สำหรับนายจ้างหรือเจ้าของกิจการที่เปิดธุรกิจและเริ่มต้นมีพนักงานคนแรก สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญนอกเหนือจากการบริหารงานและการจ่ายเงินเดือนก็คือ การขึ้นทะเบียนประกันสังคมและนำส่งเงินสมทบให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเมื่อนายจ้างมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปและเข้าเกณฑ์ผู้ประกันตน นายจ้างมีหน้าที่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งการขึ้นทะเบียน การนำส่งเงินสมทบ และการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานได้รับความคุ้มครองตามสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ ที่พึงจะได้รับตลอดช่วงทำงาน ไปจนถึงวัยเกษียณอายุ

ตามแผนโครงสร้างการปรับฐานเพดานค่าจ้างผู้ประกันตนมาตรา 33 ของสำนักงานประกันสังคม มีแนวทางปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดจากเดิม 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ซึ่งส่งผลให้เงินสมทบสูงสุดที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างร่วมจ่ายปรับเพิ่มขึ้นจากฝ่ายละ 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน (คำนวณ 5% สำหรับผู้ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป ส่วนฐานค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 1,650 บาท เงินสมทบ 83 บาท) และเพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่นายจ้างและลูกจ้าง ในบทความนี้ได้รวบรวมทุกข้อควรรู้สำคัญเกี่ยวกับประกันสังคมนายจ้าง ปี 2569 ตั้งแต่กิจการแบบไหนที่ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้าง มีลูกจ้างกี่คนต้องทำประกันสังคม วิธีคำนวณเงินสมทบ วิธีแจ้งพนักงานเข้า-ออก การยื่นผ่านระบบออนไลน์ ตลอดจนสิทธิประโยชน์และผลที่อาจเกิดขึ้นหากดำเนินการล่าช้าหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย

 

ประกันสังคมนายจ้างคืออะไร และกิจการแบบไหนต้องขึ้นทะเบียน?

ประกันสังคมนายจ้าง คือ ภาระหน้าที่ตามกฎหมายที่นายจ้างทุกรายต้องปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เมื่อมีลูกจ้างเข้าเกณฑ์เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 โดยนายจ้างต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ แจ้งข้อมูลลูกจ้างเข้าสู่ระบบผู้ประกันตนมาตรา 33 จากนั้นนายจ้างจะหักเงินสมทบจากค่าจ้างลูกจ้าง พร้อมเพิ่มเติมสมทบเงินในส่วนของนายจ้าง ก่อนจะนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน เพื่อนำไปรวมกับเงินสมทบจากภาครัฐต่อไป โดยพระราชบัญญัติประกันสังคมฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความคุ้มครองให้ลูกจ้างในสถานการณ์สำคัญของชีวิต เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ว่างงาน ทุพพลภาพ ชราภาพ และเสียชีวิต

ทั้งนี้ หากนายจ้างฝ่าฝืนไม่ดำเนินการแจ้งเข้าประกันสังคมให้กับลูกจ้าง จนทำให้ลูกจ้างไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกหรือปรับ ดังนั้น นายจ้างในฐานะเจ้าของธุรกิจจึงควรให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเอง และลูกจ้าง

มีลูกจ้างกี่คนต้องทำประกันสังคม?

เมื่อนายจ้างเปิดกิจการที่มีลูกจ้างเข้าเกณฑ์เพียง 1 คน นายจ้างก็ควรเริ่มดำเนินการขึ้นทะเบียนประกันสังคม โดยไม่ต้องรอให้มีพนักงานจำนวนมากหรือจดทะเบียนเป็นบริษัทขนาดใหญ่ก่อน ดังนั้น ร้านค้าออนไลน์ ร้านอาหาร ธุรกิจครอบครัว บริษัทเริ่มต้น สำนักงานบริการ หรือธุรกิจ SME ที่เพิ่งมีลูกจ้างหรือพนักงานคนแรก ควรตรวจสอบภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ในทันที และดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับ หากพบว่าลักษณะการทำงานเข้าข่ายการจ้างแรงงาน

อ้างอิงตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 33 ลักษณะของลูกจ้างที่ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน คือ ลูกจ้างที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ และทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้กฎหมายประกันสังคม

“ลูกจ้างซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์เป็นผู้ประกันตน ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนอยู่แล้วตามวรรคหนึ่งเมื่อมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ และยังเป็นลูกจ้างของนายจ้างซึ่งอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตนต่อไป”

ทั้งนี้ คำว่า “ลูกจ้าง” ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ไม่รวมถึงข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน และลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมงของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน, ลูกจ้างของรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ, ลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศ และไปประจำทำงานในต่างประเทศ, ครูหรือครูใหญ่ของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน, นักเรียน นักเรียนพยาบาล นิสิตหรือนักศึกษาหรือแพทย์ฝึกหัดซึ่งเป็นลูกจ้างของโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาล และกิจการหรือลูกจ้างอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งได้ระบุไว้ในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติประกันสังคมฉบับนี้

(ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sukhothai_th/8029ce8d108ba1d09ae8a624e4c52452.pdf)

 

ฟรีแลนซ์ พนักงานพาร์ทไทม์ และพนักงานทดลองงานต้องส่งประกันสังคมหรือไม่?

ตำแหน่งหรือบทบาทหน้าที่ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น “ฟรีแลนซ์”, “พนักงานพาร์ทไทม์” หรือ “พนักงานทดลองงาน” ไม่ได้เป็นสิ่งที่กำหนดว่าจะต้องส่งประกันสังคมหรือไม่ส่งประกันสังคม เพราะสิ่งสำคัญ คือ ข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์ในการทำงาน โดยหากกิจการนั้น ๆ ควบคุมการทำงาน กำหนดเวลาการทำงาน จ่ายค่าจ้าง และผู้ทำงานปฏิบัติงานเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นตำแหน่งงาน “พนักงานพาร์ทไทม์” หรืออยู่ในช่วง “ทดลองงาน” ก็อาจเข้าลักษณะของการเป็นลูกจ้างได้ที่ต้องส่งประกันสังคมได้

ในทางกลับกัน “ฟรีแลนซ์” หรือผู้รับจ้างอิสระที่รับทำงานเป็นครั้งคราว คิดค่าบริการเป็นชิ้นงาน มีอิสระในการเลือกวิธีทำงาน และรับความเสี่ยงในงานด้วยตนเอง อาจมีลักษณะเป็นผู้รับจ้างอิสระมากกว่า ซึ่งการส่งประกันสังคมก็ยังคงทำได้ เพียงแต่จะเป็นการสมัครประกันสังคมตามมาตรา 40 (กรณีไม่มีนายจ้าง) และเลือกส่งประกันสังคมได้ตามความคุ้มครองที่ต้องการ


นายจ้างต้องดำเนินการอย่างไร? เมื่อเริ่มมีพนักงานคนแรก

สำหรับภาระหน้าที่ของนายจ้างที่จำเป็นต้องดำเนินการเมื่อเริ่มมีลูกจ้างหรือพนักงานคนแรก มีดังนี้

1. ขึ้นทะเบียนประกันสังคมนายจ้าง

เมื่อมีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างในฐานะเจ้าของธุรกิจมีหน้าที่ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคม ภายใน 30 วัน โดยกรอกแบบฟอร์ม สปส.1-01 พร้อมเตรียมเอกสารประกอบการขึ้นทะเบียนประกันสังคมนายจ้าง โดยแบ่งเป็นดังนี้

กรณีจดทะเบียนนิติบุคคล

  • เอกสารเกี่ยวกับที่ตั้งสถานประกอบการตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด
  • เอกสารแสดงตัวตนของนายจ้างหรือกรรมการผู้มีอำนาจ
    • กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม/หุ้นส่วนผู้จัดการที่มีสัญชาติไทย ใช้บัตรประจำตัวประชาชน
    • กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม/หุ้นส่วนผู้จัดการที่เป็นคนต่างด้าว ใช้ PASSPORT หรือ WORK PERMIT หรือ VISA หรือใบสำคัญประจำตัวต่างด้าวหรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร หรือหลักฐานการได้รับอนุญาต ให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของผู้มีอำนาจผูกพันนิติบุคคล
  • สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล พร้อมวัตถุประสงค์ (กรณีเป็นบริษัท อายุไม่เกิน 6 เดือน)
  • หนังสือมอบอำนาจ (เฉพาะกรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทน พร้อมติดอากรแสตมป์ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด) พร้อมแนบสำเนาบัตรปรจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ

กรณีเจ้าของคนเดียว/กิจการร่วมค้า

  • เอกสารเกี่ยวกับที่ตั้งสถานประกอบการตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด
  • เอกสารแสดงตัวตนของนายจ้างหรือกรรมการผู้มีอำนาจ
    • กรณีเจ้าของคนเดียว ใช้บัตรประจำตัวประชาชน
    • กรณีกิจการร่วมค้า
      1. กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม/หุ้นส่วนผู้จัดการที่มีสัญชาติไทย ใช้บัตรประจำตัวประชาชน
      2. กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม/หุ้นส่วนผู้จัดการที่เป็นคนต่างด้าว ใช้ PASSPORT หรือ WORK PERMIT หรือ VISA หรือใบสำคัญประจำตัวต่างด้าวหรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร หรือหลักฐานการได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของผู้มีอำนาจผูกพันนิติบุคคล
  • หนังสือสัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่
  • หนังสือมอบอำนำจ (เฉพาะกรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทนพร้อมติดอากรแสตมป์ตามที่

ประมวลรัษฎากรกำหนด) พร้อมแนบสำเนาบัตรปรจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ

2. ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน

นายจ้างจะต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน พร้อมกับการขึ้นทะเบียนนายจ้าง ด้วยแบบฟอร์ม สปส.1-03 ภายในระยะเวลา 30 วัน โดยจำเป็นต้องระบุรายละเอียดของลูกจ้างหรือพนักงาน เช่น ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน ตำแหน่ง และเงินเดือน

เอกสารประกอบการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน

  • แบบขึ้นทะเบียน สปส.1-03 สำหรับขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (ลูกจ้าง)
  • เอกสารแสดงตัวตนของลูกจ้าง สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของลูกจ้าง

3. นำส่งข้อมูลเงินสมทบประจำเดือน

หลังจากดำเนินการตามขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้ว นายจ้างมีหน้าที่ต้องนำส่งข้อมูลเงินสมทบประกันสังคมประจำเดือนของตนเองและพนักงาน โดยจัดทำข้อมูลสรุปรายการเงินสมทบให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

4. แจ้งข้อมูลการเปลี่ยนแปลง

หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่าง ๆ เช่น เงินเดือน ที่อยู่ หรือการลาออกจากงาน นายจ้างต้องแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้สำนักงานประกันสังคมทราบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดปีถัดไป โดยใช้แบบฟอร์มที่กำหนดตามแต่ละกรณี ดังนี้

  • กรณีพนักงานลาออกจากงาน ต้องแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนโดยใช้แบบ สปส. 6-09
  • กรณีเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวลูกจ้าง เช่น การเปลี่ยนชื่อ หรือนามสกุล ให้ใช้แบบ สปส. 6-10 (แบบแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตน)
  • กรณีการเปลี่ยนแปลงเงินเดือน ไม่ต้องยื่นแบบฟอร์มแจ้งเปลี่ยนข้อมูลแยก เนื่องจากข้อมูลค่าจ้างหรือเงินเดือนที่ปรับเปลี่ยนจะถูกจัดส่งและบันทึกผ่านการยื่นแบบรายการส่งเงินสมทบ (สปส. 1-10) ประจำเดือน

 

ประกันสังคมปี 2569 นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเท่าไหร่?

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ได้มีการปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบประกันสังคม โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 จะใช้ฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาทต่อเดือนในการคำนวณเงินสมทบ จากเดิมที่ใช้เพดาน 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งทำให้เมื่อใช้อัตราเงินสมทบปกติ 5% นายจ้างและลูกจ้างจึงจะต้องนำส่งเงินสมทบสูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน โดยที่รัฐบาลจะสมทบให้เพิ่มในอัตรา 2.75% ของค่าจ้าง

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่า 17,500 บาท จะยังคงคำนวณจากค่าจ้างจริงภายใต้ฐานค่าจ้างที่กฎหมายกำหนด ในอัตราเดิมที่ 5%

 

วิธีคำนวณเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างคิดอย่างไร?

สำหรับสูตรการคำนวณเงินสมทบประกันสังคมนายจ้าง คือ

ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณ×อัตราเงินสมทบ=เงินสมทบต่อฝ่าย

ในกรณีใช้อัตราปกติ นายจ้างและลูกจ้างจ่ายเงินสมทบฝ่ายละ 5% โดยมีหลักการคำนวณดังนี้

  • ค่าจ้างต่ำกว่าฐานขั้นต่ำให้ใช้ฐานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด
  • ค่าจ้างตั้งแต่ฐานขั้นต่ำถึง 17,500 บาท ให้ใช้ค่าจ้างจริงเป็นฐานคำนวณ
  • ค่าจ้างเกิน 17,500 บาท ให้ใช้ฐานสูงสุด 17,500 บาท
  • นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสมทบส่วนลูกจ้างจากค่าจ้าง และสมทบเงินในส่วนของนายจ้างเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง

ตัวอย่างการคำนวณ

  • พนักงานเงินเดือน 10,000 บาท เงินสมทบประกันสังคมต่อฝ่าย คือ 10,000 × 5% = 500 บาท
  • พนักงานเงินเดือน 15,000 บาท เงินสมทบประกันสังคมต่อฝ่าย คือ 15,000 × 5% = 750 บาท
  • พนักงานเงินเดือน 17,500 บาท เงินสมทบประกันสังคมต่อฝ่าย คือ 17,500 × 5% = 875 บาทต
  • พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท เงินสมทบประกันสังคมต่อฝ่าย คือ ใช้ฐานสูงสุด 17,500 บาท จึงจ่าย 875 บาทต่อฝ่าย

 

ตัวอย่างเงินสมทบ ปี 2569 แต่ละฝ่ายต้องจ่ายเท่าไหร่?

ค่าจ้างต่อเดือน (บาท)

ฐานที่ใช้คำนวณ (บาท)

ลูกจ้างสมทบ 5% (บาท)

นายจ้างสมทบ 5% (บาท)

เงินสมทบรวม (บาท)

10,000

10,000

500

500

1,000

12,500

12,500

625

625

1,250

15,000

15,000

750

750

1,500

16,000

16,000

800

800

1,600

17,500

17,500

875

875

1,750

20,000

17,500

875

875

1,750

25,000

17,500

875

875

1,750

 

ทั้งนี้ ตารางข้างต้นเป็นตัวอย่างตามอัตราเงินสมทบปกติ 5% ก่อนคำนวณและนำส่งเงินจริง ควรตรวจสอบประกาศหรือมาตรการเฉพาะกิจที่มีผลในเดือนนั้นอีกครั้ง

 

นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมภายในกี่วัน?

ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 เมื่อนายจ้างมีลูกจ้างที่เข้าเกณฑ์เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ต้องยื่นแบบแสดงรายชื่อผู้ประกันตนและรายละเอียดค่าจ้างต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน

“นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อผู้ประกันตน อัตราค่าจ้าง และข้อความอื่นตามแบบที่เลขาธิการกำหนดต่อสำนักงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตน”

 


วิธียื่นประกันสังคมนายจ้างออนไลน์ทำอย่างไร?

สำหรับนายจ้างที่ไม่สะดวกเดินทางไปดำเนินการขึ้นทะเบียนประกันสังคมที่สำนักงานประกันสังคม สามารถดำเนินการผ่านระบบ e-Service ที่ https://www.sso.go.th/eservices/esv/index.jsp  ซึ่งช่วยให้ธุรกิจจัดการงานทะเบียนนายจ้างและผู้ประกันตน รวมถึงการนำส่งเงินสมทบได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยขั้นตอนเป็นดังนี้

  1. เข้าเว็บไซต์ https://www.sso.go.th/eservices/esv/index.jsp  
  2. เลือกขอใช้บริการ “ขอทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เน็ต”
  3. กรอกข้อมูลที่ถูกร้องขอ จากนั้นจะได้รับแบบฟอร์ม สปส.1-05 ทางอีเมล
  4. พิมพ์แบบฟอร์ม สปส.1-05 เซ็นรับรอง และส่งกลับไปยังสำนักงานประกันสังคม
  5. รอรับรหัสผ่านทางอีเมลเพื่อใช้ในการยื่นข้อมูลต่อไป

ขั้นตอนการยื่นข้อมูลพนักงานเข้าใหม่

  1. เข้าสู่ระบบที่ https://www.sso.go.th/eservices/esv/login.do และเลือกบริการ “ทะเบียนผู้ประกันตน”
  2. เลือกกรณีพนักงานเข้าใหม่ไม่เคยขึ้นทะเบียน หรือกรณีเคยขึ้นทะเบียนแล้ว เลือกสถานพยาบาลเดิม
  3. กรอกข้อมูลพนักงานใหม่ทั้งหมด สำหรับผู้ที่ไม่เคยขึ้นทะเบียน หรือกรอกเพียงเลขบัตรประชาชนสำหรับพนักงานที่เคยขึ้นทะเบียนแล้ว เลือกสถานพยาบาลเดิม
  4. ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง
  5. ยืนยันบันทึกข้อมูล

ขั้นตอนการยื่นข้อมูลเงินสมทบ

  1. เข้าสู่ระบบที่ https://www.sso.go.th/eservices/esv/login.do และเลือกบริการ “ส่งข้อมูลเงินสมทบ”
  2. เลือกวิธียื่น รายละเอียดสถานประกอบการ วิธีนำส่ง เดือน/ปี และอัตราเงินสมทบ
  3. อัพโหลดไฟล์ข้อมูลเงินสมทบ เช่น ตารางสรุปเงินเดือนพนักงาน
  4. ตรวจสอบและยืนยันการส่งข้อมูล
  5. รอรับแบบ สปส.1-10 ส่วนที่ 1 และ 2 ทางอีเมล เพื่อชำระเงินต่อไป

ทั้งนี้ ควรตรวจสอบรายชื่อพนักงาน ยอดเงินสมทบ และงวดเดือนให้ถูกต้องก่อนยืนยันรายการ จากนั้นชำระเงินผ่านช่องทางที่สำนักงานประกันสังคมรองรับ และเก็บหลักฐานการยื่นกับหลักฐานการชำระเงินไว้

 

ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์อะไรจากประกันสังคมมาตรา 33?

ผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับความคุ้มครองจากกองทุนประกันสังคม ครอบคลุม 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ว่างงาน ทุพพลภาพ ชราภาพ และเสียชีวิต

กรณีคุ้มครอง

สิทธิประโยชน์

เจ็บป่วย

การรักษาพยาบาลตามสิทธิ และเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเข้าเงื่อนไข

คลอดบุตร

ค่าคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดสำหรับผู้มีสิทธิ

สงเคราะห์บุตร

เงินช่วยเหลือเลี้ยงดูบุตรตามเงื่อนไข

ว่างงาน

เงินทดแทนกรณีถูกเลิกจ้าง ลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามเงื่อนไข

ทุพพลภาพ

ค่ารักษา ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ และเงินทดแทนตามเกณฑ์

ชราภาพ

เงินบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพตามระยะเวลาการส่งเงินสมทบ

เสียชีวิต

ค่าทำศพและเงินสงเคราะห์แก่ผู้มีสิทธิ

 

สิทธิประโยชน์แต่ละกรณีมีเงื่อนไขเกี่ยวกับจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบ ระยะเวลาการยื่นขอรับสิทธิ และหลักฐานที่ใช้แตกต่างกัน โดยเฉพาะกรณีว่างงาน ผู้ประกันตนต้องขึ้นทะเบียนและรายงานตัวตามเงื่อนไขที่กำหนด

 

นายจ้างส่งประกันสังคมช้าหรือไม่ขึ้นทะเบียน มีผลอย่างไร?

หากนายจ้างไม่ดำเนินการขึ้นทะเบียนนายจ้าง ไม่แจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเข้าทำงาน หรือไม่ยื่นแบบรายการแสดงการจ่ายเงินสมทบภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีลูกจ้าง หรือภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (แล้วแต่กรณี) จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ หากนายจ้างนำส่งเงินสมทบประกันสังคมล่าช้ากว่ากำหนด จะต้องรับผิดชอบจ่ายเงินเพิ่มตามกฎหมายในอัตรา 2% ต่อเดือน นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ หรือตั้งแต่วันที่ 16 ของเดือนถัดไป

ทั้งนี้ สำหรับธุรกิจที่มีพนักงานหลายคน ความผิดพลาดเล็กน้อยในการทำ Payroll หรือนายจ้างมีการแจ้งข้อมูลล่าช้า อาจสะสมเป็นภาระเงินเพิ่มและค่าปรับย้อนหลังเป็นจำนวนมากได้ จึงควรวางระบบตรวจทานข้อมูลให้ถูกต้องก่อนยื่นทุกเดือน และกำหนดวันแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดชำระภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน

 


สมัครบัตรเครดิต KTC รับสิทธิประโยชน์ลงตัวสำหรับคนทำงานเงินเดือน 15,000 บาทขึ้นไป

สำหรับคนทำงานที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป การเลือกสมัครและใช้งานบัตรเครดิต KTC ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องตัวและการบริหารจัดการเงินสดในชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการมีบัตรเครดิตนั้น ไม่เพียงแต่จะตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบายในการชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสด และการเป็นตัวช่วยทางการเงินที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่เท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างประวัติทางการเงิน (Credit Bureau) ที่ดีสำหรับการทำธุรกรรมหรือยื่นขอสินเชื่ออื่น ๆ ในอนาคตด้วย

บัตรเครดิต KTC มีตัวเลือกประเภทบัตรเครดิตและสิทธิประโยชน์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายของกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ ดังนี้

  • การได้รับคะแนน KTC FOREVER : ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ครบ 25 บาท ตามเงื่อนไขกำหนด จะได้รับคะแนน KTC FOREVER ที่สามารถสะสมได้ไม่จำกัดและคะแนนไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งสามารถนำไปใช้แลกรับส่วนลด แลกรับเครดิตเงินคืน แลกรับสินค้าฟรี หรือสิทธิพิเศษอื่น ๆ จากร้านค้าชั้นนำ
  • สิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ : รองรับทั้งการได้รับประกันอุบัติเหตุการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ และประกันกระเป๋าเดินทางสูญเสีย หรือเสียหายจากการเดินทาง การได้รับสิทธิประโยชน์ในหมวดหมู่การใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด สิทธิ์ผ่อนชำระ หรือเครดิตเงินคืน
  • บริการผ่อนชำระค่าสินค้าและบริการ : การผ่อนชำระสินค้าและบริการด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นานสูงสุด 10 เดือน กับร้านค้าที่ร่วมรายการโปรโมชั่น และเปลี่ยนยอดชำระรายการซื้อสินค้า/บริการ เป็นยอดผ่อนชำระได้ ก่อนวันสรุปรอบบัญชี ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0.74% ต่อเดือน สูงสุด 10 เดือน ง่าย ๆ ผ่านแอป KTC Mobile หรือโทร KTC PHONE 02 123 5000 กด 4

การบริหารจัดการเงินอย่างชาญฉลาดควบคู่ไปกับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC จะช่วยให้ลูกจ้างที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป สามารถวางแผนทางการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง และได้รับสิทธิประโยชน์คืนกลับมาในทุกมิติของการใช้ชีวิตประจำวัน

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันสังคมนายจ้างปี 2569

Q : นายจ้างต้องจ่ายประกันสังคมกี่เปอร์เซ็นต์?

A : หากใช้อัตราเงินสมทบปกติ นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบในอัตรา 5% ของฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณ และหักจากค่าจ้างลูกจ้างอีกในอัตรา 5% เพื่อนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคม โดยปี 2569ได้ปรับใช้ฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาทต่อเดือน

 

Q : เงินเดือนเกิน 17,500 บาท ต้องจ่ายเกิน 875 บาทหรือไม่?

A : ไม่เกิน หากใช้อัตราปกติ 5% เพราะเงินเดือนส่วนที่เกิน 17,500 บาท จะไม่ถูกนำมาคำนวณเงินสมทบ ผู้มีเงินเดือน 17,500 บาท หรือ 20,000 บาท หรือมากกว่านั้นก็จะจ่ายเงินสมทบสูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือนเท่ากัน

 

Q : หากนำส่งเงินสมทบไม่ทันวันที่ 15 ต้องทำอย่างไร?

A : ควรรีบยื่นและนำส่งเงินสมทบโดยเร็วที่สุด เพราะการชำระล่าช้าจะต้องจ่ายเพิ่มตามกฎหมายในอัตรา 2% ต่อเดือน อย่างไรก็ดี ควรตรวจสอบยอดค้างชำระพร้อมเก็บหลักฐานการชำระเงินให้ครบถ้วน

 

การบริหารจัดการเรื่องประกันสังคมนายจ้างอย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อป้องกันโทษปรับและภาระเงินเพิ่มย้อนหลังเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสวัสดิการและความมั่นคงพื้นฐานที่สำคัญให้แก่ลูกจ้างทุกคน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแรงจูงใจและความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกับองค์กรในระยะยาว และในมุมของลูกจ้างที่มีรายได้ประจำตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป การมีประกันสังคมคุ้มครองยามเจ็บป่วยหรือฉุกเฉินถือเป็นรากฐานความปลอดภัยแรกในชีวิต แต่หากต้องการเสริมสภาพคล่อง ควบคุมค่าใช้จ่ายประจำวันได้อย่างยืดหยุ่น และสร้างประวัติทางการเงินที่ดี บัตรเครดิต KTC คือเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการสะสมคะแนน KTC FOREVER การรับสิทธิประโยชน์จากโปรโมชั่นต่าง ๆ หรือเอกสิทธิ์การเดินทางและความคุ้มครองที่เหนือกว่า

สมัครบัตรเครดิต KTC วันนี้ เพื่อเปลี่ยนทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าสำหรับคุณ

 

ใช้จ่ายคุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC