1.
2.
3.
5.
กลุ่มบริษัทมีโครงสร้างเงินทุนที่มั่นคงและมีการกระจายแหล่งเงินทุนที่หลากหลายทั้งจากธนาคารพาณิชย์ไทย บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกัน และกองทุนต่าง ๆ ทั้งนี้ ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 มีเงินกู้ยืมรวมทั้งสิ้น 54,428 ล้านบาท (รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) สัดส่วนโครงสร้างเงินทุนส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมระยะยาว 59% และเงินกู้ยืมระยะสั้น (รวมเงินกู้ยืมและหุ้นกู้ระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปี) 41% แบ่งเป็น เงินกู้ยืมระยะสั้นจากธนาคารกรุงไทยและบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน จำนวน 3,550 ล้านบาท เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินอื่น จำนวน 6,350 ล้านบาท เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารกรุงไทย จำนวน 10,000 ล้านบาท และหุ้นกู้จำนวน 34,148 ล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วน 63% ของเงินกู้ยืม) ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและความสามารถในการเข้าถึงตลาดตราสารหนี้ของบริษัทได้เป็นอย่างดี
นอกเหนือจากการบริหารโครงสร้างเงินทุนแล้ว กลุ่มบริษัทยังคงเน้นรักษาวินัยทางการเงินที่ดี สะท้อนจากอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ลดลงมาอยู่ที่ 1.43 เท่า จาก 1.64 เท่า ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า การลดลงดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากการสะสมกำไรที่ช่วยเพิ่มฐานเงินทุนให้แข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต และการลดลงของเงินกู้ยืมเพื่อนำมาใช้ในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งสอดคล้องไปกับการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อที่เป็นไปอย่างระมัดระวังท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน
ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าอัตราส่วน D/E อยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับภาระผูกพัน (Debt Covenant) ที่กำหนดไว้ที่ 10 เท่า แสดงถึงความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Flexibility) ที่สูงในการขยายธุรกิจหรือรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต
ในด้านสภาพคล่อง ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 กลุ่มบริษัทมีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ยังไม่เบิกใช้คงเหลือ (Available Credit Line) 21,390 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2569 มีจำนวน 11,330 ล้านบาท จะเห็นได้ว่าบริษัทมีสภาพคล่องที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับภาระหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด ซึ่งแสดงถึงสถานะสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ในระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำมาก
6.
จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 พบว่ายอดลูกหนี้บัตรเครดิตของอุตสาหกรรมทรงตัวอยู่ที่ 484,860 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 864,325 ล้านบาท เติบโต 1.3% (YoY) และปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของอุตสาหกรรมสำหรับครึ่งแรกของปี 2569 เท่ากับ 1,151,522 ล้านบาท ขยายตัว 2.7% (YoY) ซึ่งต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเคทีซีที่มีปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 153,421 ล้านบาท โดยขยายตัวถึง 4.7% (YoY)
ท่ามกลางภาวะอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำและความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ เคทีซียังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลักไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เคทีซีรักษาส่วนแบ่งตลาดลูกหนี้บัตรเครดิตและลูกหนี้สินเชื่อบุคคลไว้ใกล้เคียงระดับเดิมที่ 14.4% และ 4.2% (ตามลำดับ) พร้อมทั้งขยายส่วนแบ่งตลาดด้านปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นเป็น 13.3% จาก 13.1% ของงวดเดียวกันปีก่อนหน้า
ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2569 เคทีซีมีสมาชิกทั้งสิ้น 3,806,784 บัญชี แบ่งเป็นบัตรเครดิต 3,092,023 บัตร เพิ่มขึ้น 9.9% (YoY) และเคทีซีมีสมาชิกสินเชื่อบุคคลจำนวน 714,761 บัญชี เพิ่มขึ้น 2.8% (YoY)
7.
บริษัทให้ความใส่ใจกับทุกๆ ขั้นตอนของการดำเนินงาน โดยมีการคัดกรองตั้งแต่ขั้นตอนการอนุมัติบัตร รวมถึงกระบวนการติดตามหนี้ อีกทั้งมีทีมผู้บริหารที่มีความใส่ใจในกระบวนการติดตามหนี้ของบริษัทอยู่เสมอ สำหรับหนี้สูญได้รับคืนในงวดครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1,890 ล้านบาท ลดลง 5.0% (YoY) อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงรักษาประสิทธิภาพในการติดตามหนี้ได้เป็นอย่างดีท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทายในปัจจุบัน
8.
กลุ่มบริษัทยังคงรักษาความแข็งแกร่งของพอร์ตสินเชื่อสะท้อนผ่านอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (%NPL) ในไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ระดับ 1.86% ซึ่งอยู่ในกรอบของเป้าหมายที่วางไว้ และยังคงรักษาระดับใกล้เคียงเดิม เมื่อเปรียบเทียบจากไตรมาส 2 ของปีก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 1.83% โดยมี %NPL ตามงบการเงินเฉพาะกิจการอยู่ที่ระดับ 1.62% เป็นผลมาจากการบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ ตลอดจนการรักษามาตรฐานในการคัดกรองลูกหนี้และอนุมัติสินเชื่ออย่างเคร่งครัด ส่งผลให้ Credit Cost สำหรับงวดครึ่งแรกของปี 2569 ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 5.0% ลดลงจาก 5.8% และงบเฉพาะกิจการอยู่ที่ 5.0% ลดลงจาก 5.7% เทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ตามลำดับ
สำหรับอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPL Coverage Ratio) ในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ในระดับสูงที่ 426.3% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ของปีก่อนหน้าที่ระดับ 419.9% ขณะที่อัตราส่วนดังกล่าวตามงบเฉพาะกิจการอยู่ที่ระดับ 459.6% ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงสะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังรอบคอบเพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
9.
10.
11.
เคทีซีได้นำแนวคิดด้านความยั่งยืน ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มาบูรณาการและขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ เป็นธรรม และโปร่งใส โดยมุ่งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์และสร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน พร้อมลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสู่การนำพาองค์กรและประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนดังกล่าวสะท้อนผ่านคำมั่นด้านความยั่งยืน 3 ประการ ได้แก่ Better Products & Services, Better Quality of Life และ Better Climate ภายใต้กลยุทธ์และกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัททั้ง 5 ด้าน ดังนี้
ความเป็นเลิศด้านธรรมาภิบาล Governance Excellence
ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดมั่นจริยธรรมทางธุรกิจ สร้างระบบบริหารจัดการความเสี่ยงและระบบบริหารจัดการข้อมูลที่รัดกุมเพื่อรองรับการดำเนินงานและการรายงานอย่างมีคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
การเติบโตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม Green Growth
ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมผ่านแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งในองค์กรและห่วงโซ่อุปทานผ่านผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการขับเคลื่อนตามนโยบายแห่งชาติที่มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050
การสร้างคุณค่าทางสังคมอย่างรับผิดชอบและทั่วถึง Responsible & Inclusive Finance
พัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าทุกกลุ่มให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม พร้อมส่งเสริมความรู้ทางการเงินเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับสังคมไทย พร้อมมุ่งเน้นการผลักดันศักยภาพบุคลากรให้เป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนการเคารพสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับองค์กรและระดับสังคม
การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน Digital SD Innovation
ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างคุณค่า ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยและคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันขององค์กรอย่างยั่งยืนในโลกยุคดิจิทัล
การส่งเสริมความยั่งยืนให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร Culture Transformation
สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มี “Mindset ด้านความยั่งยืน” ให้ซึมซับอยู่ในทุกกระบวนการทำงานของพนักงานทุกระดับ ผ่านการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดระดับองค์กรและหน่วยธุรกิจ สนับสนุนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและการมีส่วนร่วมของพนักงาน เพื่อให้ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจของเคทีซีอย่างแท้จริง
เคทีซีร่วมสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.ktc.co.th/sustainability-development
13.
➢ เป้าหมายและการเติบโตของบริษัท
ในช่วงครึ่งปีแรกกลุ่มบริษัทสามารถสร้างผลการดำเนินงานโดยมีการทำกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่องให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม พร้อมทั้งรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งอยู่ในกรอบของเป้าหมายที่ได้วางแผนไว้ โดยคาดว่า อัตราส่วนหนี้ด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (% NPL ) ไม่เกินกว่า 2% อัตราการเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเท่ากับ 5% และรักษาระดับมูลค่าพอร์ตสินเชื่อให้อยู่ในระดับที่ได้กำหนดไว้ นอกจากนี้ บริษัทยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของสมาชิกและลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวน โดยกลุ่มบริษัทได้มุ่งยกระดับการดำเนินงานสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเร่งการทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงท้าทาย
➢ แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนของ ธปท. และ ผลกระทบ
เคทีซีดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธปท. ที่ 3/2568 เรื่อง การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างบทบาทของผู้ให้บริการในการรับผิดชอบลูกค้าตลอดวงจรหนี้อย่างเหมาะสม โดยเคทีซีพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ลูกหนี้แต่ละรายให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และไม่ทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากภาระหนี้เดิมเกินสมควร ตัวอย่างมาตรการช่วยเหลือ ได้แก่ การปรับลดอัตราผ่อนชําระขั้นต่ำ การเปลี่ยนประเภทหนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้เงินกู้สินเชื่อบุคคลระยะยาว มาตรการลดภาระการเงินโดยเครดิตดอกเบี้ยคืนเข้าบัญชีบัตรเครดิตของลูกหนี้ การให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เรื้อรัง (Severe Persistent Debt) การขยายระยะเวลาผ่อนผันชำระหนี้ และการปรับลดค่างวด เป็นต้น
ตลอดจนเคทีซีให้ความร่วมมือกับธปท.ในโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ทยอยออกมาตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็น การ เข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” หรือ เข้าร่วมโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งแม้จะสิ้นสุดระยะเวลาการลงทะเบียนไปแล้ว บริษัทก็ดำเนินการตามขั้นตอนช่วยเหลือจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการ
อีกทั้งในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์ การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ เพื่อกำหนดมาตรฐานการเรียกเก็บค่าบริการของสถาบันการเงิน โดยครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ โดยมีผลกระทบต่อเคทีซี 1 รายการ คือ การปรับลดค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต จากเดิมที่เคยคิดที่ 3.0% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน จะลดลงเหลือ 2.5% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่า การดำเนินการตามโครงการฯ ดังกล่าวหรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งหมดข้างต้น จะไม่ส่งผลกระทบที่เป็นนัยสำคัญต่อภาพรวมของผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท สามารถดูรายละเอียดแนวทางการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม ได้ที่ลิงก์ https://www.ktc.co.th/about/news/measure