Corporate Governance
สามารถพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แบบ 56-1 One Report ประจำปี 2568 หัวข้อ “การเข้าร่วมประชุมของคณะกรรมการบริษัท”
บริษัทเชื่อมั่นว่าการกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายเชิงกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดการที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ พร้อมเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในจริยธรรม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ ซึ่งครอบคลุมการให้บริการแก่ลูกค้า การจัดการข้อมูลส่วนบุคคล การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย รวมถึงมาตรฐานสากล และเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในทุกมิติ
ผลการประเมิน Corporate Governance Report (CGR) โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai IOD) ได้รับ 100 คะแนน
ผลการประเมิน Corporate Governance Report (CGR) โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai IOD) ได้รับ 110 คะแนน
ผลกระทบเชิงบวก: การกำกับดูแลกิจการที่ดีช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ส่งผลให้บริษัทเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ บริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่สนับสนุนต่อการลงทุนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ผลกระทบเชิงลบ: การกำกับดูแลกิจการที่เข้มงวดอาจทำให้กระบวนการตัดสินใจล่าช้า และเพิ่มกระบวนการตรวจสอบภายใน
ผลกระทบเชิงบวก: การบูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในการกำกับดูแลกิจการจะช่วยให้สามารถกำหนดแนวทางและบูรณาการประเด็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม รวมถึงเพิ่มโอกาสในการลดต้นทุนในการดำเนินงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ผลกระทบเชิงลบ: การปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานต่าง ๆ ด้านสิ่งแวดล้อม อาจเพิ่มขั้นตอนและงบประมาณในการดำเนินงาน
ผลกระทบเชิงบวก: การกำกับดูแลกิจการที่ดีช่วยเสริมสร้างให้เกิดความเป็นธรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ผ่านการดำเนินงานด้วยความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย ส่งผลให้บริษัทได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม
ผลกระทบเชิงลบ: หากขาดการกำกับดูแลกิจการที่เข้มแข็ง อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิผู้มีส่วนได้เสีย การสื่อสารที่ไม่โปร่งใส หรือการตัดสินใจที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบทางสังคม ซึ่งอาจส่งผลต่อชื่อเสียงและความสัมพันธ์กับสังคมในระยะยาว
ผลกระทบเชิงบวก: การกำกับดูแลกิจการที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลช่วยให้บริษัทกำหนดนโยบายและกระบวนการที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่เลือกปฏิบัติ และป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งทางตรงและทางอ้อมในห่วงโซ่คุณค่า
ผลกระทบเชิงลบ: หากขาดการกำกับดูแลด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ อาจทำให้เกิดการละเมิดสิทธิของพนักงาน ลูกค้า หรือคู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านกฎหมาย ความเสียหายต่อชื่อเสียง และผลกระทบต่อความยั่งยืนขององค์กร
บริษัทดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) ตามแนวทางของหน่วยงานกำกับดูแล อาทิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยมุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างโปร่งใส เป็นธรรม รับผิดชอบ และเชื่อถือได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น บริษัทจึงจัดทำนโยบายการกำกับดูแลกิจการขึ้น เพื่อให้คณะกรรมการบริษัทผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับ ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ มีการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึง มีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยนโยบายดังกล่าวคณะกรรมการบริษัทได้จัดให้มีการทบทวนเป็นประจำทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย กฎระเบียบ และบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
สามารถพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมของ นโยบายกำกับดูแลกิจการ ได้ที่เว็บไซต์บริษัท
https://www.ktc.co.th/pub/media/sustainability-development/CG/document/KTC2568-CG-Policy.pdf
หัวข้อ นโยบายการกำกับดูแลกิจการ
คณะกรรมการบริษัทมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการดำเนินงานและการบริหารทรัพยากรของบริษัทให้เป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ ถูกต้องตามกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการกำหนดนโยบาย กลยุทธ์ วิสัยทัศน์ พันธกิจ และแผนธุรกิจ เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิผล โปร่งใส และสอดคล้องกับแนวทางการบริหารความเสี่ยง โดยคณะกรรมการยังมีหน้าที่ติดตามการควบคุมภายใน และจัดการความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยโครงสร้างการกำกับดูแลของบริษัทเป็นระบบ คณะกรรมการ 1 ระดับชั้น (One-Tier System) ประกอบไปด้วย คณะกรรมการบริษัท และคณะกรรมการชุดย่อย 2 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน และคณะกรรมการตรวจสอบ บรรษัทภิบาลและความยั่งยืน
คณะกรรมการบริษัท ประกอบด้วย กรรมการทั้งหมด 8 คน โดยบริษัทได้กำหนดให้มีกรรมการอิสระอย่างน้อยหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด และต้องไม่น้อยกว่า 3 คน โดยปัจจุบัน ประธานกรรมการบริษัทเป็นกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหารและเป็นกรรมการอิสระ อีกทั้งไม่เป็นบุคคลเดียวกันกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำหรับการแต่งตั้งกรรมการนั้น บริษัทจะเสนอชื่อกรรมการรายบุคคลซึ่งเป็นกรรมการที่ออกตามวาระ เพื่อให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีพิจารณาแต่งตั้ง โดยยึดตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่กำหนดไว้ในนโยบายการกำกับดูแลกิจการ
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความหลากหลายทางเพศในระดับคณะกรรมการ โดยในปี 2568 คณะกรรมการมีสัดส่วนเพศชายต่อเพศหญิงเท่ากับ 5:3
คณะกรรมการได้รับการเลือกตั้งเป็นประจำทุกปี: ในปี 2568 ตามรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 มีกรรมการที่ต้องพ้นจากตำแหน่งตามวาระ คือ นายประไพสิทธิ์ ตัณฑ์เกยูร นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ และนางสาวกรกนก เฟื่องฟุ้ง ในการประชุมครั้งนี้ ได้พิจารณาแล้วและมีมติเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาแต่งตั้งกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระในครั้งนี้ กลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง
นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ให้วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระไม่เกินกว่า 9 ปี โดยในปี 2568 กรรมการบริษัทมีวาระการดำรงตำแหน่งเฉลี่ย 5.4 ปี
บริษัทได้กำหนดหลักเกณฑ์การดำรงตำแหน่งกรรมการที่บริษัทอื่นของกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และพนักงาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ดังนี้
สามารถพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แบบ 56-1 One Report ประจำปี 2568 หัวข้อ “การสรรหาคณะกรรมการ/ การพัฒนากรรมการ/ การประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ”
ในการสรรหากรรมการบริษัท ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม และไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระบวนการคัดเลือกจะดำเนินไปอย่างโปร่งใส ผู้ได้รับการเสนอชื่อจะต้องมีคุณสมบัติ ทักษะ ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ตามที่บริษัทกำหนด โดยไม่มีการจำกัดสิทธิในด้านเพศ เพศสภาพ เชื้อชาติ สัญชาติ หรือศาสนา ทั้งนี้จะพิจารณาจากจำนวน สัดส่วน ความหลากหลาย และองค์ประกอบของคณะกรรมการในมิติต่าง ๆ ตามความเหมาะสม
ดังนั้น บริษัทจึงจัดทำตารางความรู้ความชำนาญของคณะกรรมการ (Board Skills Matrix) ซึ่งครอบคลุมด้านความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินคุณสมบัติของกรรมการปัจจุบัน และใช้เป็นแนวทางในการสรรหากรรมการในอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร
บริษัทได้จัดให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการบริษัท เพื่อพิจารณาประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ เช่น การอนุมัติงบการเงิน การติดตามผลการดำเนินงาน การบริหารความเสี่ยง การกำกับดูแลกิจการ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นต้น โดยมีการกำหนดวาระการประชุมที่ครอบคลุมและสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ทั้งนี้ กรรมการแต่ละท่านได้เข้าร่วมประชุมอย่างต่อเนื่องและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การตัดสินใจของคณะกรรมการเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบริษัท
นอกจากนี้ บริษัทจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการปีละ 1 ครั้ง โดยกำหนดเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจนและครอบคลุม เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการกำกับดูแลกิจการ ทั้งนี้ รูปแบบการประเมินแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ การประเมินผลตนเองของคณะกรรมการทั้งคณะ การประเมินผลคณะกรรมการรายบุคคล (การประเมินตนเอง) การประเมินผลคณะกรรมการรายบุคคล (การประเมินไขว้) และการประเมินผลคณะกรรมการชุดย่อยทั้งคณะ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการกำกับดูแลกิจการอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2568 ได้มีการจัดประชุมของคณะกรรมการบริษัท รวมทั้งสิ้น 15 ครั้ง โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุม ร้อยละ 98.3 ของจำนวนการประชุมทั้งหมด
โดยบริษัทกำหนดให้กรรมการต้องเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของการประชุมคณะกรรมการทั้งหมด
ผลการประเมินการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริษัทประจำปี 2568 คะแนน ดังนี้
คณะกรรมการบริษัทได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตสำนึกที่จะดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นด้วยความซื่อสัตย์และระมัดระวัง โดยเฉพาะในการให้ความเห็นชอบวิสัยทัศน์ ภารกิจ กลยุทธ์ และการอนุมัติในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทิศทางและนโยบายการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงแผนธุรกิจและงบประมาณประจำปี โดยใช้หลักความมีเหตุมีผล และมีการวิเคราะห์ภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม อย่างรอบคอบ ซึ่งเมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่ 2 ของแต่ละปี
คณะกรรมการจะจัดให้มีการประชุมเพื่อทบทวนนโยบายและเป้าหมายของบริษัท และในไตรมาสสุดท้ายจะจัดทำแผนธุรกิจบริษัทของปีถัดไป เพื่อส่งต่อให้ฝ่ายจัดการนำไประดมสมองร่วมกับผู้บริหารทุกหน่วยงาน ในการกำหนดกลยุทธ์ การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันต่อไป
นอกจากนั้น คณะกรรมการบริษัทยังได้ทำหน้าที่กำกับดูแลให้การปฏิบัติงานของฝ่ายจัดการเป็นไปตามเป้าหมาย โดยกำหนดตัวชี้วัดผลสำเร็จ (Key Performance Indicator : KPI) ไว้ ตั้งแต่ต้นปีและติดตามผลการดำเนินงานทั้งรายเดือนและรายไตรมาส เพื่อจะได้ทราบสถานการณ์ดำเนินการทุกระยะ หากผลประกอบการต่ำกว่าเป้าหมายก็จะวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไข และเมื่อถึงปลายปีคณะกรรมการจะพิจารณาผลการดำเนินงานของฝ่ายจัดการโดยเปรียบเทียบกับ KPI ที่ตั้งไว้ตามระบบข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานประจำปี (Performance Agreement : PA) ซึ่งในการกำหนด KPI ดังกล่าว บริษัทได้พิจารณาให้สอดคล้องกับการประเมินตามแนวทางของ Balance Scorecard ในแต่ละด้าน ดังนี้
นอกจากนี้ คณะกรรมการยังได้ควบคุมและตรวจสอบการบริหารงานของฝ่ายจัดการให้เป็นไปอย่างโปร่งใส รวมทั้งการกำกับดูแลการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงให้เป็นไปอย่างเหมาะสมด้วย
บริษัทกำหนดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของประธานเจ้าหน้าที่บริหารปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่เดือน มกราคม-ธันวาคม ของแต่ละปี โดยเป็นการเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดผลสำเร็จ (Key Performance Indicator: KPI) ที่กำหนดตามกลยุทธ์ เป้าหมายในแต่ละปี และ Corporate KPI ที่ใช้ในการประเมินร่วมกับพนักงานทั้งองค์กร รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการ ที่ใช้เกณฑ์การประเมินจาก Core Value และ Competency ขององค์กร
คณะกรรมการบริษัทได้มอบหมายให้คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน กำหนดหลักเกณฑ์ พิจารณาและประเมินผลการปฏิบัติงานและนำเสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการบริษัทและพิจารณาอนุมัติความเหมาะสมของค่าตอบแทนต่อไป
ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2569 ได้พิจารณาผลการประเมินและค่าตอบแทนของประธานเจ้าหน้าที่บริหารแล้ว อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินการปฏิบัติงานของประธานเจ้าหน้าที่บริหารถือเป็นข้อมูลลับเฉพาะบุคคล จึงไม่สามารถเปิดเผยได้
บริษัทส่งเสริมการพัฒนาความรู้และทักษะของคณะกรรมการและผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง ผ่านการอบรม สัมมนา และการให้ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ กฎหมาย และธรรมาภิบาล เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทจัดให้มีการปฐมนิเทศสำหรับกรรมการใหม่ เพื่อให้เข้าใจแผนธุรกิจ โครงสร้างองค์กร สิทธิและหน้าที่ รวมถึงประเด็นสำคัญด้านกฎหมาย พร้อมจัดส่งข้อมูลที่จำเป็นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ บริษัทสนับสนุนให้กรรมการและผู้บริหารเข้าร่วมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ รวมถึงการอบรมตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องและเสริมสร้างธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์และตัดสินใจอย่างรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยในปี 2568 มีหลักสูตร ดังนี้
สามารถพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แบบ 56-1 One Report ประจำปี 2568 หัวข้อ “การสรรหาคณะกรรมการ/ การพัฒนากรรมการ/ การประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ”
บริษัทให้ความสำคัญต่อการเคารพและปกป้องสิทธิของผู้ถือหุ้นทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นไทยหรือต่างชาติ โดยไม่ละเมิดสิทธิและส่งเสริมให้ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิของตนตามกฎหมาย อาทิ การซื้อขายหรือโอนหลักทรัพย์ การรับเงินปันผล การเข้าร่วมประชุมและออกเสียงในเรื่องสำคัญ รวมถึงสิทธิในการเสนอวาระ เลือกตั้งกรรมการ และรับข้อมูลข่าวสารของบริษัทอย่างโปร่งใสผ่านช่องทางที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อสร้างความมั่นใจในการถือครองหลักทรัพย์และการลงทุนกับบริษัทอย่างยั่งยืน
ในส่วนของการถือครองหลักทรัพย์ของบริษัท บริษัทไม่ได้กำหนดข้อห้ามในการซื้อ ขาย หรือถือครองหุ้นของบริษัทโดยกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงาน แต่บุคคลดังกล่าวต้องปฏิบัติตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และข้อกำหนดของบริษัท เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภายในในการซื้อขายหลักทรัพย์ และเพื่อให้การซื้อขายเป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย
สำหรับการถือครองหลักทรัพย์โดยรัฐบาล ปัจจุบันธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท โดยข้อมูล ณ วันปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 จากบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด มีสัดส่วนการถือหุ้นและมีสิทธิออกเสียงร้อยละ 49.29 ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด โดยบริษัทไม่มีการออกหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงเป็นพิเศษ (Golden Share) รวมถึงไม่มีการให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ถือหุ้นใหญ่หรือรัฐบาล
นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดสิทธิที่เท่ากันสำหรับการออกเสียงลงคะแนนหุ้นสามัญ(1) คือ 1 หุ้นเป็น 1 เสียง โดยไม่จำกัดสิทธิการออกเสียง และถือเสียงข้างมากเป็นมติ ยกเว้นกรณีที่เป็นไปตามที่ระบุในข้อบังคับบริษัทหรือตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นประการอื่น
ในปี 2568 สิทธิการออกเสียงของบริษัทเป็นดังนี้
หมายเหตุ
(1) บริษัทไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ
(2) บริษัทไม่มีการซื้อหุ้นที่ไม่มีสิทธิออกเสียง
(3) บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด จัดอยู่ในกลุ่มผู้ถือหุ้นประเภทไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยข้อมูล ณ วันปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 จากบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้นในบริษัทร้อยละ 6.9 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
(4) สิทธิออกเสียงรวม คิดจาก จำนวนสิทธิออกเสียงต่อ 1 หุ้น คูณ จำนวนหุ้น
บริษัทได้จัดทำบัญชีและงบการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน และวิธีปฏิบัติทางการบัญชีที่รับรองทั่วไปในประเทศไทย โดยนำมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับปรับปรุงและฉบับใหม่ รวมถึงแนวปฏิบัติทางบัญชีที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งมีผลบังคับใช้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีมาถือปฏิบัติ
ทั้งนี้ บริษัทเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ รวมถึงนโยบายการบัญชีที่สำคัญในงบการเงินและคำอธิบายและบทวิเคราะห์สำหรับผลการดำเนินการ (MD&A) เป็นประจำทุกไตรมาส
บริษัทและบริษัทย่อย กำหนดนโยบายด้านภาษีภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีเพื่อให้การดำเนินธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ในการดำเนินงานด้านภาษี ได้ ยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส รับผิดชอบต่อสังคม และเป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบ กำกับดูแลกิจการ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัทตามความรับผิดชอบงานที่กำหนดไว้ในกฎบัตรว่าด้วยหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติของคณะกรรมการตรวจสอบ กำกับดูแลกิจการ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้อนุมัตินโยบายด้านภาษี