สำหรับนายจ้างหรือเจ้าของกิจการที่เปิดธุรกิจและเริ่มต้นมีพนักงานคนแรก สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญนอกเหนือจากการบริหารงานและการจ่ายเงินเดือนก็คือ การขึ้นทะเบียนประกันสังคมและนำส่งเงินสมทบให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเมื่อนายจ้างมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปและเข้าเกณฑ์ผู้ประกันตน นายจ้างมีหน้าที่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งการขึ้นทะเบียน การนำส่งเงินสมทบ และการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานได้รับความคุ้มครองตามสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่าง ๆ ที่พึงจะได้รับตลอดช่วงทำงาน ไปจนถึงวัยเกษียณอายุ
ตามแผนโครงสร้างการปรับฐานเพดานค่าจ้างผู้ประกันตนมาตรา 33 ของสำนักงานประกันสังคม มีแนวทางปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดจากเดิม 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ซึ่งส่งผลให้เงินสมทบสูงสุดที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างร่วมจ่ายปรับเพิ่มขึ้นจากฝ่ายละ 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน (คำนวณ 5% สำหรับผู้ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป ส่วนฐานค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 1,650 บาท เงินสมทบ 83 บาท) และเพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่นายจ้างและลูกจ้าง ในบทความนี้ได้รวบรวมทุกข้อควรรู้สำคัญเกี่ยวกับประกันสังคมนายจ้าง ปี 2569 ตั้งแต่กิจการแบบไหนที่ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้าง มีลูกจ้างกี่คนต้องทำประกันสังคม วิธีคำนวณเงินสมทบ วิธีแจ้งพนักงานเข้า-ออก การยื่นผ่านระบบออนไลน์ ตลอดจนสิทธิประโยชน์และผลที่อาจเกิดขึ้นหากดำเนินการล่าช้าหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย
ประกันสังคมนายจ้างคืออะไร และกิจการแบบไหนต้องขึ้นทะเบียน?
ประกันสังคมนายจ้าง คือ ภาระหน้าที่ตามกฎหมายที่นายจ้างทุกรายต้องปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 เมื่อมีลูกจ้างเข้าเกณฑ์เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 โดยนายจ้างต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ แจ้งข้อมูลลูกจ้างเข้าสู่ระบบผู้ประกันตนมาตรา 33 จากนั้นนายจ้างจะหักเงินสมทบจากค่าจ้างลูกจ้าง พร้อมเพิ่มเติมสมทบเงินในส่วนของนายจ้าง ก่อนจะนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน เพื่อนำไปรวมกับเงินสมทบจากภาครัฐต่อไป โดยพระราชบัญญัติประกันสังคมฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความคุ้มครองให้ลูกจ้างในสถานการณ์สำคัญของชีวิต เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ว่างงาน ทุพพลภาพ ชราภาพ และเสียชีวิต
ทั้งนี้ หากนายจ้างฝ่าฝืนไม่ดำเนินการแจ้งเข้าประกันสังคมให้กับลูกจ้าง จนทำให้ลูกจ้างไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกหรือปรับ ดังนั้น นายจ้างในฐานะเจ้าของธุรกิจจึงควรให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเอง และลูกจ้าง
มีลูกจ้างกี่คนต้องทำประกันสังคม?
เมื่อนายจ้างเปิดกิจการที่มีลูกจ้างเข้าเกณฑ์เพียง 1 คน นายจ้างก็ควรเริ่มดำเนินการขึ้นทะเบียนประกันสังคม โดยไม่ต้องรอให้มีพนักงานจำนวนมากหรือจดทะเบียนเป็นบริษัทขนาดใหญ่ก่อน ดังนั้น ร้านค้าออนไลน์ ร้านอาหาร ธุรกิจครอบครัว บริษัทเริ่มต้น สำนักงานบริการ หรือธุรกิจ SME ที่เพิ่งมีลูกจ้างหรือพนักงานคนแรก ควรตรวจสอบภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ในทันที และดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับ หากพบว่าลักษณะการทำงานเข้าข่ายการจ้างแรงงาน
อ้างอิงตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 33 ลักษณะของลูกจ้างที่ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน คือ ลูกจ้างที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ และทำงานอยู่ในสถานประกอบการที่อยู่ภายใต้กฎหมายประกันสังคม
“ลูกจ้างซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์เป็นผู้ประกันตน ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนอยู่แล้วตามวรรคหนึ่งเมื่อมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ และยังเป็นลูกจ้างของนายจ้างซึ่งอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตนต่อไป”
ทั้งนี้ คำว่า “ลูกจ้าง” ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ไม่รวมถึงข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน และลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมงของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน, ลูกจ้างของรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ, ลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศ และไปประจำทำงานในต่างประเทศ, ครูหรือครูใหญ่ของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน, นักเรียน นักเรียนพยาบาล นิสิตหรือนักศึกษาหรือแพทย์ฝึกหัดซึ่งเป็นลูกจ้างของโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาล และกิจการหรือลูกจ้างอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งได้ระบุไว้ในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติประกันสังคมฉบับนี้
(ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sukhothai_th/8029ce8d108ba1d09ae8a624e4c52452.pdf)
ฟรีแลนซ์ พนักงานพาร์ทไทม์ และพนักงานทดลองงานต้องส่งประกันสังคมหรือไม่?
ตำแหน่งหรือบทบาทหน้าที่ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น “ฟรีแลนซ์”, “พนักงานพาร์ทไทม์” หรือ “พนักงานทดลองงาน” ไม่ได้เป็นสิ่งที่กำหนดว่าจะต้องส่งประกันสังคมหรือไม่ส่งประกันสังคม เพราะสิ่งสำคัญ คือ ข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์ในการทำงาน โดยหากกิจการนั้น ๆ ควบคุมการทำงาน กำหนดเวลาการทำงาน จ่ายค่าจ้าง และผู้ทำงานปฏิบัติงานเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นตำแหน่งงาน “พนักงานพาร์ทไทม์” หรืออยู่ในช่วง “ทดลองงาน” ก็อาจเข้าลักษณะของการเป็นลูกจ้างได้ที่ต้องส่งประกันสังคมได้
ในทางกลับกัน “ฟรีแลนซ์” หรือผู้รับจ้างอิสระที่รับทำงานเป็นครั้งคราว คิดค่าบริการเป็นชิ้นงาน มีอิสระในการเลือกวิธีทำงาน และรับความเสี่ยงในงานด้วยตนเอง อาจมีลักษณะเป็นผู้รับจ้างอิสระมากกว่า ซึ่งการส่งประกันสังคมก็ยังคงทำได้ เพียงแต่จะเป็นการสมัครประกันสังคมตามมาตรา 40 (กรณีไม่มีนายจ้าง) และเลือกส่งประกันสังคมได้ตามความคุ้มครองที่ต้องการ
นายจ้างต้องดำเนินการอย่างไร? เมื่อเริ่มมีพนักงานคนแรก
สำหรับภาระหน้าที่ของนายจ้างที่จำเป็นต้องดำเนินการเมื่อเริ่มมีลูกจ้างหรือพนักงานคนแรก มีดังนี้
1. ขึ้นทะเบียนประกันสังคมนายจ้าง
เมื่อมีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างในฐานะเจ้าของธุรกิจมีหน้าที่ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคม ภายใน 30 วัน โดยกรอกแบบฟอร์ม สปส.1-01 พร้อมเตรียมเอกสารประกอบการขึ้นทะเบียนประกันสังคมนายจ้าง โดยแบ่งเป็นดังนี้
กรณีจดทะเบียนนิติบุคคล
- เอกสารเกี่ยวกับที่ตั้งสถานประกอบการตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด
- เอกสารแสดงตัวตนของนายจ้างหรือกรรมการผู้มีอำนาจ
- กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม/หุ้นส่วนผู้จัดการที่มีสัญชาติไทย ใช้บัตรประจำตัวประชาชน
- กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม/หุ้นส่วนผู้จัดการที่เป็นคนต่างด้าว ใช้ PASSPORT หรือ WORK PERMIT หรือ VISA หรือใบสำคัญประจำตัวต่างด้าวหรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร หรือหลักฐานการได้รับอนุญาต ให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของผู้มีอำนาจผูกพันนิติบุคคล
- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล พร้อมวัตถุประสงค์ (กรณีเป็นบริษัท อายุไม่เกิน 6 เดือน)
- หนังสือมอบอำนาจ (เฉพาะกรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทน พร้อมติดอากรแสตมป์ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด) พร้อมแนบสำเนาบัตรปรจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ
กรณีเจ้าของคนเดียว/กิจการร่วมค้า
- เอกสารเกี่ยวกับที่ตั้งสถานประกอบการตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด
- เอกสารแสดงตัวตนของนายจ้างหรือกรรมการผู้มีอำนาจ
- กรณีเจ้าของคนเดียว ใช้บัตรประจำตัวประชาชน
- กรณีกิจการร่วมค้า
- กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม/หุ้นส่วนผู้จัดการที่มีสัญชาติไทย ใช้บัตรประจำตัวประชาชน
- กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม/หุ้นส่วนผู้จัดการที่เป็นคนต่างด้าว ใช้ PASSPORT หรือ WORK PERMIT หรือ VISA หรือใบสำคัญประจำตัวต่างด้าวหรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร หรือหลักฐานการได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของผู้มีอำนาจผูกพันนิติบุคคล
- หนังสือสัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่
- หนังสือมอบอำนำจ (เฉพาะกรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทนพร้อมติดอากรแสตมป์ตามที่
ประมวลรัษฎากรกำหนด) พร้อมแนบสำเนาบัตรปรจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ
2. ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน
นายจ้างจะต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน พร้อมกับการขึ้นทะเบียนนายจ้าง ด้วยแบบฟอร์ม สปส.1-03 ภายในระยะเวลา 30 วัน โดยจำเป็นต้องระบุรายละเอียดของลูกจ้างหรือพนักงาน เช่น ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน ตำแหน่ง และเงินเดือน
เอกสารประกอบการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน
- แบบขึ้นทะเบียน สปส.1-03 สำหรับขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (ลูกจ้าง)
- เอกสารแสดงตัวตนของลูกจ้าง สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของลูกจ้าง
3. นำส่งข้อมูลเงินสมทบประจำเดือน
หลังจากดำเนินการตามขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้ว นายจ้างมีหน้าที่ต้องนำส่งข้อมูลเงินสมทบประกันสังคมประจำเดือนของตนเองและพนักงาน โดยจัดทำข้อมูลสรุปรายการเงินสมทบให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด
4. แจ้งข้อมูลการเปลี่ยนแปลง
หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่าง ๆ เช่น เงินเดือน ที่อยู่ หรือการลาออกจากงาน นายจ้างต้องแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้สำนักงานประกันสังคมทราบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดปีถัดไป โดยใช้แบบฟอร์มที่กำหนดตามแต่ละกรณี ดังนี้
- กรณีพนักงานลาออกจากงาน ต้องแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนโดยใช้แบบ สปส. 6-09
- กรณีเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวลูกจ้าง เช่น การเปลี่ยนชื่อ หรือนามสกุล ให้ใช้แบบ สปส. 6-10 (แบบแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตน)
- กรณีการเปลี่ยนแปลงเงินเดือน ไม่ต้องยื่นแบบฟอร์มแจ้งเปลี่ยนข้อมูลแยก เนื่องจากข้อมูลค่าจ้างหรือเงินเดือนที่ปรับเปลี่ยนจะถูกจัดส่งและบันทึกผ่านการยื่นแบบรายการส่งเงินสมทบ (สปส. 1-10) ประจำเดือน
ประกันสังคมปี 2569 นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเท่าไหร่?
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ได้มีการปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบประกันสังคม โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 จะใช้ฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาทต่อเดือนในการคำนวณเงินสมทบ จากเดิมที่ใช้เพดาน 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งทำให้เมื่อใช้อัตราเงินสมทบปกติ 5% นายจ้างและลูกจ้างจึงจะต้องนำส่งเงินสมทบสูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน โดยที่รัฐบาลจะสมทบให้เพิ่มในอัตรา 2.75% ของค่าจ้าง
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่า 17,500 บาท จะยังคงคำนวณจากค่าจ้างจริงภายใต้ฐานค่าจ้างที่กฎหมายกำหนด ในอัตราเดิมที่ 5%
วิธีคำนวณเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างคิดอย่างไร?
สำหรับสูตรการคำนวณเงินสมทบประกันสังคมนายจ้าง คือ
ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณ×อัตราเงินสมทบ=เงินสมทบต่อฝ่าย
ในกรณีใช้อัตราปกติ นายจ้างและลูกจ้างจ่ายเงินสมทบฝ่ายละ 5% โดยมีหลักการคำนวณดังนี้
- ค่าจ้างต่ำกว่าฐานขั้นต่ำให้ใช้ฐานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด
- ค่าจ้างตั้งแต่ฐานขั้นต่ำถึง 17,500 บาท ให้ใช้ค่าจ้างจริงเป็นฐานคำนวณ
- ค่าจ้างเกิน 17,500 บาท ให้ใช้ฐานสูงสุด 17,500 บาท
- นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสมทบส่วนลูกจ้างจากค่าจ้าง และสมทบเงินในส่วนของนายจ้างเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง
ตัวอย่างการคำนวณ
- พนักงานเงินเดือน 10,000 บาท เงินสมทบประกันสังคมต่อฝ่าย คือ 10,000 × 5% = 500 บาท
- พนักงานเงินเดือน 15,000 บาท เงินสมทบประกันสังคมต่อฝ่าย คือ 15,000 × 5% = 750 บาท
- พนักงานเงินเดือน 17,500 บาท เงินสมทบประกันสังคมต่อฝ่าย คือ 17,500 × 5% = 875 บาทต
- พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท เงินสมทบประกันสังคมต่อฝ่าย คือ ใช้ฐานสูงสุด 17,500 บาท จึงจ่าย 875 บาทต่อฝ่าย
ตัวอย่างเงินสมทบ ปี 2569 แต่ละฝ่ายต้องจ่ายเท่าไหร่?
ทั้งนี้ ตารางข้างต้นเป็นตัวอย่างตามอัตราเงินสมทบปกติ 5% ก่อนคำนวณและนำส่งเงินจริง ควรตรวจสอบประกาศหรือมาตรการเฉพาะกิจที่มีผลในเดือนนั้นอีกครั้ง
นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมภายในกี่วัน?
ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 34 เมื่อนายจ้างมีลูกจ้างที่เข้าเกณฑ์เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ต้องยื่นแบบแสดงรายชื่อผู้ประกันตนและรายละเอียดค่าจ้างต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน
“นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อผู้ประกันตน อัตราค่าจ้าง และข้อความอื่นตามแบบที่เลขาธิการกำหนดต่อสำนักงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตน”
วิธียื่นประกันสังคมนายจ้างออนไลน์ทำอย่างไร?
สำหรับนายจ้างที่ไม่สะดวกเดินทางไปดำเนินการขึ้นทะเบียนประกันสังคมที่สำนักงานประกันสังคม สามารถดำเนินการผ่านระบบ e-Service ที่ https://www.sso.go.th/eservices/esv/index.jsp ซึ่งช่วยให้ธุรกิจจัดการงานทะเบียนนายจ้างและผู้ประกันตน รวมถึงการนำส่งเงินสมทบได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยขั้นตอนเป็นดังนี้
- เข้าเว็บไซต์ https://www.sso.go.th/eservices/esv/index.jsp
- เลือกขอใช้บริการ “ขอทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เน็ต”
- กรอกข้อมูลที่ถูกร้องขอ จากนั้นจะได้รับแบบฟอร์ม สปส.1-05 ทางอีเมล
- พิมพ์แบบฟอร์ม สปส.1-05 เซ็นรับรอง และส่งกลับไปยังสำนักงานประกันสังคม
- รอรับรหัสผ่านทางอีเมลเพื่อใช้ในการยื่นข้อมูลต่อไป
ขั้นตอนการยื่นข้อมูลพนักงานเข้าใหม่
- เข้าสู่ระบบที่ https://www.sso.go.th/eservices/esv/login.do และเลือกบริการ “ทะเบียนผู้ประกันตน”
- เลือกกรณีพนักงานเข้าใหม่ไม่เคยขึ้นทะเบียน หรือกรณีเคยขึ้นทะเบียนแล้ว เลือกสถานพยาบาลเดิม
- กรอกข้อมูลพนักงานใหม่ทั้งหมด สำหรับผู้ที่ไม่เคยขึ้นทะเบียน หรือกรอกเพียงเลขบัตรประชาชนสำหรับพนักงานที่เคยขึ้นทะเบียนแล้ว เลือกสถานพยาบาลเดิม
- ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง
- ยืนยันบันทึกข้อมูล
ขั้นตอนการยื่นข้อมูลเงินสมทบ
- เข้าสู่ระบบที่ https://www.sso.go.th/eservices/esv/login.do และเลือกบริการ “ส่งข้อมูลเงินสมทบ”
- เลือกวิธียื่น รายละเอียดสถานประกอบการ วิธีนำส่ง เดือน/ปี และอัตราเงินสมทบ
- อัพโหลดไฟล์ข้อมูลเงินสมทบ เช่น ตารางสรุปเงินเดือนพนักงาน
- ตรวจสอบและยืนยันการส่งข้อมูล
- รอรับแบบ สปส.1-10 ส่วนที่ 1 และ 2 ทางอีเมล เพื่อชำระเงินต่อไป
ทั้งนี้ ควรตรวจสอบรายชื่อพนักงาน ยอดเงินสมทบ และงวดเดือนให้ถูกต้องก่อนยืนยันรายการ จากนั้นชำระเงินผ่านช่องทางที่สำนักงานประกันสังคมรองรับ และเก็บหลักฐานการยื่นกับหลักฐานการชำระเงินไว้
ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์อะไรจากประกันสังคมมาตรา 33?
ผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับความคุ้มครองจากกองทุนประกันสังคม ครอบคลุม 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ว่างงาน ทุพพลภาพ ชราภาพ และเสียชีวิต
สิทธิประโยชน์แต่ละกรณีมีเงื่อนไขเกี่ยวกับจำนวนเดือนที่ส่งเงินสมทบ ระยะเวลาการยื่นขอรับสิทธิ และหลักฐานที่ใช้แตกต่างกัน โดยเฉพาะกรณีว่างงาน ผู้ประกันตนต้องขึ้นทะเบียนและรายงานตัวตามเงื่อนไขที่กำหนด
นายจ้างส่งประกันสังคมช้าหรือไม่ขึ้นทะเบียน มีผลอย่างไร?
หากนายจ้างไม่ดำเนินการขึ้นทะเบียนนายจ้าง ไม่แจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเข้าทำงาน หรือไม่ยื่นแบบรายการแสดงการจ่ายเงินสมทบภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีลูกจ้าง หรือภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (แล้วแต่กรณี) จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ หากนายจ้างนำส่งเงินสมทบประกันสังคมล่าช้ากว่ากำหนด จะต้องรับผิดชอบจ่ายเงินเพิ่มตามกฎหมายในอัตรา 2% ต่อเดือน นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ หรือตั้งแต่วันที่ 16 ของเดือนถัดไป
ทั้งนี้ สำหรับธุรกิจที่มีพนักงานหลายคน ความผิดพลาดเล็กน้อยในการทำ Payroll หรือนายจ้างมีการแจ้งข้อมูลล่าช้า อาจสะสมเป็นภาระเงินเพิ่มและค่าปรับย้อนหลังเป็นจำนวนมากได้ จึงควรวางระบบตรวจทานข้อมูลให้ถูกต้องก่อนยื่นทุกเดือน และกำหนดวันแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดชำระภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน
สมัครบัตรเครดิต KTC รับสิทธิประโยชน์ลงตัวสำหรับคนทำงานเงินเดือน 15,000 บาทขึ้นไป
สำหรับคนทำงานที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป การเลือกสมัครและใช้งานบัตรเครดิต KTC ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มความคล่องตัวและการบริหารจัดการเงินสดในชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการมีบัตรเครดิตนั้น ไม่เพียงแต่จะตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบายในการชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสด และการเป็นตัวช่วยทางการเงินที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่เท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างประวัติทางการเงิน (Credit Bureau) ที่ดีสำหรับการทำธุรกรรมหรือยื่นขอสินเชื่ออื่น ๆ ในอนาคตด้วย
บัตรเครดิต KTC มีตัวเลือกประเภทบัตรเครดิตและสิทธิประโยชน์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายของกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ ดังนี้
- การได้รับคะแนน KTC FOREVER : ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ครบ 25 บาท ตามเงื่อนไขกำหนด จะได้รับคะแนน KTC FOREVER ที่สามารถสะสมได้ไม่จำกัดและคะแนนไม่มีวันหมดอายุ ซึ่งสามารถนำไปใช้แลกรับส่วนลด แลกรับเครดิตเงินคืน แลกรับสินค้าฟรี หรือสิทธิพิเศษอื่น ๆ จากร้านค้าชั้นนำ
- สิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ : รองรับทั้งการได้รับประกันอุบัติเหตุการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ และประกันกระเป๋าเดินทางสูญเสีย หรือเสียหายจากการเดินทาง การได้รับสิทธิประโยชน์ในหมวดหมู่การใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด สิทธิ์ผ่อนชำระ หรือเครดิตเงินคืน
- บริการผ่อนชำระค่าสินค้าและบริการ : การผ่อนชำระสินค้าและบริการด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นานสูงสุด 10 เดือน กับร้านค้าที่ร่วมรายการโปรโมชั่น และเปลี่ยนยอดชำระรายการซื้อสินค้า/บริการ เป็นยอดผ่อนชำระได้ ก่อนวันสรุปรอบบัญชี ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0.74% ต่อเดือน สูงสุด 10 เดือน ง่าย ๆ ผ่านแอป KTC Mobile หรือโทร KTC PHONE 02 123 5000 กด 4
การบริหารจัดการเงินอย่างชาญฉลาดควบคู่ไปกับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC จะช่วยให้ลูกจ้างที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป สามารถวางแผนทางการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง และได้รับสิทธิประโยชน์คืนกลับมาในทุกมิติของการใช้ชีวิตประจำวัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันสังคมนายจ้างปี 2569
Q : นายจ้างต้องจ่ายประกันสังคมกี่เปอร์เซ็นต์?
A : หากใช้อัตราเงินสมทบปกติ นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบในอัตรา 5% ของฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณ และหักจากค่าจ้างลูกจ้างอีกในอัตรา 5% เพื่อนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคม โดยปี 2569ได้ปรับใช้ฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาทต่อเดือน
Q : เงินเดือนเกิน 17,500 บาท ต้องจ่ายเกิน 875 บาทหรือไม่?
A : ไม่เกิน หากใช้อัตราปกติ 5% เพราะเงินเดือนส่วนที่เกิน 17,500 บาท จะไม่ถูกนำมาคำนวณเงินสมทบ ผู้มีเงินเดือน 17,500 บาท หรือ 20,000 บาท หรือมากกว่านั้นก็จะจ่ายเงินสมทบสูงสุดฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือนเท่ากัน
Q : หากนำส่งเงินสมทบไม่ทันวันที่ 15 ต้องทำอย่างไร?
A : ควรรีบยื่นและนำส่งเงินสมทบโดยเร็วที่สุด เพราะการชำระล่าช้าจะต้องจ่ายเพิ่มตามกฎหมายในอัตรา 2% ต่อเดือน อย่างไรก็ดี ควรตรวจสอบยอดค้างชำระพร้อมเก็บหลักฐานการชำระเงินให้ครบถ้วน
การบริหารจัดการเรื่องประกันสังคมนายจ้างอย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อป้องกันโทษปรับและภาระเงินเพิ่มย้อนหลังเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสวัสดิการและความมั่นคงพื้นฐานที่สำคัญให้แก่ลูกจ้างทุกคน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแรงจูงใจและความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกับองค์กรในระยะยาว และในมุมของลูกจ้างที่มีรายได้ประจำตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป การมีประกันสังคมคุ้มครองยามเจ็บป่วยหรือฉุกเฉินถือเป็นรากฐานความปลอดภัยแรกในชีวิต แต่หากต้องการเสริมสภาพคล่อง ควบคุมค่าใช้จ่ายประจำวันได้อย่างยืดหยุ่น และสร้างประวัติทางการเงินที่ดี บัตรเครดิต KTC คือเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการสะสมคะแนน KTC FOREVER การรับสิทธิประโยชน์จากโปรโมชั่นต่าง ๆ หรือเอกสิทธิ์การเดินทางและความคุ้มครองที่เหนือกว่า
สมัครบัตรเครดิต KTC วันนี้ เพื่อเปลี่ยนทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าสำหรับคุณ
ใช้จ่ายคุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC




