มีเจ้าของร้านค้าจำนวนไม่น้อยที่ทำยอดขายดีมากในแต่ละปี แต่กลับไม่เหลือเงินเก็บหรือบ้างก็ไม่เหลือเงินเก็บมากเท่ากับยอดขายที่รู้สึกว่าทำได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสัญญาณของปัญหาการบริหารร้านค้าที่เจ้าของร้านค้าต่างพบเจอเหมือนกัน อย่างปัญหา “ยอดขายดี แต่เงินไม่เหลือ”

ในครึ่งปีแรกของทุกปี คือ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เจ้าของร้านค้าจะเริ่มต้นรีวิวแผนธุรกิจที่ผ่านมาอย่างจริงจัง เพราะข้อมูลการดำเนินธุรกิจในช่วง 6 เดือนแรก สามารถพอจะนำมาวิเคราะห์คาดการณ์ได้ว่า ธุรกิจกำลังไปในทิศทางไหน และเราในฐานะเจ้าของธุรกิจจะใช้เวลาอีกครึ่งปีที่เหลืออยู่เพื่อปรับแผนธุรกิจให้เติบโตขึ้นได้อย่างไร และในทางกลับกัน หากพลาดช่วงเวลารีวิวแผนธุรกิจครึ่งปีแรกไปแล้ว ธุรกิจที่ดำเนินไปอย่างไร้การวิเคราะห์คาดการณ์ก็อาจนำไปสู่สภาวะกำไรจมไปกับต้นทุนที่มองไม่เห็น ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นผลดีกับการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

 

วิเคราะห์ยอดขายร้านค้า คืออะไร? ทำไมเจ้าของร้านต้องทำทุกครึ่งปี

หลายคนอาจเคยมีความเข้าใจผิด ๆ ว่า การวิเคราะห์ยอดขาย คือ การตรวจสอบยอดขายแต่ละเดือนว่าได้เท่าไหร่ แต่ในความจริง “การวิเคราะห์ยอดขาย” คือ การพิจารณาดูทั้งโครงสร้างเงินทั้งหมดในธุรกิจ ทั้งรายได้ ต้นทุน พฤติกรรมลูกค้า และช่องทางที่ทำกำไรจริง เพื่อหาคำตอบให้แน่ชัดว่า ธุรกิจเติบโตจริงหรือเพียงแค่ดูเหมือนโต เพราะตัวเลขยอดขายที่สูงขึ้นไม่ได้การันตีว่า ธุรกิจประสบความสำเร็จจริง

 

ดูยอดขายทั่วไป vs วิเคราะห์ยอดขาย ต่างกันอย่างไร?

  • การดูยอดขายทั่วไป คือ การอ่านตัวเลขรายได้ เช่น เดือนนี้ขายได้ 300,000 บาท มากกว่าเดือนที่แล้วที่ได้ 250,000 บาท ซึ่งเป็นเพียงการตรวจสอบยอดขายที่เปรียบเทียบเพียงรายได้ที่เข้ามา โดยไม่ได้พิจารณาถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ในธุรกิจ
  • การวิเคราะห์ยอดขาย คือ การคิดและตั้งคำถามต่อว่า จากยอดขาย 300,000 บาทที่เข้ามานั้น มีต้นทุนสินค้าเท่าไหร่ มีค่าจัดเตรียมสินค้า ค่าส่ง ค่าแพลตฟอร์มโฆษณา และค่าโปรโมชั่นเป็นเท่าใด รวมถึงตั้งข้อสงสัยว่าสินค้าที่ขายดีที่สุดให้กำไรมากที่สุดจริงหรือไม่ ที่สำคัญคือลูกค้าที่ซื้อสินค้าเป็นลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำ

การดูยอดขายทั่วไปและวิเคราะห์ยอดขายนั้น จึงแตกต่างกันที่พฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการนั้น ๆ เพราะการดูยอดขายทั่วไปจะทำให้ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่การวิเคราะห์ยอดขายจะทำให้รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ

 

ทำไมเจ้าของร้านค้าส่วนใหญ่ รู้ยอดขาย แต่ไม่รู้กำไรจริง?

เหตุผลหลัก ๆ ของการที่เจ้าของร้านค้ารู้ยอดขายแต่ไม่รู้กำไรจริงจะมาจากการที่ต้นทุนหลายรายการไม่ได้ถูกนำคิดคำนวณอย่างเป็นระบบ อาทิ ค่าธรรมเนียมการชำระเงินออนไลน์ที่หักอัตโนมัติ ค่าจัดเตรียมสินค้าเพื่อจัดส่ง ค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Advertising) ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกอาทิตย์แต่ไม่เคยถูกนำมารวมเป็นยอดก้อนใหญ่ของทั้งเดือน รายการค่าใช้จ่ายเหล่านี้แม้จะเป็นสัดส่วนต้นทุนที่ไม่เยอะมาก แต่เมื่อมองภาพรวมต่อเนื่องหลายเดือนกลับเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่เจ้าของร้านไม่ทันได้รู้สึกตัว และวันหนึ่งก็อาจเป็นตัวการที่ทำให้ยอดขายที่เพิ่มขึ้น 20% แต่กำไรสุทธิกลับลดลง

 

วิเคราะห์ยอดขายครึ่งปีแรกสำคัญอย่างไรต่อการวางแผนครึ่งปีหลัง?

ข้อมูลธุรกิจในครึ่งปีแรกสามารถแสดงให้เห็นถึงรูปแบบธุรกิจอย่างเป็นรูปเป็นร่างได้ว่า 6 เดือนที่ผ่านมา เดือนไหนมียอดขายสูงที่สุด หรือเดือนไหนยอดขายซบเซาที่สุด และสินค้าใดมีแนวโน้มเติบโตและสินค้าอัตราการขายเริ่มนิ่ง รวมถึงต้นทุนส่วนไหนที่ควบคุมได้และส่วนไหนที่กำลังบานปลาย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้การตัดสินใจเพื่อธุรกิจในครึ่งปีหลังมีความแม่นยำกว่าการเดาจากยอดขายทั่ว ๆ ไปเพียงผิวเผิน

 

Step-by-step วิเคราะห์ยอดขายร้านค้า ฉบับเข้าใจง่ายและทำได้จริง

เปิดเทคนิคการวิเคราะห์ยอดขายร้านค้าฉบับเข้าใจง่าย ที่เจ้าของร้านค้าสามารถทำได้จริง โดยรายละเอียดมีดังนี้

1.      ดูยอดขายรวม (Total Revenue)

เริ่มต้นด้วยการรวบรวมตัวเลขยอดขายรายวันและรายเดือนย้อนหลัง 6 เดือน จากนั้นนำข้อมูลมาจัดเรียงในรูปแบบตารางเพื่อให้เปรียบเทียบง่ายขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพิจารณาหาแนวโน้มธุรกิจ ไม่ใช่แค่การสังเกตตัวเลขในแต่ละเดือน ซึ่งหากพบว่ายอดขายโตขึ้นทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่หากบางเดือนมียอดขายพุ่งขึ้นสูงผิดปกติก่อนจะร่วงลงมา เจ้าของร้านค้าจำเป็นต้องคิดหาสาเหตุว่าเกิดจากปัจจัยใด เป็นเพราะอยู่ในช่วงมีโปรโมชั่นหรือไม่ ช่วงเวลาหรือฤดูกาลส่งผลต่อยอดขายหรือเปล่า เพราะเมื่อใดที่ยอดขายดูเหมือนโตแต่มาจากโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียว ถือเป็นสัญญาณเตือนแรกว่าร้านยังไม่มีการเติบโตจากภายใน (Organic Growth) ที่แข็งแรงพอ

นอกจากนี้ควรนำข้อมูลยอดขายรวมไปเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร่วมด้วย เพื่อตัดปัจจัยเรื่องผลกระทบของฤดูกาลออก ทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าธุรกิจกำลังเติบโตขึ้นจริงหรือแค่วนซ้ำตามรูปแบบเดิม

2.      วิเคราะห์ต้นทุน (Cost Structure)

“การวิเคราะห์ต้นทุน” เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่เจ้าของร้านส่วนใหญ่ผิดพลาดมากที่สุด จากการพิจารณาไม่ละเอียดถี่ถ้วนมากพอ เนื่องจากต้นทุนของร้านค้าแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

  • ต้นทุนสินค้า คือ ราคาที่คุณซื้อสินค้ามาขาย หรือในกรณีผลิตสินค้าเอง ก็จะเป็นต้นทุนการผลิต ซึ่งข้อมูลต้นทุนในส่วนนี้มักจะถูกบันทึกไว้ชัดเจนอยู่แล้ว
  • ค่าใช้จ่ายแฝง คือ สัดส่วนค่าใช้จ่ายที่มักพลาดพลั้งไม่ได้ทำการจดบันทึกให้ดี เช่น ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ, ค่าใช้จ่ายสำหรับ Payment Gateway, ค่าขนส่งและค่าส่งคืนสินค้า ค่าจัดเตรียมพัสดุและค่าวัสดุบรรจุภัณฑ์, ค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์, ค่าแรงพนักงานพาร์ทไทม์ และค่าเช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าที่มีหน้าร้าน

ซึ่งวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในการวิเคราะห์ต้นทุนก็คือ การนำใบแจ้งยอดธนาคาร (Bank Statement) และใบแจ้งยอดใช้จ่ายจากทุกแพลตฟอร์มมารวมกัน จากนั้นนำรายจ่ายทุกรายการมาจัดหมวดหมู่เพื่อให้เห็นภาพต้นทุนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

3.      ตรวจสอบกำไรจริง (Net Profit)

กำไรสุทธิ = รายได้รวม - ต้นทุนทั้งหมด (รวมต้นทุนแฝงด้วย) เป็นสูตรการคำนวณที่ง่ายแต่สำคัญอย่างมาก เพราะเจ้าของร้านหลายคนอาจคำนวณกำไรโดยหักแค่ต้นทุนสินค้า แต่ไม่ได้คำนวณต้นทุนแฝงร่วมด้วย ซึ่งการคำนวณโดยรวมต้นทุนแฝงเข้าไปด้วย จะทำให้ทราบถึงกำไรสุทธิจริง ๆ ที่อาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือบางกรณีอาจติดลบ แต่ข้อดีก็คือสามารถวางแผนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังได้อย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานความเป็นจริง

ด้วยเหตุนี้การที่มียอดขายสูงจึงไม่ได้หมายความว่าจะได้กำไรเยอะเสมอไป ร้านค้าที่มียอดขายเดือนละล้านบาทอาจทำกำไรน้อยกว่าร้านค้าที่ขายได้เพียงเจ็ดแสนบาทก็เป็นได้ ถ้ามีโครงสร้างต้นทุนต่างกัน

4.      วิเคราะห์สินค้าขายดี vs สินค้ากำไรดี

เริ่มต้นได้โดยการเปรียบเทียบรายการสินค้าระหว่างจำนวนที่ขายได้ กับกำไรต่อชิ้นหลังหักต้นทุนทั้งหมดแล้ว เพื่อให้ทราบว่า ในครึ่งปีหลังควรจะผลักดันสินค้าตัวไหน ลดสต็อกสินค้าตัวไหน หรือปรับเพิ่มหรือลดราคาสินค้าตัวไหน เพราะบ่อยครั้งคุณจะพบว่าสินค้าที่ขายดีที่สุดกลับมี Margin ต่ำมาก ซึ่งบางทีอาจเป็นเพราะตั้งราคาถูกเพื่อดึงดูดลูกค้า บางทีเป็นเพราะต้นทุนการส่งสูง หรือบางทีเป็นเพราะลดราคาบ่อยเพื่อแข่งขันกับคู่ค้าในตลาด ในขณะที่สินค้าที่ขายได้ปริมาณน้อยกว่ากลับสร้างกำไรสุทธิได้มากกว่า

5.      วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า

การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าจะทำให้ทราบว่า ยอดขายมาจากลูกค้ากลุ่มไหนและช่องทางไหน ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำหรือไม่ และถ้าลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วหายไป แสดงว่าธุรกิจอาจมีปัญหาในเรื่องความพึงพอใจหรือการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งจะส่งผลให้ต้องใช้งบโฆษณามากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ทดแทน แต่หากลูกค้าเก่าหลาย ๆ คนกลับมาซื้อซ้ำบ่อย หมายความว่าต้นทุนการขายต่อออเดอร์ก็จะต่ำลงเรื่อย ๆ ภาพรวมของกำไรก็จะดีขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ การวิเคราะห์ช่องทางขายก็เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากร้านค้าหลายแห่งในปัจจุบัน มีวางขายทั้งหน้าร้าน ออนไลน์ และไลฟ์สดตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ แต่กลับไม่เคยแยกวิเคราะห์ว่าแต่ละช่องทางมียอดขาย ต้นทุน และกำไรต่างกันอย่างไร ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลในส่วนนี้สำคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจว่าควรลงทุนเพิ่มที่ช่องทางไหนในครึ่งปีหลัง

 


เช็ก 5 จุดรั่วที่เจ้าของร้านมักพลาด ตัวการทำกำไรหาย

KTC ได้รวบรวม 5 จุดรั่วในธุรกิจที่เจ้าของร้านมักพลาด จนเป็นเหตุให้กำไรหดหาย ซึ่งมีรายละเอียดเป็นดังนี้

จุดรั่วที่ 1 : ขายดีแต่ “มาร์จิ้นต่ำ”

สถานการณ์เช่นนี้พบได้บ่อยมากในประเภทร้านค้าที่แข่งขันกันด้านราคา หรือร้านค้าที่ตั้งราคาตามกระแสสังคม โดยไม่ได้คำนวณถึงต้นทุนจริง ๆ ของสินค้า แม้จะช่วยให้สินค้าขายออกเร็วมาก แต่กำไรต่อชิ้นอาจต่ำจนแทบไม่เหลืออะไรหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด

การแก้ไขที่ดีที่สุดคือการกลับไปคำนวณ Full Cost ของสินค้าแต่ละรายการใหม่ทั้งหมด รวมต้นทุนทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าชิ้นนั้น และตั้งราคาให้ได้ Margin ขั้นต่ำที่ยอมรับได้จริง ๆ

จุดรั่วที่ 2 : ต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น

ค่าธรรมเนียมที่หักอัตโนมัติจากแพลตฟอร์ม ค่าจัดเตรียมสินค้าที่สั่งซื้อเป็นล็อตเล็ก ๆ ค่าใช้จ่ายในการโปรโมทบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในทุกสัปดาห์ รวมถึงค่าคืนสินค้าและจัดค่าส่งซ้ำ รายการเหล่านี้อาจดูเป็นยอดเล็กน้อยในแต่ละครั้ง แต่เมื่อรวมกันทั้ง 6 เดือนอาจเป็นตัวเลขที่กินสัดส่วนต้นทุนไปไม่น้อย

วิธีแก้ไข คือ การบันทึกค่าใช้จ่ายทุกรายการไม่ว่าจะเล็กแค่ไหนก็ตาม แม้แต่ค่ากระดาษกาวม้วนเดียวก็ควรบันทึก เพราะถือเป็นต้นทุนที่แท้จริงของการดำเนินธุรกิจ

จุดรั่วที่ 3 : ไม่มีระบบเก็บข้อมูลยอดขาย

เจ้าของร้านหลายคนบริหารธุรกิจโดยใช้ความจำและความรู้สึกเป็นหลักในการตอบตนเองว่าเดือนนี้ขายดี เพราะรู้สึกว่ามีออเดอร์เข้ามาเยอะ แต่เมื่อจำเป็นต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ อย่างการสต็อกสินค้าเพิ่ม หรือลงโฆษณาเพิ่ม กลับไม่มีข้อมูลจริงมารองรับแผนธุรกิจเหล่านี้ ดังนั้นแล้ว การตัดสินใจทางธุรกิจที่อิงจากความรู้สึกนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะคุณไม่มีหลักฐานที่วัดผลได้จริง

จุดรั่วที่ 4 : ไม่รู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนทำเงินให้ธุรกิจ

การยิงโปรโมทบนแพลตฟอร์มออนไลน์แบบหว่านแหหาลูกค้าทุกกลุ่มโดยไม่มีเป้าหมายชัดเจน เป็นการใช้ต้นทุนธุรกิจไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นการให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายเกินความจำเป็น เนื่องจากลูกค้าบางกลุ่มซื้อเยอะแต่ต่อรองมาก ลูกค้าบางกลุ่มซื้อน้อยแต่ไม่มีปัญหาเรื่องราคา ลูกค้าบางกลุ่มซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วหายไป ในขณะที่ลูกค้าบางกลุ่มเป็น Loyal Customer ที่กลับมาซื้อซ้ำทุกเดือน

การรู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนสร้างกำไรให้ธุรกิจจริง ๆ จะช่วยให้สามารถใช้งบโปรโมทได้แม่นยำตรงจุดและได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการยิงโฆษณาแบบหว่านแห

จุดรั่วที่ 5 : รับเงินหลายช่องทาง แต่ไม่เคยพิจารณามองภาพรวม

ร้านค้าไม่น้อยในปัจจุบันรับเงินผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งการโอนจ่าย การชำระผ่านบัตรเครดิต เงินสด และ E-Wallet ต่าง ๆ เมื่อมีรายได้เงินเข้ามาทุกวันแต่เงินอยู่คนละที่ และคนละบัญชี ทำให้มองภาพรวมยอดขายจริงได้ไม่ชัดเจน ซึ่งจุดรั่วนี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มากในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากเมื่อไม่เห็นภาพรวม การวางแผนธุรกิจและการตัดสินใจทางธุรกิจจึงไม่แม่นยำและมีโอกาสพลาดพลั้งได้ง่าย

วิเคราะห์ยอดขายแล้วต้องทำอะไรต่อ?

หลังจากวิเคราะห์ยอดขายครึ่งปีแรกเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับเป็นแผนการดำเนินธุรกิจที่เป็นรูปธรรม

  1. ตัดสินใจ “ตัดสินค้า” และ “ดันสินค้า” โดยอิงจากข้อมูล Margin จริง สินค้าที่ขายดีแต่ได้กำไรน้อยควรมีการปรับราคาหรือพิจารณาลดสต็อกสินค้าออกจาก Lineup และสินค้าที่ Margin ดีแต่ยังไม่เคยได้รับการโปรโมทอย่างเต็มที่ก็ควรจะได้รับการผลักดันมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
  2. ปรับราคาและจัดทำโปรโมชั่น โดยใช้ข้อมูลต้นทุนที่คำนวณใหม่เป็นฐาน หยุดทำโปรโมชั่นที่ดึงยอดขายได้แต่กินกำไรจนหมด และคิดออกแบบโปรโมชั่นที่สามารถช่วยเพิ่มยอดขาย โดยยังรักษา Margin ไว้ได้
  3. วางงบประมาณโฆษณาให้รอบคอบยิ่งขึ้น โดยให้เน้นใช้งบไปกับช่องทางการขายและกลุ่มลูกค้าที่ข้อมูล 6 เดือน ชี้ให้เห็นว่าทำกำไรได้ดีที่สุด
  4. ขยายช่องทางขายที่ทำเงินได้จริง ในครึ่งปีหลังควรลงทุนกับช่องทางการขายที่ให้กำไรจริง ไม่ใช่ช่องทางที่ให้ยอดขายเยอะแต่กำไรสวนทาง


บริหารยอดขายให้คล่องตัวขึ้น ด้วย “KTC MERCHANT” เครื่องมือรับชำระที่ช่วยเก็บข้อมูล

หนึ่งในอุปสรรคหลักของการวิเคราะห์ยอดขายที่พบบ่อยที่สุดก็คือ ข้อมูลการขายถูกจัดเก็บอย่างกระจัดกระจาย ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลที่ดีและเข้าถึงได้ง่าย โดยยอดขายจากหน้าร้านถูกจัดเก็บไว้ที่หนึ่ง ขณะที่ยอดขายจากช่องทางออนไลน์ถูกจัดเก็บไว้ที่หนึ่ง ยอดขายในรูปแบบเงินโอนเข้าบัญชีอยู่ที่หนึ่ง และยอดขายท่ลูกค้าชำระผ่านบัตรเครดิตอยู่อีกที่หนึ่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้การรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ยอดขายแต่ละครั้งต้องเสียเวลามากและเสี่ยงต่อความผิดพลาด

การมีระบบรับชำระเงินที่ดีและเป็นระเบียบแบบแผน คือ หนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับร้านค้าในยุคนี้ เพราะนอกจากจะรับชำระได้หลากหลายช่องทาง ระบบรับชำระเงินที่ดียังช่วยรวมข้อมูลธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดไว้ในที่เดียว อำนวยความสะดวกให้การเช็กยอดใช้จ่ายย้อนหลัง การแยกรายได้ตามช่องทาง และการวิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจทำได้ง่ายและได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่าเดิม

“KTC MERCHANT” บริการธุรกิจร้านค้า เพื่อการชำระเงินแบบครบวงจร​ จาก KTC เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เปิดโอกาสให้ร้านค้าสามารถรับชำระค่าสินค้าและบริการได้หลากหลายช่องทาง ได้แก่ QR บัตรเครดิตและ QR PromptPay, KTC LINKPAY, KTC PAYMENT GATEWAY และ Alipay+ พร้อมมีระบบจัดเก็บข้อมูลธุรกรรมที่สามารถนำไปต่อยอดวิเคราะห์ยอดขายได้สะดวกขึ้น ช่วยให้เจ้าของร้านมองเห็นภาพรายได้จริงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนสต็อกสินค้า การปรับงบโฆษณา หรือแม้แต่การตัดสินใจขยายธุรกิจ ที่ล้วนต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

เอกสารประกอบการสมัคร

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจลงนาม หรือสำเนาหนังสือเดินทาง และสำเนา Work Permit กรณีผู้มีอำนาจลงนามเป็นชาวต่างชาติ
  • สำเนารายการเดินบัญชี Statement​ ย้อนหลัง 4 เดือนล่าสุดถึงปัจจุบัน (ได้ทุกธนาคาร)
  • สำเนาหน้าสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย (สำหรับโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร)
  • ใบอนุญาตประกอบกิจการตามธุรกิจพิเศษ / ธุรกิจเฉพาะ (ถ้ามี)

สำเนาเอกสารรับรองการประกอบธุรกิจ​

สำหรับบุคคลธรรมดา

  • สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ (จดทะเบียนมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน) หรือสัญญาเช่าพื้นที่ระยะยาว ทั้งแบบรายปี หรือ รายเดือน (ขั้นต่ำ 6 เดือน) และยังมีอายุสัญญา คงเหลืออย่างน้อย 3 เดือน

สำเนาเอกสารรับรองการประกอบธุรกิจ​

สำหรับนิติบุคคล

  • สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท (จดทะเบียนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือนและคัดรับรองไม่เกิน 6 เดือน)

เอกสารเพิ่มเติม

สำหรับร้านค้าออนไลน์ (e-Commerce)

  • ข้อตกลงในการดำรงเงินในบัญชีเงินฝาก และยินยอมให้หักเงินฝากเพื่อชำระหนี้ (Bank Guarantee)
  • สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือเอกสารแสดงสิทธิในการใช้ Hosting / Domain Name (ถ้ามี)

ทั้งนี้ สำหรับเจ้าของร้านค้าที่สนใจ KTC MERCHANT สามารถยื่นสมัครได้ 2 วิธี ได้แก่ 1. กรอกข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ (ภายในวันและเวลาทำการถัดไป) ที่เว็บไซต์ KTC MERCHANT และ โทร. 02 123 5700 กด 3

 

การวิเคราะห์ยอดขายร้านค้าเปรียบเสมือนการมีเครื่องมือป้องกันกำไรหายที่ดีที่สุดที่เจ้าของร้านทุกคนมีอยู่ในมือ แต่มักไม่ได่ถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง และธุรกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนก็ไม่ใช่ธุรกิจที่มียอดขายสูงที่สุด แต่เป็นธุรกิจที่เจ้าของรู้ตัวเลขทุกตัวอย่างชัดเจน และใช้ตัวเลขเหล่านั้นประกอบการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจทุกครั้ง อย่างไรก็ดี หากคุณต้องการเครื่องมือช่วยบริหารจัดการยอดขาย และรองรับการชำระที่หลากหลายอย่างเป็นระบบ KTC MERCHANT เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ร้านค้าของคุณ และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ร้านค้าของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงกว่าเดิมในทุกครึ่งปีที่ผ่านไป

 

ตอบรับทุกบริการชำระเงิน ด้วย KTC MERCHANT