนเห็นหลายร้านขายคงเป็นลูกชิ้นทอดใหญ่ ๆ รวมถึงอาหารแบบบ้านเราเช่น ข้าวขาหมู เป็นต้น จากที่สังเกต คนไต้หวันน่าจะชอบกินคากิมาก เพราะทุกร้านที่ขายข้าวขาหมูจะต้องมีคากิวางโชว์บนหม้อเต็มไปหมด

เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด ผู้เขียนก็เคลื่อนย้ายตัวเองไปยังตลาดนัดกลางคืนซึ่งเป็นที่ร่ำลือว่าถ้ามาไทเปห้ามพลาดเดินตลาดกลางคืนนะ ในไทเปมีตลาดนัดกลางคืนเยอะมาก นักท่องเที่ยวอาจเลือกตลาดที่ใกล้ที่พักของตัวเองก็ได้เพื่อความสะดวกสบาย หรือหากอยากไปตลาดที่ใหญ่หน่อยก็แนะนำให้ไปที่ตลาดซื่อหลิน (Shilin) กิจกรรมที่ทำภายในตลาดก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการเดิน กิน กิน กินชิมทุกอย่างที่ขวางหน้า สิ่งที่ชอบที่สุดคงเป็นผลิตภัณฑ์เต้าหู้ทั้งหลายที่ทำจากครัวไต้หวัน เนื่องจากเมนูเต้าหู้หลาย ๆ อย่างไม่สามารถหาทานได้ที่ไทย ต้องทานเต้าหู้ลักษณะนี้กับน้ำจิ้มประเภทนี้เท่านั้น รวมถึงนมอัลมอนด์ร้อน ๆ ก็เป็นเมนูที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเดินตลาดนัด เพราะ อากาศเย็น ๆ กับนมอัลมอนด์อุ่น ๆ หอม ๆ เป็นองค์ประกอบที่ลงตัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

หากเดินเล่นตลาดนัดจบแล้ว แต่แรงยังเหลือ ที่ต่อไปที่ควรไปคือเดินเล่นในตัวเมืองใกล้ ๆ ตึกไทเป เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นย่านที่ไม่หลับไหล ไปสัมผัสประสบการณ์ชีวิตยามค่ำคืนในไทเปได้บริเวณดังกล่าว

เช้าวันรุ่งขึ้นผู้เขียนรีบออกเดินทางไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ นอกเทไปที่ตั้งใจว่าจะไม่ยอมพลาดเป็นอันขาด นั่นคือ หมู่บ้านจิ่วเฟ่ย ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นแรงบันดาลใจของการ์ตูนเรื่อง SpiritedAway ของค่าย Studio Ghibli การเดินทางครั้งนี้ผู้เขียนเลือกนั่งรถโดยสารประจำทางไปเรื่อย ๆ ค่าเดินทางอยู่ที่ราว 100 NTD ต่อเที่ยว การเดินทางใช้เวลาราว ๆ 2 ชั่วโมง (หากใครต้องการประหยัดเวลา สามารถเลือกนั่งแท็กซี่ไปได้ แท็กซี่จะมาจอดรอเรียกผู้โดยสารอยู่ที่บริเวณป้ายรถเมล์อยู่แล้ว ราคาไปกลับอยู่ที่ราว ๆ 1,200 – 1,500 NTD ซึ่งใช้เวลาเดินทางน้อยกว่า เพราะแท็กซี่จะพาขึ้นทางด่วน)

เมื่อไปถึงแม้ภาพที่อยู่ตรงหน้าอาจไม่ค่อยตรงกับภาพในใจสักเท่าไหร่ แต่เมื่อได้ลองเดินเข้าไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งสัมผัสถึงความน่ารักแบบสบาย ๆ ของเมืองโบราณแห่งนี้

เมืองบนเขา ริมทะเล ที่เต็มไปด้วยโรงน้ำชาและโคมไฟโบราณ ในมุมมองของผู้เขียน เมืองนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ส่วนแรกคือตรอกเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยร้านอาหารท้องถิ่น เมนูขึ้นชื่อได้แก่ ซุปลูกชิ้นจั้มโบ้น้ำใส รวมถึงอาหารอีกมากมายที่หน้าตาเชิญชวนให้เข้าไปลิ้มลอง (ความรู้สึกแรกที่เข้าไปตลาดแห่งนี้คือ นี่ตลาดอำพวาหรือหมู่บ้านจิ่วเฟ่ยกันแน่นะ?!? ต่างกันที่เมนูอาหารที่วางขาย แต่บรรยากาศคล้ายกัน) และส่วนที่สองคือส่วนที่เป็นหมู่บ้านสงบ ๆ มีทางเดินลัดหน้าผามองลงไปเป็นทะเล อากาศแสนสบาย ผู้เขียนเลือกเดินผ่านย่านร้านค้า หาของกินก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นรีบพาตัวเองออกมารับบรรยากาศหมู่บ้านบนเขาริมทะเลในช่วงเย็น นั่งมองพระอาทิตย์ตกดิน จิบน้ำชาอุ่น ๆ มองวิถีชีวิตผู้คนในหมู่บ้านนั้นและจินตนาการไปถึงภาพในการ์ตูนที่เคยดูมา

เมื่อแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ความมืดเข้ามาแทนที่แสงสว่างจากโคมแดงก็ทยอยเปิดเรียงรายกันเป็นแถว นับว่าเป็นภาพที่งดงามและยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำจนถึงวันนี้ บรรยากาศตลาด (ที่คล้ายตลาดอัมพวา) หายไปทันที กลับกลายเป็นเมืองที่ต้องมนต์เสน่ห์ลึกลับน่าค้นหายิ่งนัก ผู้เขียนเดินไปตามแนวโคมไฟ ดื่มด่ำบรรยากาศโรงน้ำชายามค่ำคืน เดินไปเรื่อย ๆ จนถึงด้านบนสุดของทางบันไดสูงนั่งเล่นตากลมสักพักแล้วก็ขึ้นรถกลับเข้าไทเป…ความสุขมันง่ายเท่านี้ ดื่มด่ำบรรยากาศ ท่ามกลางอากาศที่เย็นกำลังดี กับวิวที่แตกต่างจากที่เห็นทุกวัน

ขากลับนั่งรถโดยสารเข้าเมืองก็พยายามหลับมาตลอดทางเพื่อเก็บแรงไว้ไปเดินเล่นย่านซีเหมินติง (Ximending) ช้อปปิ้งเล็กน้อย เก็บแต้มชาไข่มุกรอบสุดท้ายก่อนกลับไปพร้อมกับความทรงจำดี ที่เกิดขึ้นในไทเป และบินลัดฟ้ากลับสู่อ้อมกอดเมืองไทยในรุ่งเช้าของวันถัดมา