ว่าด้วยเรื่องการเสียภาษีที่ใครหลายคนโดยเฉพาะผู้ที่กำลังก้าวเข้าสู่ วัยทำงาน อาจจะยังขาดความเข้าใจในเรื่องนี้ ซึ่งตามกฎหมายนั้น ประชาชนชาวไทยผู้มีเงินได้ทุกคน มีหน้าที่ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ โดยเมื่อเราเป็นผู้มีรายได้ระหว่างปีที่ผ่านมา เราจะเรียกสิ่งนี้ว่า “การเสียภาษี” ฉะนั้น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนในวัยทำงานควรทำความเข้าใจ แม้จะดูเป็นเรื่องยุ่งยากและซับซ้อน แต่หากเข้าใจหลักการพื้นฐาน ก็จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น วันนี้ KTC จะมาสรุปเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบง่าย ๆ ให้ทราบกัน


ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คืออะไร

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไปที่มีเงินได้

ไม่ว่าประเภทใดหรือชนิดใด ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมาโดยมีสถานะ อย่างหนึ่งอย่างใด ได้แก่

  • บุคคลธรรมดา
  • ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
  • ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี
  • กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
  • วิสาหกิจชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล



ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไปที่มีเงินได้ ไม่ว่าประเภทใด หรือชนิดใด


ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีกี่ประเภท

เงินได้ ที่บุคคลธรรมดาอย่างเรานั้นจะต้องเสียภาษีเงินได้ มีทั้งหมดอยู่ 8 ประเภทด้วยกัน ดังนี้

  1. เงินได้ประเภทที่ 1 หรือ เงินได้ตามมาตรา 40(1) ได้แก่ เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน หรือก็คือไม่ว่าจะเป็น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ
  2. เงินได้ประเภทที่ 2 หรือ เงินได้ตามมาตรา 40(2) คือ เงินที่ได้การทำงานโดยไม่ได้เป็นลูกจ้าง เช่น เงินที่ได้จากการเป็นวิทยากร ค่าคอมมิชชั่น ค่าจ้างงานอิสระ
  3. เงินได้ประเภทที่ 3 หรือ เงินได้ตามมาตรา 40(3) คือ เงินที่ได้จากค่าลิขสิทธิ์หรือค่าสิทธิ์อย่างอื่น เช่น เงินจากพินัยกรรมหรือนิติกรรม เงินค่าตอบแทนทรัพย์สินทางปัญญา (Goodwill)
  4. เงินได้ประเภทที่ 4 หรือ เงินได้ตามมาตรา 40(4) คือ เงินที่ได้จากการลงทุน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ต่าง ๆ ด้วย
  5. เงินได้ประเภทที่ 5 หรือ เงินได้ตามมาตรา 40(5) คือ เงินที่ได้จากการให้เช่าทรัพย์สินในรูปแบบต่าง ๆ
  6. เงินได้ประเภทที่ 6 หรือ เงินได้ตามมาตรา 40(6) คือ รายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ ซึ่งตามกฎหมายจะประกอบไปด้วย 5 อาชีพหลักคือ แพทย์และพยาบาลประกอบโรคศิลปะ ประณีตศิลป์ สถาปนิก ทนายความและวิศวกร
  7. เงินได้ประเภทที่ 7 หรือ เงินได้ตามมาตรา 40(7) คือ เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระ เช่น รับเหมาก่อสร้าง รับผลิตสินค้าตามสั่ง
  8. เงินได้ประเภทที่ 8 หรือ เงินได้ตามมาตรา 40(8) เป็นเงินได้ที่ไม่ใช่ 40(1) – 40(7) เช่น เงินจากการธุรกิจพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรมและการขนส่ง

ซึ่งตามรายได้ประเภทต่างๆ เหล่านี้ ผู้มีเงินได้จำเป็นที่จะต้องยื่นภาษี โดยมีเกณฑ์เงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ผู้มีเงินได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี โดยหากเราเป็นมนุษย์เงินเดือนที่รับเงินเดือนจากบริษัทก็จะแบ่งเป็นคนโสดและผู้ที่สมรสแล้ว มีรายได้เกินนี้ จำเป็นต้องยื่นภาษี

คนโสด

ประเภทเงินได้

รายได้ต่อเดือน

รายได้ทั้งปี

เงินเดือน

10,000 บาท

120,000 บาท

เงินได้ประเภทอื่นๆ

5,000 บาท

60,000 บาท

ผู้ที่สมรสแล้ว

ประเภทเงินได้

รายได้ต่อเดือน

รายได้ทั้งปี

เงินเดือน

18,333 บาท

222,000 บาท

เงินได้ประเภทอื่นๆ

10,000 บาท

120,000 บาท


บุคคลธรรมดาต้องยื่นแบบภาษีเมื่อไร

เมื่อเราเห็นได้ชัดว่า เราเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินได้ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยื่นแบบแสดงรายการรายได้ ซึ่งในปัจจุบันเราสามารถยื่นผ่านออนไลน์ที่ได้https://efiling.rd.go.th/rd-cms/

โดยจะยื่นปีละ 1 ครั้ง ภายในวันที่ 31 มีนาคมหรือตามที่กำหนด ของปีถัดไป

แต่ถ้าเงินได้บางลักษณะ เช่น การให้เช่าทรัพย์สิน เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เงินได้จากการรับเหมา เงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ เป็นต้น จะต้องยื่นแบบฯ ตอนกลางปี (สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นใน 6 เดือนแรก ภายในเดือนกันยายนของทุกปี)


รายได้เท่านี้เสียภาษีเท่าไหร่? ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ขั้นบันได คืออะไร

รายได้เท่าไหร่ถึงต้องยื่นเสียภาษี อธิบายอย่างง่ายๆ คือ บุคคลที่มีเงินได้สุทธิ ไม่เกิน 150,000 บาท “ต้องยื่นภาษี แต่ไม่ต้องเสียภาษีเพราะรายได้ไม่ถึงเกณฑ์” นั่นหมายความว่า บุคคลที่มีเงินได้สุทธิ ตั้งแต่ 150,001 บาทขึ้นไปนั้น “ต้องเสียภาษี” ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อมีรายได้ที่สูงขึ้น การคิดภาษีบุคคลธรรมดาก็จะสูงขึ้นตามลำดับขั้นที่กำหนดเอาไว้ด้วย โดยมีอัตรากำหนดไว้แบบขั้นบันได ตามตารางด้านล่างนี้

ยอดรายได้รวม (บาท/ปี)

อัตราภาษี

ต่ำกว่า 150,000

ได้รับการยกเว้น

150,001 – 300,000

5%

300,001 – 500,000

10%

500,001 – 750,000

15%

750,001 – 1,000,000

20%

1,000,001 – 2,000,000

25%

2,000,001 – 5,000,000

30%

5,000,001 ขึ้นไป

35%


ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณอย่างไร

อย่างที่เห็นไปข้างต้นว่า ยิ่งมีเงินได้มากขึ้นเท่าไหร่ ภาษีก็ยิ่งสูงขึ้นตามลำดับขั้นบันได ทั้งนี้ สามารถคำนวณหาจำนวนภาษีตาม วิธีคิดอัตราภาษีเงินได้แบบขั้นบันไดได้ ดังนี้

ยอดรายได้รวม (บาท/ปี)

อัตราภาษี

ภาษีที่ต้องจ่าย (บาท)

ต่ำกว่า 150,000

ได้รับการยกเว้น

0

150,001 – 300,000

5%

(เงินได้สุทธิ – 150,000) x5%

300,001 – 500,000

10%

[ (เงินได้สุทธิ – 300,000) x10% ] + 7,500

500,001 – 750,000

15%

[ (เงินได้สุทธิ – 500,000) x15% ] + 27,500

750,001 – 1,000,000

20%

[ (เงินได้สุทธิ – 750,000) x20% ] + 65,000

1,000,001 – 2,000,000

25%

[ (เงินได้สุทธิ – 1,000,000) x25% ] + 115,000

2,000,001 – 5,000,000

30%

[ (เงินได้สุทธิ – 2,000,000) x30% ] + 365,000

5,000,001 ขึ้นไป

35%

[ (เงินได้สุทธิ – 5,000,000) x35% ] + 1,265,000

ตัวอย่างการคำนวณกรณีมีรายได้รวม 530,000 บาท/ปี

สูตรการคำนวณ

ภาษีที่ต้องจ่าย = [(เงินได้สุทธิ - เงินได้สุทธิสูงสุดขั้นก่อนหน้า) x อัตราภาษี] + ภาษีขั้นก่อนหน้า

ตัวอย่าง

[(530,000 - 500,000) x 15%] + 27,500

= 32,000 บาท

ฉะนั้น หากคุณพอจะรู้แล้วว่า เงินได้ของเราในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณเท่าไร อยู่ขั้นบันไดไหน และต้องเสียภาษีในอัตราภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ ก็จะทำให้เราสามารถวางแผนลดหย่อนได้ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ควรจะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ยิ่งสำหรับคนที่มีฐานเงินได้ค่อนข้างสูง ทำให้ต้องวางแผนด้านภาษี เพื่อหาวิธีลดหย่อนภาษีที่ช่วยทำให้จ่ายภาษีน้อยลง ไม่ว่าจะเป็น ค่าลดหย่อนพื้นฐาน ค่าลดหย่อน/ยกเว้น ด้านการออมและการลงทุน อาทิ ประกันสังคม เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันสุขภาพ เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา ค่าซื้อหน่วยลงทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และอื่นๆ ซึ่งผู้เสียภาษีจำเป็นต้องศึกษาให้ดี


ยื่นภาษี ต้องจัดเตรียมเอกสารอะไรบ้าง

เมื่อได้จำนวณภาษีที่ต้องจ่ายแล้ว คุณสามารถยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90, 91 ผ่านทางออนไลน์ ได้เลยที่https://efiling.rd.go.th/rd-cms/โดยจะยื่นปีละ 1 ครั้ง ภายในวันที่ 31 มีนาคมหรือตามที่กำหนด ของปีถัดไป และมีเอกสารที่ต้องเตรียมไว้ มีดังนี้

  1. เอกสารแสดงรายได้ ได้แก่ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากนายจ้าง
  2. รายการลดหย่อนภาษีที่รวบรวมไว้ตลอดทั้งปี เช่น ค่าเลี้ยงดูบิดามารดา บุตร เป็นต้น
  3. เอกสารประกอบการลดหย่อนภาษี เพื่อนำมาใช้กรอกแบบฟอร์มยื่นภาษี เช่น ค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบิดามารดา จำนวณเงินที่ซื้อกองทุน หนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันสุขภาพ หรือ ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการและสิทธิลดหย่อนจากโครงการรัฐบาล ถ้ามีโครงการจากรัฐบาลในปีนั้นๆ เป็นต้น


ตรวจสอบสถานะภาษีอย่างไร

เมื่อเรายื่นภาษีเรียบร้อยแล้ว หากเราจำเป็นต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ระบบก็จะแจ้งให้คุณเสียภาษีเพิ่มผ่านช่องทางต่างๆ รวมไปถึงระยะเวลาที่จะต้องชำระเพิ่มให้เรียบร้อย แต่หากเราได้เงินภาษีคืน ก็สามารถเช็คการขอคืนภาษี ภ.ง.ด.90/ภ.ง.ด.91 ได้ง่ายๆ จากขั้นตอนต่อไปนี้

  • เข้าไปที่เว็บไซต์กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/272.html
  • คลิกที่ ตรวจสอบข้อมูลทางภาษี (My Tax Account)
  • กรอกข้อมูล เพื่อเข้าสู่ระบบ
  • ก็สามารถเข้าสู่ระบบ เพื่อติดตามสถานะขอคืน นำส่งเอกสารเพิ่มเติม และ พิมพ์แบบหรือใบเสร็จได้ทันที

เพราะภาษีนั้นเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องทำความเข้าใจในการยื่นภาษีที่ถูกต้องต่อกรมสรรพากร ทั้งนี้ นี่คือการบริหารเรื่องภาษียังเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้คุณบริหารการเงินได้อย่างชาญฉลาดอีกด้วย โดยหลักสำคัญง่ายๆ ที่คุณควรคำนึงเลยก็คือ การคำนวณเงินได้สุทธิอย่างถูกต้อง ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีตรงตามกำหนดเวลา เก็บเอกสารหลักฐานทางการเงินไว้อย่างเป็นระบบ ติดตามการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีอย่างสม่ำเสมอ และ ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีให้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกันและกองทุนต่างๆ ทั้งนี้ ก็อย่าลืมนำบัตรเครดิต KTCมาช่วยในการลดหย่อนของคุณ ทั้งการซื้อประกันจากตัวแทนชั้นนำที่เชื่อถือได้ และกองทุนต่างๆ เพื่อรับสิทธิประโยชน์มากมาย


ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC