แม้ว่ารายได้จะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยแน่นอน แต่ภาษีคือเรื่องที่แน่นอน แล้วเงินเดือนเท่าไรต้องยื่นเสียภาษีตามกฎหมายระบุว่าผู้มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 120,000 บาท หรือเดือนละ 10,000 บาท มีหน้าที่ต้องทำการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ แต่จะเสียภาษีหรือไม่ ต้องดูที่ “รายได้สุทธิ” ที่คิดจากรายได้ตลอดทั้งปี หลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนแล้ว

โดยเราสามารถยื่นแบบแสดงรายการปีละครั้ง ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป และยื่นภาษีได้ทั้งช่องทางออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร หรือแอปพลิเคชัน RD Smart Tax หรือหากสะดวกยื่นภาษีด้วยตัวเองก็ยื่นได้ที่กรมสรรพากร หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่




ทำประกันลดหย่อนภาษีได้


ทำประกันลดหย่อนภาษีได้ไหม ทำแบบไหนลดหย่อนภาษีได้ ?

การทำประกันเป็นวิธีหนึ่งที่นิยมกันมากในการลดหย่อนภาษี แต่หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมการซื้อประกันจึงช่วยให้เราเสียภาษีน้อยลง คำตอบคือ เนื่องจากรัฐบาลต้องการส่งเสริมให้ประชาชนมีหลักประกันในชีวิต และสุขภาพ จึงอนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายจากการซื้อประกันบางประเภทมาลดหย่อนภาษีได้ เพราะมองว่าการซื้อประกันคือการสร้างความมั่นคงอย่างหนึ่ง และถือเป็นการช่วยลดภาระของภาครัฐอีกด้วย แล้วประกันชีวิต สุขภาพ ลดหย่อนภาษีแบบไหน ยังไง เท่าไหร่ดีในปี 2567 มาทำความเข้าใจไปพร้อมกัน

ก่อนอื่นต้องรู้ว่าการทำประกันลดหย่อนภาษีได้ แต่ไม่ใช่ทุกประกัน โดยประกันที่เข้าเงื่อนไขต้องเป็นไปตามที่สรรพากรกำหนด และแต่ละรูปแบบก็มีเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีที่ต่างกัน ซึ่งในปัจจุบันกฎหมายอนุญาตให้ประกัน 4 ประเภท สามารถนำเบี้ยประกันภัยไปลดหย่อนภาษี ได้แก่


1. ประกันชีวิตแบบทั่วไป

คือประกันที่ให้ความคุ้มครองชีวิตแก่ผู้ที่ทำประกัน โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินผลประโยชน์ตามเงื่อนไขเมื่อครบสัญญา หรือเมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต โดยประกันชีวิตที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ มีดังนี้

  • ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life) คุ้มครองชีวิตระยะยาว และจ่ายเบี้ยฯ เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง จุดเด่นคือไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันทิ้ง โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินให้ผู้เอาประกันภัยในกรณีที่มีชีวิตอยู่ครบสัญญา หรือจ่ายเงินให้กับผู้รับประโยชน์ในกรณีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต
  • ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term) คุ้มครองชีวิตในระยะเวลาหนึ่ง และมีเบี้ยประกันภัยไม่สูง โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินให้กับผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตเท่านั้น หากครบกำหนดแล้วผู้เอาประกันภัยยังมีชีวิตอยู่จะไม่ได้รับเงินคืน
  • ประกันชีวิตเพื่อการสะสมทรัพย์ (Endowment) การออมเงินในรูปแบบประกันที่นอกจากจะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์แล้วยังได้ออมเงินด้วยเพื่อมีเงินก้อนสำรองในอนาคต หรือมีเงินผลประโยชน์ส่งต่อให้คนที่รัก
  • ประกันชีวิตควบการลงทุน (Investment Linked Life Insurance หรือ Unit-Linked) เป็นการทำประกันชีวิตควบคู่กับการลงทุนในกองทุนรวม โดยสามารถลดหย่อนภาษีได้เฉพาะในส่วนของค่าเบี้ยประกันชีวิตเท่านั้น


เงื่อนไข : การลดหย่อนภาษีประกันชีวิตแบบทั่วไป

  • เป็นประกันชีวิต เฉพาะบริษัทประกันในประเทศไทย
  • ประกันชีวิตต้องมีระยะเวลาคุ้มครองมากกว่า 10 ปี
  • กรณีมีการจ่ายเงินคืนทุกปีระหว่างทาง เงินที่ได้รับคืนต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยรายปี
  • กรณีมีการจ่ายเงินคืนตามช่วงเวลา เงินที่ได้รับคืนต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยสะสมของแต่ละช่วงเวลา
  • กรณีมีการเลิกสัญญา หรือเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบ 10 ปี จะไม่สามารถนำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีได้ และต้องจ่ายคืนภาษีย้อนหลังที่ได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนไป พร้อมดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือน


2. ประกันชีวิตแบบบำนาญ

ประกันชีวิตชนิดเก็บเงินไว้ใช้หลังจากเกษียณ จ่ายเบี้ยประกันต่อเนื่องไปจนกว่าจะเริ่มรับเงินบำนาญ ซึ่งบริษัทประกันจะจ่ายเงินคล้ายระบบเงินบำนาญ คือจ่ายเป็นรายปีจนกว่าจะครบกำหนดสัญญา


เงื่อนไข : การลดหย่อนภาษีประกันชีวิตแบบบำนาญ

  • เป็นประกันชีวิต เฉพาะบริษัทประกันในประเทศไทย
  • ประกันชีวิตมีระยะคุ้มครองมากกว่า 10 ปี
  • มีการจ่ายผลประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ โดยกำหนดช่วงอายุการจ่ายผลประโยชน์เป็น 55-85 ปี และต้องจ่ายเบี้ยประกันครบแล้วก่อนรับผลประโยชน์เงินบำนาญ


3. ประกันสุขภาพตนเอง

ประกันสุขภาพก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นเดียวกับประกันชีวิต โดยใช้ได้ทั้ง

  • ประกันสุขภาพ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล กรณีเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ
  • ประกันภัยอุบัติเหตุ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเมื่อประสบอุบัติเหตุ รวมถึงการสูญเสียอวัยวะ กระดูกแตกหัก ทุพพลภาพ
  • ประกันภัยโรคร้ายแรง คุ้มครองเมื่อตรวจเจอโรคร้ายแรงบางชนิด เช่น โรคมะเร็ง
  • ประกันภัยการดูแลระยะยาว คุ้มครองกรณีที่ผู้เอาประกันไม่สามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้ด้วยตนเอง เช่น การเปลี่ยนจากนอนไปนั่ง การเดิน การแต่งกาย การอาบน้ำชำระร่างกาย การรับประทานอาหาร (ต่อเนื่องติดต่อกันไม่น้อยกว่า 180 วัน)


4. ประกันสุขภาพของพ่อแม่

ประกันสุขภาพของพ่อแม่ของเราเองหรือพ่อแม่ของคู่สมรส เป็นอีกประกันที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ โดยผู้มีเงินได้ต้องแจ้งความประสงค์ที่จะใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้ต่อผู้รับประกันภัยที่ได้เอาประกันไว้


เงื่อนไข : การลดหย่อนภาษีประกันสุขภาพของพ่อแม่

  • เป็นประกันสุขภาพ เฉพาะบริษัทประกันในประเทศไทย
  • สำหรับประกันสุขภาพพ่อแม่เราหรือคู่สมรส โดยต้องเป็นลูกตามกฎหมาย (ลูกบุญธรรมไม่ได้)
  • พ่อแม่ต้องมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท
  • เราอยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีนั้นๆ


ตารางอธิบายประกันลดหย่อนภาษี แต่ละแบบรวมแล้วไม่เกินเท่าไหร่ ?

ประเภทของประกัน

ความคุ้มครอง

ลดหย่อนภาษีได้

1.ประกันชีวิตแบบทั่วไป

ประกันชีวิต / ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

ลดหย่อนได้ตามเบี้ยประกันที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

2.ประกันชีวิตแบบบำนาญ

ประกันชีวิตชนิดเก็บเงินไว้ใช้หลังจากเกษียณ

ลดหย่อนได้ตามเบี้ยประกันที่จ่ายจริง สูงสุด 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับ SSF RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี

3. ประกันสุขภาพตนเอง

ประกันสุขภาพ / ประกันภัยอุบัติเหตุ / ประกันโรคร้าย / ประกันภัยการดูแลระยะยาว

ลดหย่อนภาษีได้ตามเบี้ยประกันที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไป (ข้อ 1) แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

4. ประกันสุขภาพของพ่อแม่

สุขภาพของพ่อแม่ของเรา / คู่สมรส

ลดหย่อนได้ตามเบี้ยประกันที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี


วิธีคำนวณจากฐานภาษี ซื้อประกันลดหย่อนภาษีให้คุ้มที่สุด

สำหรับมนุษย์เงินเดือนหรือผู้มีรายได้ที่อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษีและกำลังมองหาประกันที่ใช้ลดหย่อนภาษี แนะนำ 3 ขั้นตอนประกันลดหย่อนภาษีให้คุ้มที่สุด ดังนี้


ขั้นตอน ที่ 1 ประเมินเงินภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละปี

สำหรับคนที่มีรายได้ประจำ หรือมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ทางเดียว อาจจะประเมินง่ายกว่า เพราะคิดจากเงินเดือนกับเงินโบนัสที่ได้จากบริษัท แล้วดูค่าใช้จ่ายกับค่าลดหย่อนภาษีประจำปี แล้วลองดูว่าซื้อประกันลดหย่อนภาษีได้เท่าไร ใน ขั้นตอน ต่อไป


ขั้นตอน ที่ 2 เลือกประกันที่ใช้ลดหย่อนภาษี

ประกันที่จะใช้ลดหย่อนภาษี ตามรูปแบบที่กล่าวมาข้างต้น โดยคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จริง ไม่ใช่คิดจากผลพลอยได้จากการใช้ลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียว


ขั้นตอน ที่ 3 เลือกจ่ายเบี้ยประกันให้คุ้มที่สุด

เมื่อรู้แล้วว่าจะซื้อประกันลดหย่อนภาษีตัวไหนดี ก็ถึงเวลาเลือกราคาของเบี้ยประกันภัยที่ต้องการใช้ในการคุ้มครอง โดยทั่วไปแล้วแนะนำให้ซื้อประกัน 10-20% ของรายได้เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงิน และเลือกซื้อประกันลดหย่อนภาษีที่ตอบโจทย์ความต้องการและรองรับความเสี่ยงของเรา หากต้องการซื้อประกันที่ลดหย่อนภาษีได้เยอะ อาจจะเพิ่มในส่วนของประกันชีวิตบำนาญ หรือประกันชีวิตสะสมทรัพย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มเงินออมและช่วยให้เราสามารถเกษียณได้อย่างมั่นคง

นอกจากนี้ การจ่ายเบี้ยประกันผ่านบัตรเครดิต KTC ยังดีกว่าการจ่ายเป็นเงินสด เพราะนอกจากจะได้เรื่องความสะดวก ป้องกันการลืม ยังได้สิทธิประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น





กรณีชำระเต็มจำนวน

  • เลือกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 1% หรือคะแนนพิเศษเพิ่ม 25% เมื่อชำระเบี้ยประกันทั้งปีแรกและปีต่ออายุ ผ่านบัตรเครดิต KTC

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่




  • รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 13% เมื่อชำระค่าเบี้ยประกันภัยด้วยบัตรเครดิต KTC
  • รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่




โปรโมชั่นผ่อนเบี้ยประกันทั้งเบี้ยปีแรกและปีต่ออายุ

  • ผ่อนเบี้ยปีแรก 0% นานสูงสุด 6 เดือน
  • ผ่อนเบี้ยปีต่อ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ทั้งเบี้ยปีแรกและปีต่ออายุ กับบัตรเครดิต KTC
  • รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่

แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะให้ความสนใจซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีกันในช่วงปลายปี เพราะคำนวณภาษีได้ค่อนข้างแม่นยำแต่รู้หรือไม่ว่า การซื้อประกันสำหรับลดหย่อนภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เราสามารถวางแผนจัดการการเงินได้ดีกว่า รวมถึงประกันบางชนิดอาจต้องใช้เวลาในการอนุมัติ หากตัดสินใจช้าเกินไปก็อาจจะไม่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ทันภายในปีนี้

และสำหรับผู้ที่อยากได้สิทธิพิเศษที่มีให้สำหรับสมาชิกบัตรเครดิต KTC เท่านั้น ก็สามารถสมัครบัตรเครดิตออนไลน์ได้เลยโปรโมชั่น ส่วนลด กับพาร์ทเนอร์ชั้นนำมากมายรออยู่


ใช้จ่าย คุ้มค่า นึกถึงบัตรเครดิต KTC