บ้านไม่ใช่เพียงแค่ที่อยู่อาศัยหรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังเป็นความฝันของใครหลายคน เป็นป้อมปราการที่อบอุ่นสำหรับครอบครัว และเป็นการลงทุนระยะยาวที่มั่นคง การซื้อบ้านสักหลังอาจต้องใช้เงินก้อนจำนวนมาก หลายคนก็เลือกที่จะผ่อนบ้านกับธนาคารแทนการจ่ายเงินสด แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่าซื้อบ้านผ่อนกับธนาคารแตกต่างจากเวลาเป็นหนี้บัตรกดเงินสดยังไง ทำไมเราถึงจำเป็นต้องเตรียมตัวให้ดีเป็นพิเศษ เราจึงจะพาทุกคนไปเจาะลึกเรื่องราวน่ารู้ก่อนตัดสินใจมีบ้านสักหลังกัน


การผ่อนบ้านกับธนาคารคืออะไร ทำความรู้จักกับทางลัดสู่การมีบ้าน

การผ่อนบ้านกับธนาคารหรือที่เราเรียกกันว่าการกู้ซื้อบ้าน คือการที่เราขอเงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อนำมาซื้อบ้านที่อยู่อาศัย โดยจะต้องผ่อนชำระเงินกู้ให้กับธนาคารเป็นงวด ๆ ไปตามระยะเวลาที่กำหนด

การผ่อนบ้านกับธนาคาร กู้ซื้อบ้านแล้วผ่อนจ่ายทีหลัง จะเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ไม่สะดวกจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อบ้านในครั้งเดียว ช่วยเราสามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้โดยไม่ต้องรอเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านด้วยเงินสดนั่นเอง

นอกจากนี้ การซื้อบ้านซื้อที่ดินแบบผ่อนกับธนาคารยังเป็นทรัพย์สินที่มูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา นับเป็นการลงทุนระยะยาว ทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตอีกด้วย ที่สำคัญ หากเรามีเคล็ดลับดีๆ ในการผ่อน ก็จะช่วยให้เราสามารถปลดหนี้ได้เร็วกว่าเดิมอีกต่างหาก


เตรียมตัวผ่อนบ้านกับธนาคาร กู้ซื้อบ้านครั้งแรกไม่งง คู่มือสำหรับมือใหม่โดยเฉพาะ



สำหรับใครที่เลือกผ่อนบ้านกับธนาคารเพื่อมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง การขอกู้เงินเพื่อซื้อบ้านไม่เหมือนกับการเป็นหนี้เวลากดเงินสดจากบัตรเครดิต ดังนั้น ก่อนตัดสินใจผ่อนบ้านผ่านธนาคาร เราจึงควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้การผ่อนเป็นไปอย่างราบรื่นและสามารถเป็นเจ้าของบ้านได้อย่างเต็มตัว ในหัวข้อนี้จะพาทุกคนมาเจาะลึกวิธีการเตรียมตัวกันว่ามีอะไรที่คุณควรรู้ในฐานะเจ้าของบ้านมือใหม่บ้าง


1. ประเมินความสามารถทางการเงินของตนเอง

ก่อนอื่น เราควรสำรวจรายรับรายจ่ายทั้งหมดของตัวเองอย่างชัดเจน เพื่อให้ทราบว่าจำนวนเงินที่สามารถนำเอามาผ่อนบ้านนั้นมีอยู่เท่าไหร่ และอย่าลืมตรวจสอบยอดหนี้สินด้วย ทั้งหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงหนี้สินอื่น ๆ เพื่อประเมินว่าเรามีความสามารถในการแบกรับภาระหนี้เพิ่มได้อีกเท่าไหร่

และที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือค่าใช้จ่ายที่จะตามมาหลังจากการซื้อบ้าน ทั้งค่าส่วนกลาง ค่าตกแต่ง ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าประกันอัคคีภัย ดังนั้น การประเมินความสามารถทางการเงินของตนเองจึงเป็นการเน้นย้ำว่า เราจะมีงบประมาณเพียงพอ เพื่อป้องกันปัญหาผ่อนบ้านกับธนาคารไม่ไหว


2. ศึกษาเรื่องดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และการกู้เงิน

การซื้อบ้านสักหลังด้วยการผ่อนบ้านกับธนาคาร ไม่ได้จบแค่ค่างวดเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งต่าง ๆ ที่คุณต้องรู้มากกว่านั้น เพราะมันคือค่าใช้จ่ายแฝงที่ตามมาจากการกู้ซื้อบ้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • เงินดาวน์ คือเงินก้อนแรกที่เราต้องจ่ายให้กับผู้ขายก่อน หลังจากนั้นเงินก้อนนี้ก็จะถูกนำเอามาหักจากราคาบ้านทั้งหมด ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เราต้องนำเอาไปผ่อนกับธนาคารต่อ
  • ดอกเบี้ย สิ่งที่ธนาคารเรียกเก็บในอัตราและวิธีการที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่สถาบันการเงิน รวมถึงสินเชื่อแต่ละประเภท และดอกเบี้ยยังเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลาอีกด้วย

นอกเหนือจากนี้ ยังควรศึกษาเรื่องการกู้เงินให้ดี ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมที่อาจตามมา สัญญาควรเป็นอย่างไร ระยะเวลาการผ่อนมากน้อยแค่ไหนถึงจะพอดีกับสถานะทางการเงินของเรา


3. วางแผนบริหารการเงินให้ดี

ก่อนจะมีบ้านสักหลัง ถึงจะเป็นการผ่อนบ้านน็อคดาวน์กับธนาคารที่ราคาค่อนข้างถูก แต่เราควรกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าต้องการบ้านแบบไหน ราคาเท่าไหร่ ผ่อนเป็นระยะเวลายาวนานกี่ปี ควรมีการทำงบประมาณรายรับรายจ่ายเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินเหลือสำหรับการผ่อนบ้าน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จะตามมา และยังควรออมเงินสำหรับการวางเงินดาวน์เพื่อลดจำนวนเงินที่ต้องกู้ เพื่อที่เราจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงกว่าเดิม และผ่อนสบายมากขึ้นอีกด้วย


4. เลือกธนาคารและสินเชื่อ

ต่อมาที่ต้องทำคือการเลือกธนาคารและสินเชื่อ ก่อนตัดสินใจ เราควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงินเพื่อเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด เพราะสินเชื่อแต่ละตัวก็มีรายละเอียดที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด หรือผ่อนที่ดินเปล่ากับธนาคารก็ตาม หากไม่มั่นใจ คุณสามารถปรึกษาธนาคารหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อ เพื่อขอคำแนะนำในการเลือกสินเชื่อให้เหมาะสมกับความต้องการและสถานการณ์ทางการเงินของตัวเองได้เช่นกัน


5. เตรียมเอกสารให้พร้อม

เมื่อเราเลือกสถาบันการเงินที่กู้เงินด้วยได้แล้ว สิ่งที่เราต้องเตรียมต่อไปคือเอกสารสำหรับการขอกู้เงิน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารส่วนบุคคลอย่างบัตรประจำตัวประชาชน, ทะเบียนบ้าน, สลิปเงินเดือน, ใบรับรองการทำงาน และเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินอย่างสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาซื้อขายบ้าน หรือสำเนาทะเบียนบ้านที่เราต้องการจะซื้อ


6. ตรวจสอบประวัติเครดิตบูโร

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่หลายคนอาจลืมไป แต่ถ้าเราเตรียมตัวให้พร้อมเอาไว้ ก็จะช่วยลดโอกาสการถูกปฏิเสธจากสถาบันการเงินในการขอกู้เงินซื้อบ้านซื้อที่ดินด้วยเงินผ่อนกับธนาคารได้ การตรวจสอบประวัติเครดิตบูโรจะเป็นการตรวจสอบประวัติหนี้สินของเราว่าในอดีตเคยมีปัญหาการชำระหนี้ล่าช้า ค้างชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ธนาคารจะพิจารณาก่อนตัดสินใจว่าจะอนุมัติเงินให้เราหรือเปล่า หากเครดิตของเราดี โอกาสที่จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อก็เพิ่มมากขึ้น


ขั้นตอนผ่อนบ้านกับธนาคาร กู้ยังไงให้ผ่าน ผ่อนยังไงไม่ให้เป็นภาระ

ใครที่เตรียมตัวพร้อมสำหรับผ่อนบ้านกับธนาคารเรียบร้อยแล้ว ต่อมาก็จะเข้าสู่การยื่นขอสินเชื่อและขั้นตอนการผ่อนบ้านกับธนาคาร เราจะพาทุกคนไปดูกันว่าขั้นตอนการขอสินเชื่อมีอะไรที่ต้องทำบ้าง และแนะนำเคล็ดลับดี ๆ กู้ยังไงให้ผ่านฉลุยกัน


1. เลือกบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์ความต้องการ

ก่อนที่เราจะตัดสินใจผ่อนบ้านหรือผ่อนคอนโดขั้นตอนแรกคือเราควรเลือกที่อยู่อาศัยให้ดี เพราะเป็นการลงทุนระยะยาวที่มีมูลค่าสูง ควรเลือกทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ สภาพดี ระบบต่าง ๆ มีความเรียบพร้อมต่อการใช้งาน

2. ยื่นเอกสารขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน

หลังได้บ้านที่ถูกใจแล้ว ต่อมาก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเลือกธนาคารที่เราต้องการขอสินเชื่อ ให้พิจารณาดอกเบี้ยบ้านและโปรโมชันของสินเชื่อเหล่านั้นว่าตอบโจทย์ทางการเงินของเราหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดในขั้นตอนนี้ก็คือการเตรียมเอกสารให้พร้อม ลงนามสำเนาถูกต้องให้ครบถ้วน จากนั้นก็นำเอาเอกสารไปยื่นให้กับธนาคารเพื่อรอการพิจารณา

ธนาคารอาจมีการส่งพนักงานมาประเมินบ้านว่าบ้านที่ต้องการซื้อนั้นมีราคาประเมินอยู่ที่เท่าไหร่ เพื่อประกอบการพิจารณาว่าจะมอบวงเงินสินเชื่อให้กับเรามากน้อยแค่ไหน โดยในส่วนนี้อาจมีค่าธรรมเนียมตามมาได้


3. ทำสัญญากับสถาบันการเงินเพื่อรับเงินสินเชื่อ

เมื่อธนาคารพิจารณาอนุมัติแล้ว จะมีการแจ้งผลการประเมินและวงเงินที่เราได้รับ จากนั้นก็จะเรียกเราเข้าไปทำสัญญา สิ่งที่คุณต้องทำคือการตรวจสอบรายละเอียดในสัญญากู้ยืมทุกตัวอักษร ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาการผ่อนชำระ และเงื่อนไขอื่น ๆ เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้วและไม่มีข้อสงสัย ให้ลงนามในสัญญาได้เลย


4. โอนกรรมสิทธิ์บ้านให้เรียบร้อย

เมื่อการทำสัญญาเสร็จสิ้น ต่อมาเราก็ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง นำเอาเงินสินเชื่อที่ได้รับไปจ่ายให้กับผู้ขาย จากนั้นดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์บ้านให้เป็นของธนาคารที่สำนักงานที่ดิน ซึ่งหลังจากที่เราผ่อนบ้านจนหมดแล้ว ธนาคารจะโอนกรรมสิทธิ์บ้านกลับคืนมาเป็นของเราในภายหลัง


5. เริ่มต้นการผ่อนชำระบ้านที่คุณใฝ่ฝัน

หลังจากเสร็จสิ้นทุกกระบวนการที่ว่ามา เราก็จะเข้าสู่ขั้นตอนที่นานที่สุด นั่นก็คือการเริ่มต้นผ่อนชำระบ้าน โดยวิธีการผ่อนบ้านกับธนาคารจะเป็นการชำระเงินงวดตามกำหนดเวลาที่ระบุในสัญญา เราขอแนะนำว่าควรตั้งค่าการชำระอัตโนมัติเพื่อป้องกันการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจมีค่าปรับและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมาในภายหลัง

หากเราวางแผนดี มีวินัยทางการเงิน การผ่อนบ้านกับธนาคารไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หากคุณเริ่มผ่อนบ้านไประยะหนึ่งแล้วเจอปัญหา หรือประสบปัญหาการเงินตั้งแต่การวางเงินดาวน์ เราขอแนะนำบัตรกดเงินสด KTC PROUD ตัวช่วยที่จะทำให้คุณสามารถผ่านพ้นวิกฤติทางการเงินได้

บัตรกดเงินสด KTC PROUD เปรียบเสมือนกับวงเงินสินเชื่อในรูปแบบบัตรที่คุณสามารถสมัครติดตัวไว้ก่อนได้ มีปัญหาการเงินเมื่อไหร่ก็ค่อยเอาออกมาใช้ ไม่มีค่าธรรมเนียมในการกดเงิน และไม่คำนวณดอกเบี้ยหากไม่กดเงินออกมาใช้ เมื่อถึงคราวที่ต้องใช้เงินสดด่วนก็สามารถกดเงินจากตู้โดยไม่ใช้บัตร ทำรายการผ่านแอป KTC Mobile ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


อัตราดอกเบี้ยผ่อนบ้านกับธนาคาร เรื่องที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจ

หนึ่งในสิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยเกี่ยวกับการผ่อนบ้านกับธนาคาร นั่นก็คือดอกเบี้ยนั่นเอง เพราะอัตราดอกเบี้ยในการผ่อนคอนโดกับธนาคารมีอะไรมากมายที่คุณควรรู้ ดังนั้น ต่อให้เราจะเคยผ่านการขอสินเชื่อประเภทอื่นมาแล้ว แต่หากต้องการจะขอสินเชื่อบ้านก็ควรศึกษาเพิ่มเติมเพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเงินของตนเองได้อย่างตรงจุด โดยสิ่งที่คุณควรรู้มีดังนี้

ประเภทอัตราดอกเบี้ย

  • อัตราดอกเบี้ยคงที่ เป็นอัตราดอกเบี้ยที่จะมีจำนวนเท่าเดิมตลอดระยะเวลาการผ่อนชำระ ช่วยให้เราสามารถวางแผนการเงินง่าย แต่เราจะไม่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยตลาดที่ลดลง ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่ได้รับผลกระทบจากการผันผวนของอัตราดอกเบี้ยตลาดเช่นกัน
  • อัตราดอกเบี้ยลอยตัว เป็นอัตราดอกเบี้ยที่จะปรับเปลี่ยนไปตามอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงหรือ MRR ดังนั้นเราจึงได้รับผลกระทบจากการผันผวนของอัตราดอกเบี้ยทั้งขาขึ้นและขาลง

โดยส่วนใหญ่แล้วธนาคารมักให้เราผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ในช่วงเริ่มต้น ประมาณ 3-5 ปี จากนั้นก็จะปรับเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในลักษณะของ MRR- อย่างเช่น MRR -2.5 หากอัตราดอกเบี้ยลอยตัวอยู่ที่ 5% เท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายจะอยู่ที่ 5-2.5 = 2.5% นั่นเอง

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ย

  • นโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือธนาคารกลางจะมีการปรับขึ้นลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินปรับขึ้นลงตามไปด้วย
  • ความเสี่ยงของผู้กู้ หากผู้กู้มีประวัติเครดิตบูโรที่ดีและมีรายได้มั่นคง โดยทั่วไปแล้วมักจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง
  • ประเภทสินเชื่อ สินเชื่อแต่ละตัว แม้ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้านเหมือนกัน แต่ก็มีโปรโมชันและอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันออกไป
  • ระยะเวลาสัญญา สัญญาที่มีระยะเวลาการผ่อนชำระนาน โดยทั่วไปแล้วมักมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าสัญญาระยะสั้น

วิธีการเลือกอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสม

1. เทียบอัตราดอกเบี้ยของแต่ละสถาบันการเงินหากต้องการให้การผ่อนของเราสบายและไม่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยหนักเกินไป เราควรศึกษาข้อมูลสินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงินเพื่อเปรียบเทียบและหาเงื่อนไขที่ดีที่สุดสำหรับเราเอง

2. พิจารณาความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ยแต่ละรูปแบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน เราควรเลือกที่สอดคล้องกับความสามารถในการแบกรับความเสี่ยงของตัวเอง

3. วางแผนการเงินระยะยาวการมีบ้านสักหลังหมายถึงการเป็นหนี้สินในระยะยาว เราต้องประเมินตัวเองว่ามีความพร้อมในการผ่อนชำระมากน้อยแค่ไหนในแต่ละเดือน

เทคนิคผ่อนบ้านกับธนาคารให้สบายกระเป๋า แนะเทคนิคเลือกสินเชื่อที่ใช่


หากคุณเริ่มต้นผ่อนบ้านกับธนาคาร แน่นอนว่ามันคือการวางแผนการเงินระยะยาว ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจจึงควรวางแผนการผ่อนบ้านกับธนาคารอย่างรัดกุม เพื่อที่จะช่วยให้เราสามารถผ่อนได้อย่างสบายกระเป๋าและบรรลุเป้าหมายทางการเงิน เป็นเจ้าของบ้านได้เร็วขึ้นกว่าเดิม จะมีเทคนิคอะไรดี ๆ ที่ช่วยคุณได้บ้าง ไปดูกันเลย

  • ผ่อนชำระให้ตรงเวลาเต็มจำนวนอยู่เสมอ ในช่วงแรกที่เราไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากจ่ายค่างวด สิ่งที่คุณต้องทำคือการตั้งค่าเตือนการชำระหนี้เพื่อป้องกันการผิดนัดชำระหนี้ หากเป็นไปได้ เราขอแนะนำให้ตั้งค่าตัดเงินจากบัญชีอัตโนมัติไปเลย เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการลืมชำระหนี้แล้ว ยังช่วยให้เราสามารถชำระหนี้ได้อย่างสะดวกสบาย และอย่าลืมตรวจสอบยอดค้างชำระอย่างสม่ำเสมอด้วย
  • โปะบ้านให้หนี้ลดเร็วกว่าเดิม เมื่อระยะเวลาผ่านไปประมาณหนึ่ง แล้วคุณมีเงินก้อน คุณสามารถนำเอามาโปะเงินต้นเพื่อลดภาระดอกเบี้ย รวมถึงระยะเวลาในการผ่อนชำระได้ หากมีรายได้เพิ่มเติมก็สามารถเพิ่มเงินโปะเป็นรายเดือนเวลาจ่ายค่างวดได้เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือควรสอบถามการโปะเงินต้นกับธนาคารเพิ่มเติม เพื่อให้เราสามารถวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • รีไฟแนนซ์เมื่อถึงเวลา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ประมาณ 3-5 ปีหลังจากผ่อนค่างวดบ้านแล้ว กรณีที่มีธนาคารอื่นมีอัตราดอกเบี้ยน่าสนใจ การรีไฟแนนซ์ก็จะช่วยลดระยะเวลาการผ่อนชำระและช่วยลดอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากดอกเบี้ยลอยตัวได้ แต่ก่อนจะตัดสินใจควรคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องให้ดีเพื่อให้แน่ใจว่าคุ้มค่า เพราะการรีไฟแนนซ์มักมีค่าใช้จ่ายแฝงเพิ่มเติมด้วย
  • หารายได้เพิ่ม ในกรณีที่อยากปลดหนี้ผ่อนบ้านกับธนาคารเร็ว ๆ หนึ่งในทางออกที่ได้ผลแน่นอนคือการหารายได้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานอดิเรก การลงทุน ขายของที่ไม่ใช้ หรือแม้แต่การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น


ผ่อนบ้านกับธนาคาร กุญแจสำคัญสู่บ้านหลังแรกของคุณ

สรุปแล้วการผ่อนบ้านกับธนาคารนับเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า แต่ก่อนจะตัดสินใจ เราควรศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญให้ดี ไม่อย่างนั้น การซื้อบ้านแบบผ่อนกับธนาคารอาจกลายมาเป็นปัญหาทางการเงินก้อนใหญ่ของคุณในอนาคตได้ แต่หากเราวางแผนเอาไว้อย่างรัดกุมและดีพอเป้าหมายการมีบ้านหลังแรกก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายแต่อย่างใด

สำหรับใครที่กังวลว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินทางการเงิน ที่ทำให้เราไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ตามปกติ เราขอแนะนำบัตรกดเงินสด KTC PROUD เพราะคุณสามารถขอวงเงินสินเชื่อเอาไว้ก่อนได้ ไม่จำเป็นต้องใช้หากไม่มีเหตุฉุกเฉิน ไม่คำนวณดอกเบี้ยหากไม่กดเงินออกมาใช้ และที่สำคัญคือไม่มีค่าธรรมเนียม

สำหรับใครที่หมดเงินไปกับการผ่อนบ้านแล้วเกิดปัญหาหมุนเงินไม่ทัน สภาพคล่องทางการเงินมีปัญหา เราขอแนะนำ บัตรกดเงินสด KTC PROUD ตัวช่วยทางการเงินยามฉุกเฉิน หมดปัญหาหมุนเงินไม่ทัน สามารถกด ถอน โอน ได้ผ่านแอป KTC Mobile ได้ 24 ชั่วโมง

*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 25% ต่อปี