การมีครอบครัวที่อบอุ่น เต็มไปด้วยความรัก เป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝัน สำหรับผู้ที่อาจประสบปัญหาการมีบุตรตามธรรมชาติ หรือบางครอบครัวอาจต้องการเติมเต็มความอบอุ่นด้วยการต้อนรับสมาชิกใหม่สู่ครอบครัว การรับบุตรบุญธรรมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ


บุตรบุญธรรม คืออะไร ?

บุตรบุญธรรม คือ เด็กที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายให้มีสถานะเป็นบุตรของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บิดามารดาโดยกำเนิด โดยผู้รับบุตรบุญธรรมจะมีสิทธิและหน้าที่เสมือนเป็นบิดามารดาที่แท้จริงของเด็ก


ขั้นตอนการรับบุตรบุญธรรม

สำหรับขั้นตอนการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม สามารถยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับบัตรบุญธรรมต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนเขต สถานทูต/กงสุลไทย ได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงภูมิลำเนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังนี้

  1. กรณีบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ ต้องมีหนังสือแจ้งการอนุมัติของคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อนยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต่อนายทะเบียน
  2. นายทะเบียนตรวจสอบคำร้อง หลักฐานแสดงตัวบุคคลของผู้ร้องทั้งสองฝ่าย หนังสือแจ้งการอนุมัติฯ (ถ้ามี) และตรวจสอบว่าผู้ร้องทั้งสองฝ่ายมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายหรือไม่ ในกรณีที่ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรม (บรรลุนิติภาวะ) มีคู่สมรสซึ่งต้องให้ความยินยอม ให้ตรวจสอบหลักฐานของบุคคลดังกล่าวด้วย
  3. นายทะเบียนลงรายการในทะเบียนรับบุตรบุญธรรม (คร.14) ให้ครบถ้วน
  4. ให้ผู้ร้อง ผู้ให้ความยินยอม (ถ้ามี) และพยานลงลายมือชื่อในทะเบียน (คร.14)
  5. เมื่อเห็นว่าถูกต้องให้นายทะเบียนลงลายมือชื่อในทะเบียนรับบุตรบุญธรรม (คร.14)


คุณสมบัติของการรับบุตรบุญธรรม

  • ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี
  • ผู้เป็นบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องให้ความยินยอมด้วยตนเอง
  • ผู้เป็นบุตรบุญธรรมที่เป็นผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดาและมารดา หรือผู้ปกครอง
  • ผู้จะรับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน
  • ผู้เยาว์ที่เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีก ในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่เป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม

ทั้งนี้ หลังจาก พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ได้ผ่านการเห็นชอบในที่ประชุมวุฒิสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น จึงมีผลทำให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) ไม่ว่าจะเพศสภาพใด ก็สามารถสมรส จดทะเบียนสมรส และเข้าถึงสวัสดิการจากรัฐที่เป็นประโยชน์ได้ รวมไปถึงสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมด้วยเช่นกัน โดยคู่สมรส LGBTQIAN+ สามารถรับบุตรบุญธรรมของคู่สมรสอีกฝ่ายเป็นบุตรบุญธรรมของตนได้

ทั้งนี้ ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ต่อจากนี้ทางวุฒิสภา จะส่งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนั้นนายกรัฐมนตรี จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยจะมีผลใช้บังคับหลังกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 120 วัน หรือประมาณช่วงปลายปี พ.ศ. 2567

*ข้อมูล ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2567


เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม

  1. บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรประจำตัวอื่นที่ราชการออกให้/หนังสือเดินทาง/ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว/หรือเอกสารราชการอื่นที่สามารถใช้แสดงตัวบุคคลได้ ของผู้ร้อง ผู้ให้ความยินยอม (ถ้ามี) และพยาน (กรณีเป็นเอกสารภาษาต่างประเทศต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์โดยกรมการกงสุล กต.)
  2. หนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรม (กรณีไม่มาให้ความยินยอมต่อหน้าเจ้าหน้าที่)
  3. หนังสือแจ้งการอนุมัติของคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม มีอายุ 6 เดือน (กรณีบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์)
  4. พยานบุคคล จำนวน 2 คน ลงลายมือชื่อรับรู้ในเรื่องการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม


ค่าใช้จ่ายในการรับบุตรบุญธรรม

สำหรับค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม จะไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ แต่จะมีค่าคัดสำเนา ฉบับละ 10 บาท




บุตรบุญธรรม รับมรดกได้ แต่ต้องจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย


บุตรบุญธรรมมีสิทธิอะไรบ้าง ?

สิทธิของบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย มีดังต่อไปนี้

  1. สิทธิในการใช้นามสกุลของบิดามารดาบุญธรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1561
  2. สิทธิในการได้รับอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564
  3. สิทธิในการรับมรดกชั้นเสมือนบุตร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1269
  4. ไม่สูญเสียหน้าที่ในครอบครัวเดิม กล่าวคือยังมีสิทธิในมรดกของบิดามารดาโดยกำเนิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/28
  5. ไม่สามารถใช้สิทธิเบิกตามระเบียบกรมบัญชีกลางได้ทั้งของบิดามารดาบุญธรรมที่รับราชการ และบิดามารดาที่แท้จริงซึ่งรับราชการ ตามระเบียบสวัสดิการสังคม กรมบัญชีกลาง
  6. อาจใช้สิทธิเบิกสวัสดิการของทางบริษัทหรือบางหน่วยงาน/องค์กรได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท


รับบุตรบุญธรรมออนไลน์

สำหรับผู้ที่ต้องการขอรับบุตรบุญธรรม สามารถยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมออนไลน์ (e-form) ได้ เฉพาะผู้ยื่นคำขอที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ในการยื่นคำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมออนไลน์เบื้องต้น สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://thaiadoption.dcy.go.th/public/index.do


บุตรบุญธรรม เบิกค่าเล่าเรียนได้ไหม ?

บุตรบุญธรรมจะ “ไม่สามารถเบิกค่าเล่าเรียนได้”


บุตรบุญธรรมใช้นามสกุลใคร ?

บุตรบุญธรรมสามารถใช้นามสกุลของบิดาหรือมารดาบุญธรรม หรือใช้นามสกุลเดิมของตนเองได้ ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของบิดามารดาบุญธรรมและเด็ก


บุตรบุญธรรมรับมรดกได้หรือไม่ ?

บุตรบุญธรรมมีสิทธิได้รับมรดกเหมือนบุตรชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม บุตรบุญธรรมต้องมีที่มาโดยชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/27 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์เอาไว้ว่า การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย

การรับบุตรบุญธรรมเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ สำหรับผู้ที่สนใจควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ ทั้งในแง่กฎหมายและความพร้อมทางจิตใจ นอกจากนี้ ความพร้อมทางการเงินก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เนื่องจากการรับบุตรบุญธรรมย่อมมาพร้อมค่าใช้จ่ายต่างๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ฯลฯ

ดังนั้น การวางแผนทางการเงินที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับครอบครัวที่ตัดสินใจรับบุตรบุญธรรมด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งเด็กและครอบครัว และเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนในอนาคต ซึ่งการมีตัวช่วยทางการเงิน เช่น บัตรเครดิต KTC ที่มอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับผู้เป็นสมาชิกบัตรในการแบ่งเบาค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เช่น ส่วนลดค่าอุปกรณ์การเรียน การผ่อนชำระค่าเทอม ส่วนลดค่าเรียนพิเศษ หรือรวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ สำหรับท่านใจที่สนใจ สามารถสมัครบัตรเครดิต KTC ผ่านทางออนไลน์ได้ง่ายๆ ตลอด 24 ชั่วโมง


ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC