การอนุมัติบัตรเครดิตไม่ได้ตัดสินจากตัวเลขเงินเดือนอย่างเดียว แต่เป็นการประเมินความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งภาระหนี้ที่มีอยู่ ประวัติการชำระเงิน ความถูกต้องของเอกสาร และอื่น ๆ บทความนี้จะพาไปดูทีละขั้นตอน ตั้งแต่สิ่งที่ธนาคาร/สถาบันการเงินตรวจสอบก่อนอนุมัติ วิธีตรวจเครดิตบูโรและเครดิตสกอริ่งด้วยตัวเองก่อนยื่นจริง วิธีคำนวณภาระหนี้ การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงสิ่งที่ควรทำหากเคยถูกปฏิเสธมาแล้ว เพื่อให้การสมัครรอบต่อไปมีโอกาสผ่านมากขึ้น
ผู้ออกบัตรเครดิตตรวจและพิจารณาอะไรบ้างก่อนอนุมัติ?
การอนุมัติบัตรเครดิตขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงรอบด้าน ไม่ใช่เพียงรายได้ขั้นต่ำที่ผ่านเกณฑ์เท่านั้น สถาบันการเงินจะพิจารณาปัจจัยหลักร่วมกันทั้ง 5 ด้าน ก่อนตัดสินใจอนุมัติหรือปฏิเสธคำขอ
- คุณสมบัติพื้นฐาน (อายุ, อายุงาน, รายได้) — ส่วนใหญ่แล้วจะกำหนดอายุขั้นต่ 20 ปีขึ้นไป และอายุงานตั้งแต 4 เดือนขึ้นไป ส่วนรายได้ก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับธนาคาร/สถาบันการเงินนั้น ๆ อย่างบัตรเครดิต KTC ในบัตรระดับ Platinum ก็จะมีเงินเดือนขั้นต่ำอยู่ที่ 15,000 บาท
- ภาระหนี้เดิมและความสามารถในการชำระ (DSR) — ธนาคาร/สถาบันการเงินจะดูว่ารายได้ที่เหลือหลังหักภาระผ่อนต่างๆ ยังเพียงพอรับวงเงินบัตรใหม่หรือไม่ ทั้งนี้ในปี 2026 ธปท. ได้ขยายเวลาคงอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิตไว้ที่ 8% จนถึงสิ้นปี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้สมัครควรนำมาเผื่อคำนวณภาระหนี้ของตนเองด้วย
- ประวัติการชำระสินเชื่อ (ข้อมูลเครดิตบูโร) — ดูว่าที่ผ่านมามีวินัยการชำระตรงเวลาแค่ไหน เคยผิดนัดหรือค้างชำระบัญชีใดหรือไม่
- ความน่าเชื่อถือของเอกสารและแหล่งที่มาของรายได้ — เอกสารต้องสอดคล้องกัน เช่น เงินเข้าบัญชีตรงกับสลิปเงินเดือนหรือรายได้ที่แจ้งไว้
- นโยบายยอมรับความเสี่ยงภายใน (Internal Policy) ของแต่ละธนาคาร/สถาบันการเงิน — แต่ละแห่งมีเกณฑ์และกลุ่มลูกค้าที่รับความเสี่ยงต่างกัน คนที่ยื่นเอกสารชุดเดียวกันอาจผ่านที่หนึ่งแต่ไม่ผ่านอีกที่หนึ่งก็ได้ ดังนั้นความยากง่ายในการอนุมัติขึ้นอยู่กับโปรไฟล์ทางการเงินของผู้สมัครโดยรวม ไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินเดือนเพียงอย่างเดียว
วิธีตรวจเครดิตบูโรและเครดิตสกอริ่งด้วยตัวเองก่อนสมัครบัตร
สามารถตรวจรายงานเครดิตบูโรและเครดิตสกอริ่งด้วยตัวเองได้หลายช่องทาง การตรวจด้วยตัวเองนับเป็นการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล ไม่ใช่การยื่นขอสินเชื่อใหม่ ซึ่งการตรวจเครดิตบูโรด้วยตัวเองไม่มีผลกระทบต่อคะแนนเครดิตหรือการพิจารณาของธนาคารแต่อย่างใด สามารถตรวจได้บ่อยเท่าที่ต้องการเพื่อวางแผนก่อนยื่นสมัครจริง
ช่องทางตรวจเครดิตบูโรออนไลน์และแอปพลิเคชันที่รองรับ
ช่องทางตรวจเครดิตบูโรออนไลน์ปัจจุบันมีหลายแห่ง สามารถทำได้ด้วยตัวเองผ่านแอป และรับผลผ่านทางอีเมลได้ ซึ่งถือสะดวกมาก ๆ แต่ทั้งนี้อาจมีค่าธรรมเนียมและระยะเวลาส่งรายงานของแต่ละช่องทางแตกต่างกันและอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันในแอปหรือเว็บไซต์ทางการก่อนทำรายการทุกครั้ง
ตัวอย่างช่องทางตรวจเครดิตบูโรออนไลน์
- แอป "ทางรัฐ" — ตรวจข้อมูลเครดิตแบบสรุปได้ฟรี เหมาะกับการเช็กภาพรวมเบื้องต้น
- Krungthai NEXT (ธนาคารกรุงไทย) — ขอรายงานฉบับเต็มพร้อมเครดิตสกอริ่งรับรายงานทางอีเมลภายใน 24 ชั่วโมงหลังทำรายการและชำระเงินสำเร็จ
- MyMo (ธนาคารออมสิน) — ตรวจข้อมูลเครดิตและเครดิตสกอริ่งผ่านโมบายแอป
- เป๋าตังเปย์ บนแอปเป๋าตัง — ตรวจข้อมูลเครดิตและเครดิตสกอริ่ง
- ttb touch (ธนาคารทีทีบี) — ตรวจข้อมูลเครดิตผ่านเมนูในแอป
- KKP Mobile (ธนาคารเกียรตินาคินภัทร) — ตรวจข้อมูลเครดิตและเครดิตสกอริ่งแบบเรียลไทม์
รายงานเครดิตแบบสรุป vs ฉบับเต็ม vs เครดิตสกอริ่ง ต่างกันอย่างไร?
ถ้าตั้งใจจะยื่นสมัครบัตรเครดิตในเร็วๆ นี้ แนะนำให้ตรวจ ฉบับเต็ม หรือ เครดิตสกอริ่ง เพราะเป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ธนาคารใช้พิจารณาจริง ส่วนรายงานแบบสรุปเหมาะกับการเช็กภาพรวมเบื้องต้นเท่านั้น
เช็กความพร้อมก่อนสมัครบัตรเครดิต เตรียมตัวอย่างไรให้มีโอกาสผ่านสูง?
ก่อนยื่นสมัครจริง ควรเช็ก 3 จุดสำคัญนี้ให้ครบ ได้แก่ สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ ความสมบูรณ์ของเอกสาร และการเคลียร์ยอดค้างชำระที่มีอยู่
วิธีคำนวณ DSR (Debt Service Ratio) และระดับภาระหนี้ที่เหมาะสม
สูตรคำนวณ : DSR (%) = (ภาระผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดต่อเดือน ÷ รายได้ต่อเดือน) x 100
ตัวอย่างิ: หากมีรายได้ต่อเดือน 30,000 บาท และมีภาระผ่อนรถ รวมกับบัตรเครดิตใบอื่นรวมเดือนละ 9,000 บาท
DSR = (9,000 ÷ 30,000) x 100 = 30%
ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้กำหนดเพดาน DSR ตายตัวให้สถาบันการเงินทุกแห่งใช้เหมือนกัน ดังนั้นตัวเลขที่ว่า "ควรไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์" จึงเป็นเพียงแนวทางอ้างอิงที่แต่ละธนาคารกำหนดใช้ภายในของตัวเอง และแตกต่างกันไปตามระดับรายได้ของผู้สมัครด้วย หลักที่พอใช้อ้างอิงคร่าวๆ คือ ยิ่ง DSR ต่ำ ยิ่งสะท้อนว่ามีกำลังผ่อนเหลือมากขึ้น และมีโอกาสได้รับอนุมัติหรือได้วงเงินสูงขึ้นตามไปด้วย
เตรียมเอกสารยังไงให้มีโอกาสผ่าน
แนะนำให้เช็คคุณสมบัติและเอกสารตามที่ธนาคาร/สถาบันการเงินกำหนดให้ครบถ้วนและถูกต้อง อย่างบัตรเครดิต KTC ในบัตรระดับ Platinum หรือบัตรเริ่มต้นจะมีเงื่อนไขคุณสมบัติและเอกสารที่ต้องใช้ดังนี้
คุณสมบัติผู้สมัคร
- อายุ 20 – 80 ปี
- กรณีผู้สมัครเป็นผู้มีรายได้ประจำ หรือเป็นเจ้าของกิจการ รายได้รวมขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน
- กรณีผู้สมัครเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ รายได้รวมขั้นต่ำ 20,000 บาท/เดือน
- กรณีผู้สมัครเป็นผู้มีเงินออม มีเงินฝาก / เงินลงทุนย้อนหลัง 6 เดือน อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกัน ได้แก่
- มีเงินฝากประจําในธนาคาร ที่มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 500,000 บาท หรือ
- มีเงินฝากประจําในสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือ
- มีเงินฝากออมทรัพย์ หรือเงินฝากประจํา หรือสลากออมสิน หรือสลาก ธ.ก.ส. หรือพันธบัตรรัฐบาล* หรือหุ้นกู้** หรือกองทุนรวม อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกันแล้ว มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือ
- มีเงินลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล ย้อนหลังเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท
- กรณีผู้สมัครเป็นผู้มีสัญญาโอนสิทธิ ต้องมีสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากตั้งแต่ 20,000 บาท สูงสุด 1,000,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด ขึ้นอยู่กับประเภทบัตรเครดิตที่สมัคร และต้องทำสัญญาที่ธนาคารกรุงไทยเท่านั้น)
เอกสารประกอบการสมัครสำหรับผู้มีรายได้ประจำ
เอกสารยืนยันตัวตน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
เอกสารแสดงรายได้
- เอกสารแสดงรายได้ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) : หนังสือรับรองเงินเดือน หรือสลิปเงินเดือนล่าสุด (ฉบับจริง) หรือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ
- สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี
เอกสารประกอบการสมัครสำหรับเจ้าของกิจการ
เอกสารยืนยันตัวตน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
เอกสารแสดงรายได้
- สำเนาบัญชีธนาคารในนามส่วนตัวผู้สมัคร ย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุ ชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี
หรือ สำเนาบัญชีธนาคารในนามนิติบุคคล ย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุ ชื่อกิจการ
และเลขที่บัญชี สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (ผู้สมัครต้องถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป) - สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท พร้อมหน้าสุดท้ายที่ระบุวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจ หรือทะเบียนการค้า (ถ้ามี)
เอกสารประกอบการสมัครสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ
เอกสารยืนยันตัวตน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
เอกสารแสดงรายได้
- สำเนาบัญชีธนาคารในนามส่วนตัวผู้สมัคร ย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุ ชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ
เอกสารประกอบการสมัครสำหรับผู้มีเงินออม
เอกสารยืนยันตัวตน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
เอกสารแสดงรายการเงินออม
- สำเนาบัญชีที่มีเงินฝาก/เงินลงทุนย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุ ชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชี อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกัน ได้แก่
- สำเนาเงินฝากประจําในธนาคาร ที่มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 500,000 บาท หรือ
- สำเนาเงินฝากประจําในสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือ
- สำเนาเงินฝากออมทรัพย์ หรือเงินฝากประจํา หรือสลากออมสิน หรือสลาก ธ.ก.ส. หรือพันธบัตรรัฐบาล* หรือหุ้นกู้** หรือกองทุนรวม อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกันแล้ว มียอดคงเหลือตลอดระยะเวลา 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือ
- สำเนาเงินลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล ย้อนหลังเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท
* พันธบัตรรัฐบาล แนบพร้อมหลักฐานการรับดอกเบี้ยครั้งล่าสุด (50ทวิ)
** หุ้นกู้ แนบสำเนาด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมหลักฐานการรับดอกเบี้ยครั้งล่าสุด (50ทวิ)
เอกสารประกอบการสมัครสำหรับผู้มีสัญญาโอนสิทธิ
เอกสารยืนยันตัวตน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
เอกสารประกอบการสมัคร
- สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากตั้งแต่ 20,000 บาท สูงสุด 1,000,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด ขึ้นอยู่กับประเภทบัตรเครดิตที่สมัคร และต้องทำสัญญาที่ธนาคารกรุงไทยเท่านั้น)
ขั้นตอนการสมัครบัตรเครดิตออนไลน์ให้ราบรื่นและปลอดภัย
การสมัครออนไลน์ช่วยให้ไม่ต้องเดินทางไปสาขา แต่ความเร็วในการอนุมัติไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่องทางออนไลน์อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความครบถ้วนและความถูกต้องของข้อมูลที่กรอกด้วย
- เลือกบัตรที่สอดคล้องกับฐานรายได้และไลฟ์สไตล์ — ตรวจสอบเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำของบัตรแต่ละใบก่อน เพื่อไม่เสียเวลายื่นบัตรที่เกณฑ์สูงเกินโปรไฟล์ของตัวเอง
- กรอกข้อมูลส่วนตัวและรายได้ตามเอกสารจริง — ตัวเลขรายได้และข้อมูลติดต่อต้องตรงกับเอกสารที่จะอัปโหลด ไม่ควรปัดตัวเลขให้สูงกว่าความเป็นจริง
- อัปโหลดไฟล์เอกสารที่คมชัด ไม่หมดอายุ และครบทุกหน้า — ไฟล์เบลอหรือเอกสารที่หมดอายุเป็นสาเหตุที่ทำให้การพิจารณาล่าช้าบ่อยที่สุด
- รอการติดต่อกลับเพื่อยืนยันตัวตนจากเจ้าหน้าที่ — ควรรับสายจากเบอร์ธนาคารและเตรียมข้อมูลที่กรอกไว้ให้พร้อม เพื่อไม่ให้ขั้นตอนนี้สะดุด
สมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน ต้องทำอย่างไรต่อ และควรรอนานแค่ไหน?
หากสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน สิ่งที่ไม่ควรทำคือรีบยื่นสมัครซ้ำกับหลายธนาคารพร้อมกันทันที เพราะการยื่นขอสินเชื่อถี่ๆ ในเวลาสั้นๆ อาจทำให้สถาบันการเงินตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม สิ่งที่ควรทำคือหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน ปรับปรุงจุดที่เป็นปัญหา แล้วเว้นระยะเวลาสักพักก่อนยื่นสมัครใหม่ เพื่อให้มีเวลาปรับปรุงประวัติทางการเงินหรือแก้ไขเอกสารให้พร้อมกว่าเดิม
สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเมื่อถูกปฏิเสธการอนุมัติ
ควรทำ
- สอบถามสาเหตุเบื้องต้นจากธนาคาร เท่าที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยได้
- ตรวจเช็ก DSR และเครดิตบูโรของตัวเองอีกครั้งอย่างละเอียด
- พิจารณาเปลี่ยนไปสมัครบัตรที่มีเกณฑ์รายได้ต่ำลง หรือใช้วิธีสมัครบัตรเครดิตแบบเงินฝากค้ำประกัน (Secured Credit Card)
ไม่ควรทำ
- ยื่นสมัครพร้อมกันหลายธนาคารในคราวเดียว (ยื่นหว่าน)
- ยื่นเอกสารชุดเดิมซ้ำโดยไม่แก้ไขจุดบกพร่องที่เป็นสาเหตุของการปฏิเสธ
(FAQ) คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสมัครบัตรเครดิตและการตรวจเครดิต
Q: ไม่เคยมีประวัติเครดิต (First Jobber / ไม่เคยมีบัตร) สมัครบัตรได้ไหม?
สามารถทำได้ การไม่มีประวัติเครดิตมาก่อนไม่ได้แปลว่ามีประวัติไม่ดี เพียงแต่ธนาคาร/สถาบันการเงินยังไม่มีข้อมูลพฤติกรรมการชำระของคนกลุ่มนี้ให้ประเมิน ในกรณีนี้ผู้ออกบัตรมักหันไปเน้นดูความเสถียรของรายได้ อายุงาน และความสมบูรณ์ของเอกสารทางการเงินเป็นหลักแทน
Q: หากเช็คเครดิตบูโรแล้วพบข้อมูลเครดิตไม่ถูกต้อง หรือมีประวัติค้างชำระ ควรแก้ไขอย่างไร?
หากตรวจแล้วพบว่าข้อมูลเครดิตของตัวเองคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง สามารถติดต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินเจ้าของบัญชีเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง หากข้อมูลไม่ถูกต้องสถาบันการเงินจะแจ้งให้เครดิตบูโรแก้ไขและแจ้งผลกลับภายใน 30 วัน แต่หากสถาบันการเงินยืนยันว่าข้อมูลถูกต้องแล้ว เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ขอให้บันทึกข้อโต้แย้งไว้ในระบบ และยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตเพื่อพิจารณาต่อไปได้
Q: ประวัติเครดิตปกติ แต่ทำไมยังสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่าน?
ถ้าตรวจเครดิตบูโรแล้วไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ยังไม่ผ่านการอนุมัติ ปัจจัยที่พบบ่อยมักมาจากเรื่องอื่นนอกเหนือจากเครดิตบูโร ได้แก่
- ภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) สูงเกินเกณฑ์ที่ธนาคารรับได้
- เอกสารที่ยื่นไม่สอดคล้องกัน เช่น เงินเข้าบัญชีไม่ตรงกับสลิปเงินเดือน
- ข้อมูลติดต่อ เช่น เบอร์โทร ที่อยู่ หรือที่ทำงาน ยืนยันตัวตนไม่ได้
- เพิ่งเปลี่ยนงานใหม่และยังไม่ผ่านช่วงทดลองงาน
- ไม่ผ่านเกณฑ์นโยบายเฉพาะกลุ่มของธนาคารนั้นๆ ซึ่งแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน
Q: ฟรีแลนซ์หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีสลิปเงินเดือน ทำอย่างไรให้สมัครบัตรเครดิตผ่านง่ายขึ้น?
- ยื่นภาษีให้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น 50 ทวิ หรือ ภ.ง.ด. 90/91 เพื่อใช้เป็นหลักฐานรายได้แทนสลิปเงินเดือน
- เดินบัญชีให้สม่ำเสมออย่างน้อย 6–12 เดือน โดยมีเงินเข้าในลักษณะที่สอดคล้องกับรายได้จริง
- เตรียมหลักฐานผู้ว่าจ้างหรือสัญญาจ้างงาน เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของรายได้ให้ชัดเจนขึ้น
Q: การยกเลิกบัตรเครดิตใบเก่า ส่งผลต่อคะแนนเครดิตสกอริ่งหรือไม่?
บัตรเก่าที่มีประวัติชำระดีมานานมักถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของระยะเวลาประวัติเครดิต (Credit History Length) การยกเลิกอาจทำให้ระยะเวลาประวัติเฉลี่ยดูสั้นลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยลบร้ายแรง หากจำเป็นต้องยกเลิกเพราะค่าธรรมเนียมรายปีหรือเหตุผลอื่นก็สามารถทำได้โดยไม่ส่งผลเสียในระดับที่น่ากังวล
การสมัครบัตรเครดิตให้ผ่านไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ภาพรวมความพร้อมทางการเงินทั้งหมด ก่อนสมัครอย่าลืมเช็คเครดิตบูโรและคุณสมบัติรวมถึงเอกสารให้พร้อม และเมื่อเช็กข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปคือเลือกบัตรที่เหมาะกับรูปแบบการใช้จ่าย บัตรเครดิต KTC มีบัตรให้เลือกตามไลฟ์สไตล์และรายได้ แถมยังไม่มีค่าธรรมเนียมทั้งแรกเข้าและรายปี นอกจากนี้ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร 25 บาทก็จะได้รับ KTC FOREVER 1 คะแนน ซึ่งคะแนนสามารถนำไปแลกได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด, เครดิตเงินคืน หรือสิทธิ์ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน หรือจะโอนคะแนนไปเป็นไมล์สายการบินก็ได้สำหรับสายเที่ยว ที่สำคัญคือคะแนน KTC FOREVER สามารถสะสมได้เรื่อย ๆ ไม่มีวันหมดอายุอีกด้วย ใครสนใจสามารถสมัครบัตรเครดิต KTC ผ่านแอป KTC Mobile ได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชม.
ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC





