เมื่อวนเวียนมาถึงช่วงต้นปีทีไร คนทำงานทั้งหลายต่างเริ่มรู้สึกกังวลกับคำว่า “ภาษี” ราวกับมันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง ภาษีเป็นสิ่งที่สามารถคาดคะเนและวางแผนล่วงหน้าได้ และยิ่งวางแผนเร็วเท่าไหร่ ตัวคุณเองก็จะได้รับความคุ้มค่ากลับคืนมามากขึ้นเท่านั้น ผ่านการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี และในปีภาษี 2026 ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้านี้ ไม่เพียงแต่ความคุ้มค่าในแง่มุมของการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีเท่านั้น แต่ผู้เสียภาษีอากรทุกท่านยังสามารถซื้อกองทุนผ่านบัตรเครดิตของบลจ. นั้น ๆ เพื่อลดการใช้จ่ายด้วยเงินสด อันเป็นการช่วยเพิ่มสภาพคล่องโดยรวม ควบคู่ไปกับการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับตนเอง

ในบทความนี้ KTC จึงได้รวบรวม 5 กองทุนลดหย่อนภาษีที่เหมาะสำหรับเหล่าพนักงานออฟฟิศและผู้ที่มีรายได้ประจำ พร้อมแนะนำเทคนิคการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี ที่จะทำให้ทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนไปนั้นงอกเงยเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่า

 

เลือกกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทไหนดีที่ตอบโจทย์ชีวิตคนทำงาน?

ก่อนจะตัดสินใจเลือกประเภทกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี แรกเริ่มจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า จุดประสงค์และความต้องการหลักของการซื้อกองทุนคืออะไร ซึ่งคนทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่มักมีเป้าหมายที่คล้ายคลึงกัน คือ ความต้องการที่จะลดหย่อนภาษีให้ได้มากที่สุด สามารถออมเงินต่อเนื่องระยะยาว และหวังให้เงินลงทุนนั้นเติบโตงอกเงยเป็นผลกำไรในอนาคต โดยในปี 2026 มีทั้งหมด 5 กองทุนที่น่าสนใจสำหรับพนักงานออฟฟิศ ดังนี้

1. กองทุนกลุ่ม ThaiESG (Thailand ESG Fund)

กองทุนกลุ่ม ThaiESG (Thailand ESG Fund) ลงทุนในความยั่งยืนเพื่ออนาคต เป็นหนึ่งในกองทุนที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย เนื่องด้วยเป็นนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งผลักดันเพื่อสนับสนุนบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล และใส่ใจสิ่งแวดล้อม (ESG) ซึ่งสามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของรายได้ทั้งปี และลงทุนสูงสุดได้ไม่เกิน 300,000 บาท โดยไม่รวมกับ RMF หรือ SSF

เงื่อนไขการถือครอง : ถือครองขั้นต่ำ 5 ปีนับจากวันที่ซื้อ (สำหรับการลงทุนในช่วงปี พ.ศ. 2567 – 2569) โดยไม่มีเงื่อนไขว่าต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี

 

2. กองทุนกลุ่ม RMF (Retirement Mutual Fund)

กองทุนกลุ่ม RMF (Retirement Mutual Fund) ปั้นเงินล้านไว้ใช้ในวัยเกษียณ โดยกองทุน RMF เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของการวางแผนการเงินระยะยาว เป็นกองทุนที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างวินัยในการออมสำหรับเก็บไว้ใช้หลังเกษียณ ซึ่งสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้ โดยเมื่อรวมกับ SSF และกองทุนเกษียณอื่น ๆ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ตามกฎหมายกำหนด

เงื่อนไขการถือครอง : ถือครองจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และถือมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และจะต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี (หรืออย่างน้อยปีเว้นปี)

 

3. กองทุนกลุ่ม SSF (Super Savings Fund)

กองทุนกลุ่ม SSF (Super Savings Fund) สะสมเงินก้อนเพื่อเป้าหมายใหญ่ใน 10 ปี เป็นกองทุนออมระยะกลางที่เหมาะสำหรับคนที่มีเป้าหมายชัดเจน เช่น ดาวน์บ้าน เก็บเป็นเงินก้อนสำหรับลูก หรือเงินก้อนสำหรับเริ่มธุรกิจ ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกลุ่มกองทุนเกษียณต้องไม่เกิน 500,000 บาท

เงื่อนไขการถือครอง : ถือครองขั้นต่ำ 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ โดยไม่มีเงื่อนไขการซื้อขั้นต่ำรายปี ซื้อมากหรือน้อยได้ตามความประสงค์ ทั้งยังไม่จำเป็นต้องซื้อทุกปี


4. กองทุนรวมเพื่อการออมในกลุ่ม Health Care & Aging Society

หนึ่งในการลงทุนที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากเป็นพิเศษในปี 2026 เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ภายในปี 2030 โดยคาดว่าประชากรไทยกว่า 20% จะมีอายุมากกว่า 60 ปี และไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป และจีน ก็ล้วนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นกัน ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาล บริษัทยาและอุปกรณ์การแพทย์ เทคโนโลยีสุขภาพ (HealthTech) บ้านพักผู้สูงอายุ และประกันชีวิตสุขภาพ มีแนวโน้มยิ่งขึ้นในระยะยาว

 

5. กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อพักเงินและลดหย่อนภาษี

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อยแต่ยังต้องการสิทธิลดหย่อน อาทิ พนักงานที่เพิ่งเริ่มทำงานและยังไม่มั่นใจในการลงทุนในตลาดหุ้น คนที่มีเงินก้อนเล็กแต่ต้องการประหยัดภาษีในช่วงโค้งสุดท้าย หรือผู้ที่มีแผนใช้เงินในอนาคตอันใกล้ และไม่ต้องการความเสี่ยงจากความผันผวน

อย่างไรก็ดี กองทุนตราสารหนี้มักให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าหุ้น แต่ความเสี่ยงก็ต่ำกว่ามากเช่นกัน ดังนั้นเป้าหมายหลักของกองทุนประเภทนี้จึงไม่ใช่การเติบโตเป็นสำคัญ แต่คือการรักษาเงินต้นและได้รับสิทธิลดหย่อน

 

กองทุนลดหย่อนภาษี 2026 ประเภทไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

กองทุน

วงเงินลดหย่อนสูงสุด

ระยะเวลาถือครอง

เหมาะกับใคร

ThaiESG

300,000 บาท (30% ของรายได้)

8 ปี

คนที่อยากช่วยโลกและลดภาษีไปพร้อม ๆ กัน

RMF

500,000 บาท* (30% ของรายได้)

ถึงอายุ 55 ปี

คนที่ต้องการวางแผนเกษียณระยะยาว

SSF

200,000 บาท* (30% ของรายได้)

10 ปี

คนที่มีเป้าหมายการออมระยะกลาง

Health Care RMF/SSF

ขึ้นอยู่กับประเภท (RMF/SSF)

ขึ้นอยู่กับประเภท

คนที่ต้องการพอร์ตที่เสถียร

ตราสารหนี้ระยะสั้น

ขึ้นอยู่กับประเภท (RMF/SSF)

ขึ้นอยู่กับประเภท

คนที่รับความเสี่ยงได้น้อย

ทำไมการซื้อกองทุนผ่านบัตรเครดิตถึงคุ้มค่ากว่าในปี 2026?

การใช้บัตรเครดิตซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเป็นหนึ่งในวิธีการช่วยให้พนักงานบริษัทสามารถบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) ได้ดียิ่งขึ้น ทั้งอาจสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากโปรโมชั่นได้อีกด้วย ดังเช่น บัตรเครดิต KTC ที่มีโปรโมชั่นร่วมกับกองทุน KTAM RMF และกลุ่มกองทุน KTAM ThaiESG

 

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษี (FAQ)

Q : รายได้ 15,000 บาท ต้องเสียภาษีไหม และควรซื้อกองทุนเท่าไหร่?

A : สำหรับผู้มีเงินเดือน 15,000 บาทต่อเดือน หรือรายได้รวม 180,000 บาทต่อปี เมื่อหักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทแล้วนั้น เงินได้สุทธิยังไม่ถึงฐานภาษีขั้นแรก ดังนั้นจึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ อย่างไรก็ตาม การเริ่มซื้อกองทุนลดหย่อนตั้งแต่เริ่มต้นทำงานก็ยังคงมีสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมากในระยะยาว ทั้งการช่วยฝึกนิสัยการออม การได้โอกาสสะสมหน่วยลงทุนที่นานยิ่งขึ้น และเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคต ก็จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีทันทีในรอบปีภาษีนั้น ๆ

 

Q : ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีผ่านบัตรเครดิต KTC ได้รับคะแนน KTC FOREVER หรือไม่?

A : สำหรับบัตรเครดิต KTC การซื้อกองทุนโดยเลือกชำระผ่านบัตรเครดิต จะไม่ได้รับคะแนนสะสม KTC FOREVER แต่ก็ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ตามโปรโมชั่นการซื้อกองทุนเช่นเดิม

 

Q : อายุงาน 4 เดือน สมัครบัตรเครดิตมาซื้อกองทุนได้หรือไม่?

A : สำหรับบัตรเครดิต KTC หากมีอายุงานตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป และมีคุณสมบัติผู้สมัครตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดทุกประการ คือเป็นผู้มีอายุระหว่าง 20 - 80 ปี และมีรายได้ตั้งแต่ 15,000 บาท ต่อเดือนขึ้นไป รวมถึงมีเอกสารทางการเงินครบถ้วน ก็สามารถสมัครบัตรเครดิตเพื่อซื้อกองทุนได้

 

การวางแผนลดหย่อนภาษีไม่ใช่เรื่องของคนร่ำรวยหรือคนที่มีเงินเหลือเฟือเพียงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของผู้มีรายได้ทุกคนที่ต้องการให้เงินงอกเงยเป็นผลกำไร ควบคู่ไปกับการลดภาระภาษีในแต่ละรอบปี และการเลือกกองทุนที่เหมาะกับสถานะทางการเงินของตนเอง และเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างบัตรเครดิต จะช่วยให้แผนการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีนั้นได้รับความคุ้มค่ากลับคืนมามากที่สุด

 

หากคุณมีรายได้รวมเริ่มต้นตั้งแต่ 15,000 บาทต่อเดือน และมีอายุงานไม่น้อยกว่า 4 เดือน อย่าพลาดโอกาสในการสมัครบัตรเครดิตที่ให้สิทธิประโยชน์จากการใช้จ่าย สมัครบัตรเครดิต KTC ออนไลน์ ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า พร้อมรับความคุ้มค่าในทุกการใช้จ่ายกับคะแนน KTC FOREVER ที่สะสมได้ไม่จำกัดและไม่มีวันหมดอายุ

 

ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC