ตารางวัคซีนเด็ก 2569 เป็นเหมือนแผนที่สุขภาพที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่วางแผนสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกตั้งแต่วันแรกเกิดไปจนถึงวัยรุ่น เพราะเด็กแต่ละช่วงวัยมีความเสี่ยงต่อโรคแตกต่างกัน บางวัคซีนต้องฉีดหลายเข็ม บางชนิดต้องกระตุ้นซ้ำ และบางชนิดอาจพิจารณาเพิ่มตามสุขภาพ การใช้ชีวิต หรือคำแนะนำของแพทย์
ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงแนวทาง ตารางการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในเด็กและวัยรุ่นไทย พ.ศ. 2569 ซึ่งเผยแพร่โดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ตารางต่อไปนี้เป็นฉบับสรุปเพื่อช่วยวางแผนเท่านั้น ไม่ควรใช้แทนการประเมินของแพทย์ เนื่องจากอายุที่เริ่มฉีด จำนวนเข็ม และระยะห่างอาจแตกต่างตามยี่ห้อวัคซีน ประวัติเดิม และภาวะสุขภาพของเด็ก
อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.pidst.or.th/A1627.html
ขอบคุณรูปภาพจาก สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย https://drive.google.com/file/d/1mJiuNAqS6uRlG7Fq09RnNFeV0pAEeeP_/view
สรุปตารางวัคซีนเด็ก 2569 ตั้งแต่แรกเกิด - 18 ปี มีอะไรบ้าง? ฉบับอัพเดทล่าสุด
เด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 18 ปีควรได้รับวัคซีนพื้นฐานตามช่วงอายุ ได้แก่ วัคซีนวัณโรค ตับอักเสบบี คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ฮิบ โปลิโอ โรตา หัด คางทูม หัดเยอรมัน และไข้สมองอักเสบเจอี ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ HPV อีสุกอีใส ตับอักเสบเอ และนิวโมคอคคัส โดยพิจารณาตามช่วงอายุ ความเสี่ยง ประวัติการได้รับวัคซีน และคำแนะนำของแพทย์
ตารางวัคซีนเด็ก 2569 ฉบับสรุป
คำย่อวัคซีนที่พบบ่อย
- BCG: วัคซีนป้องกันวัณโรคชนิดรุนแรงในเด็ก
- HB: วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
- DTP / DTaP / DTwP / Tdap / Td: กลุ่มวัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน
- Hib: วัคซีนป้องกันโรคจากเชื้อฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนเซ ชนิดบี
- IPV / OPV: วัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดฉีดและชนิดรับประทาน
- MMR: วัคซีนป้องกันหัด คางทูม และหัดเยอรมัน
- JE: วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี
- LAJE (Live Attenuated Japanese Encephalitis vaccine) : วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี ชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ ซึ่งผลิตจากเชื้อไวรัสที่ทำให้ฤทธิ์อ่อนลงจนไม่ก่อโรคแต่กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี ใช้สำหรับป้องกันโรคไข้สมองอักเสบจากยุงกัด
- HPV: วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีบางสายพันธุ์
- HBIG: อิมมูโนโกลบูลิน (Hepatitis B Immune Globulin) ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ที่ใช้ฉีดเพื่อป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี อย่างเร่งด่วนในกรณีฉุกเฉิน หรือป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
- MenB: วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal Disease) ที่จำเพาะเจาะจงต่อเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis สายพันธุ์ B ซึ่งเชื้อนี้เป็นสาเหตุสำคัญของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบและการติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด (อ้างอิงข้อมูลจาก : https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/march-2025/meningococcal-vaccine)
- Rota : วัคซีนนี้ช่วยลดอาการท้องเสียรุนแรง ไข้สูง และการอาเจียน ที่อาจทำให้เด็กขาดน้ำจนเป็นอันตรายถึงชีวิต (อ้างอิงข้อมูลจาก : https://www.nakornthon.com )
- PVC (Pneumococcal Vaccine) หรือ นิวโมคอคคัส : วัคซีนป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย สเตรปโตคอคคัสนิวโมเนียอี (Streptococcus pneumoniae) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบ (ปอดบวม) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือด ที่มีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ (อ้างอิงข้อมูลจาก : https://praram9.com/th/articles/pneumococcal-vaccine )
- Tdap: วัคซีนรวมป้องกัน 3 โรค ได้แก่ โรคบาดทะยัก (Tetanus) โรคคอตีบ (Diphtheria) และโรคไอกรน (Pertussis) ชนิดไร้เซลล์ โดยเป็นวัคซีนสูตรที่ลดปริมาณแอนติเจนลง เหมาะสำหรับเด็กโต วัยรุ่น และผู้ใหญ่ เพื่อใช้ฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (อ้างอิงข้อมูลจาก : https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/october-2022/tdap-booster )
- EV71 (Enterovirus 71) : วัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ที่เกิดจากเชื้อเอนเทอโรไวรัสสายพันธุ์ 71 ซึ่งเป็นสายพันธุ์รุนแรงที่เสี่ยงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิต วัคซีนนี้ช่วยลดความรุนแรงของโรคและป้องกันการติดเชื้อเฉพาะสายพันธุ์ EV71 ได้สูงกว่า 97% (อ้างอิงข้อมูลจาก : https://www.rama.mahidol.ac.th/atrama/issue047/rama-rdu )
วัคซีนเด็กแรกเกิด – 2 เดือน
ช่วงสองเดือนแรกเป็นช่วงที่กำหนดวัคซีนค่อนข้างแน่น โดยเฉพาะวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีซึ่งควรได้รับตั้งแต่หลังคลอด รวมถึงวัคซีนโรต้าที่มีข้อจำกัดด้านอายุ หากเริ่มช้าเกินไปอาจไม่สามารถฉีดชดเชยได้ตามปกติ
วัคซีนเด็ก 4 – 6 เดือน
เมื่อลูกอายุ 4-6 เดือน จะเป็นช่วงต่อเนื่องของวัคซีนชุดแรก หากไม่ได้รับวัคซีนตามกำหนด อาจทำให้การสร้างภูมิคุ้มกันล่าช้าหรือไม่เป็นไปตามตารางที่แนะนำ จึงควรตรวจวันนัดและชื่อวัคซีนในสมุดทุกครั้ง โดยเฉพาะวัคซีนโรต้าและ PCV ซึ่งมีช่วงอายุและจำนวนเข็มชัดเจน
สำหรับ PCV บางผลิตภัณฑ์หรือบางตารางของสถานพยาบาลเอกชนอาจมีเข็มที่อายุ 6 เดือน แต่ ตารางสิทธิบริการปี 2569 ใช้แบบ 2, 4 และ 12 เดือน จึงไม่ควรนำจำนวนเข็มของคนละผลิตภัณฑ์มาเปรียบเทียบกันโดยตรง
วัคซีนเด็ก 9 – 12 เดือน
ช่วงปลายขวบปีแรกจะเริ่มมีวัคซีนป้องกันหัด คางทูม หัดเยอรมัน และไข้สมองอักเสบเจอี ส่วนเด็กที่ได้รับ PCV ตามสิทธิจะมีเข็มกระตุ้นเมื่ออายุประมาณ 12 เดือน
วัคซีนเด็ก 1 ปี – 18 ปี
หลังอายุ 1 ปี จำนวนเข็มจะลดลง แต่ยังมีเข็มกระตุ้นสำคัญ รวมถึงการตรวจประวัติเมื่อเข้าโรงเรียน วัคซีน HPV ในวัยเรียน และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ควรรับเป็นประจำทุกปี
วัคซีนพื้นฐาน vs วัคซีนเสริม แตกต่างกันอย่างไร? ลูกจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเสริมไหม?
วัคซีนพื้นฐาน คือวัคซีนที่อยู่ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคและจัดให้เด็กกลุ่มเป้าหมายตามช่วงอายุ ส่วน วัคซีนเสริม เป็นวัคซีนหรือผลิตภัณฑ์สร้างภูมิคุ้มกันที่พิจารณาเพิ่มตามความเสี่ยง คำว่า “เสริม” ไม่ได้แปลว่าไม่สำคัญ แต่ด็กแต่ละคนอาจมีความจำเป็นในการได้รับวัคซีนเสริมแตกต่างกัน ควรเลือกจากอายุ โรคประจำตัว สภาพแวดล้อม และคำแนะนำของแพทย์
วัคซีนเสริมยอดฮิตที่หมอเด็กแนะนำ (ปี 2569)
วัคซีนที่ควรฉีดเมื่อเข้าสู่หน้าฝน
เมื่อเข้าสู่หน้าฝน ควรให้ความสำคัญกับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี เป็นอันดับแรก ส่วนวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก และวัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปากจากเชื้อ EV71 อาจพิจารณาตามอายุและความเสี่ยง ขณะที่ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปีสามารถปรึกษาแพทย์เรื่องภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกัน RSV ได้ แต่ไม่ควรรอฤดูกาลจนทำให้วัคซีนพื้นฐานตามวัยล่าช้า
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่: ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนและควรฉีดทุกปี หากทำได้ควรรับก่อนหรือในช่วงต้นฤดูระบาด แต่หากเลยช่วงดังกล่าวแล้วยังไม่ฉีดก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อรับได้ กรมควบคุมโรคระบุว่าโรคมีแนวโน้มเพิ่มในฤดูฝนและเด็กเล็กเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน คำแนะนำจากกรมควบคุมโรค
- วัคซีนไข้เลือดออก: พิจารณาได้ตั้งแต่อายุ 4 ปี ต้องรับ 2 เข็มห่างกัน 3 เดือน จึงควรวางแผนล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้เกิดการระบาดแล้วจึงเริ่มฉีด และยังต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงร่วมด้วย
- วัคซีน EV71: เหมาะสำหรับปรึกษาในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่เข้าเนิร์สเซอรีหรืออยู่รวมกันจำนวนมาก แต่ป้องกันเฉพาะมือ เท้า ปากจากเชื้อ EV71 ไม่ได้ป้องกันโรคมือ เท้า ปากทุกสาเหตุ
- ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกัน RSV: ฤดูกาล RSV ในประเทศไทยมักอยู่ประมาณเดือนสิงหาคมถึงกุมภาพันธ์ ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่วัคซีนและต้องให้แพทย์ประเมินอายุ น้ำหนัก สุขภาพ และความเสี่ยงของเด็ก
วิธีวางแผนค่าวัคซีนลูกให้คุ้มค่าที่สุด
การวางแผนค่าวัคซีนลูกให้คุ้มค่า ควรเริ่มจากตรวจว่าวัคซีนใดอยู่ในสิทธิการรักษา จากนั้นให้กุมารแพทย์จัดลำดับวัคซีนเสริมตามความเสี่ยงจริง เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายแบบรายเข็มกับแพ็กเกจ และเผื่องบสำหรับเข็มต่อเนื่อง วิธีนี้ช่วยลดการฉีดซ้ำ ลดการซื้อแพ็กเกจที่ไม่เหมาะกับลูก และควบคุมค่าใช้จ่ายระยะยาวได้ง่ายขึ้นเปรียบเทียบโปรโมชั่นและเลือกใช้บัตรเครดิตที่ร่วมรายการ จะช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตารางวัคซีนเด็ก
Q: ลูกพลาดนัดวัคซีน ต้องเริ่มฉีดใหม่ทั้งหมดหรือไม่?
A: โดยทั่วไปไม่ต้องเริ่มชุดใหม่ แพทย์จะนับเข็มเดิมที่ได้รับอย่างถูกต้องและจัดตารางเก็บตกตามอายุและระยะห่างขั้นต่ำ แต่ควรรีบนำสมุดวัคซีนไปตรวจ เพราะบางชนิด เช่น โรต้า มีอายุสูงสุดในการรับวัคซีน
Q: ลูกเป็นหวัดเล็กน้อย ยังฉีดวัคซีนได้ไหม?
A: เด็กที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น น้ำมูกหรือไอเล็กน้อย มักยังรับวัคซีนได้ แต่หากมีไข้สูง อาการปานกลางถึงรุนแรง หรือมีโรคประจำตัว ควรให้แพทย์ประเมินก่อนว่าจะฉีดหรือเลื่อนนัด
Q: วัคซีนหลายชนิดฉีดวันเดียวกันได้ไหม?
A: วัคซีนหลายชนิดสามารถให้ในวันเดียวกันโดยแยกตำแหน่งฉีดได้ แต่ต้องดูชนิดวัคซีนและประวัติสุขภาพ โดยเฉพาะวัคซีนเชื้อเป็น หากไม่ได้ให้พร้อมกันอาจต้องเว้นระยะตามเกณฑ์ จึงควรให้แพทย์หรือพยาบาลเป็นผู้จัดตาราง
Q: ทำไมวัคซีนไข้หวัดใหญ่ต้องฉีดทุกปี?
A: เพราะสายพันธุ์ไวรัสที่ระบาดและองค์ประกอบของวัคซีนอาจมีการปรับเปลี่ยน อีกทั้งภูมิคุ้มกันลดลงตามเวลา เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนจึงควรรับทุกปี โดยการฉีดครั้งแรกในเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีอาจต้องรับ 2 เข็มห่างกันประมาณ 1 เดือน
Q: ลูกเคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว ยังต้องฉีดวัคซีนหรือไม่?
A: ควรแจ้งประวัติให้แพทย์ประเมิน เพราะการวินิจฉัยเดิม ความชัดเจนของอาการ และภาวะสุขภาพอาจมีผลต่อคำแนะนำ หากไม่แน่ใจว่าเคยเป็นจริงหรือไม่มีหลักฐาน ไม่ควรสรุปเองว่ามีภูมิคุ้มกันแล้ว
Q: หลังฉีดวัคซีนเด็กมีไข้และแขนบวม เป็นอันตรายหรือไม่?
A: อาการปวด บวม แดงบริเวณฉีด ไข้ต่ำ หรืออ่อนเพลียอาจเกิดขึ้นได้หลังรับวัคซีนบางชนิด ควรดูแลตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ หากเด็กหายใจลำบาก หน้าหรือปากบวม ซึมผิดปกติ ชัก ไข้สูง หรือมีอาการที่ผู้ปกครองกังวล ควรติดต่อสถานพยาบาลหรือเข้ารับการประเมินทันที
Q: ถ้าสมุดวัคซีนลูกหายควรทำอย่างไร?
A: เริ่มจากติดต่อโรงพยาบาล คลินิก หรือหน่วยบริการที่เคยฉีดวัคซีนเพื่อขอประวัติ หากมีภาพถ่าย ใบเสร็จ หรือข้อมูลจากโรงเรียนให้นำไปประกอบการตรวจสอบ กรณีไม่มีหลักฐาน แพทย์จะประเมินประวัติ อายุ และความเสี่ยงเพื่อวางแผนที่ปลอดภัย
สุขภาพของลูกเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ การวางแผนฉีดวัคซีนให้ครบตามตารางปี 2569 จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาตัวช่วยแบ่งเบาภาระค่าแพ็กเกจวัคซีน การสมัครบัตรเครดิต KTC ที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์กับโรงพยาบาลชั้นนำ คือทางเลือกที่คุ้มค่า และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่
ดูแลสุขภาพให้คนในครอบครัว นึกถึงบัตรเครดิต KTC




