1.
โครงสร้างการถือหุ้นของกลุ่มบริษัท
บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจหลักด้านบัตรเครดิต ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจบัตรเครดิต ธุรกิจร้านค้ารับบัตร การให้บริการรับชำระเงินแทน และธุรกิจสินเชื่อบุคคล นอกจากนี้ เพื่อให้บริษัทมีการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคม บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อให้มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครบวงจรซึ่งครอบคลุมธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ และธุรกิจเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในการสร้างผลตอบแทนระยะยาวอย่างยั่งยืน
2.
ธุรกิจหลักของบริษัท
3.
แหล่งที่มาของรายได้
5.
แหล่งที่มาของเงินกู้ยืม และ ภาระผูกพันในการก่อหนี้
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 กลุ่มบริษัทมีโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งและมีการกระจายแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย โดยมีเงินกู้ยืมรวมทั้งสิ้น 58,081 ล้านบาท (รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) สัดส่วนโครงสร้างแหล่งเงินทุนส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมระยะยาว 59% และมีเงินกู้ยืมระยะสั้น (รวมส่วนของเงินกู้ยืมและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปี) ในสัดส่วน 41% เคทีซีมีแหล่งที่มาของเงินกู้ยืมที่หลากหลาย ทั้งจากธนาคารพาณิชย์ไทย บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกัน และกองทุนต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้นจากธนาคารกรุงไทยและบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน จำนวน 2,860 ล้านบาท สถาบันการเงินอื่น จำนวน 6,100 ล้านบาท เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารกรุงไทย จำนวน 9,500 ล้านบาท และหุ้นกู้จำนวน 39,304 ล้านบาท โดยในส่วนของหุ้นกู้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 68% ของเงินกู้ยืมรวมชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและความสามารถในการเข้าถึงตลาดตราสารหนี้ของบริษัทได้เป็นอย่างดี
นอกเหนือจากการบริหารโครงสร้างเงินทุนแล้ว กลุ่มบริษัทยังคงเน้นรักษาวินัยทางการเงินที่ดี สะท้อนจากอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ที่ลดลงมาอยู่ที่ 1.64 เท่า จาก 1.97 เท่าในไตรมาส 2/2567 โดยการลดลงนี้มีปัจจัยหลักสองส่วนคือ 1) การสะสมกำไรที่แข็งแกร่งซึ่งช่วยเสริมสร้างส่วนของผู้ถือหุ้นให้เติบโต และ 2) ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวซึ่งส่งผลให้การขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้บริษัทไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มการกู้ยืมเพื่อนำมาใช้ปล่อยสินเชื่อใหม่มากนัก ทั้งนี้ อัตราส่วน D/E ที่อยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับภาระผูกพัน (Debt Covenant) ที่กำหนดไว้ที่ 10 เท่า แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Flexibility) ที่สูงในการขยายธุรกิจหรือรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต
ในด้านสภาพคล่อง ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 กลุ่มบริษัทมีวงเงินสินเชื่อคงเหลือ (Available Credit Line) ที่ยังไม่เบิกใช้ แบ่งเป็น วงเงินกู้ยืมระยะสั้นคงเหลือทั้งสิ้น 20,780 ล้านบาท และมีวงเงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารกรุงไทยคงเหลืออีกจำนวน 2,000 ล้านบาท ในขณะที่มีภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จำนวนทั้งสิ้น 10,000 ล้านบาท สภาพคล่องในมือที่สูงกว่าภาระหนี้ที่ใกล้ครบกำหนดถึง 2.2 เท่า นี้ ชี้ให้เห็นถึงสถานะสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง
6.
ธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลของบริษัทเทียบกับอุตสาหกรรม
ท่ามกลางแนวโน้มดังกล่าว อุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคโดยรวมยังคงชะลอตัว สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งที่อยู่ที่ระดับ 52.7 (หากค่าดัชนีอยู่ในระดับ 50 ขึ้นไป หมายถึงผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ) ซึ่งลดลงจาก 54.2 ในเดือนพฤษภาคม 2568 และเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 28 เดือน จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ครี่งแรกของปี 2568 พบว่ายอดลูกหนี้บัตรเครดิตของอุตสาหกรรมรวมอยู่ที่ 457,560 ล้านบาท หดตัวลง 2.5% (YoY) และยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 851,712 ล้านบาท หดตัวลงเล็กน้อย 0.9% (YoY) อย่างไรก็ตาม ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของอุตสาหกรรมในรอบ ครึ่งแรกของปี 2568 ยังคงขยายตัวได้ 0.7% (YoY)
ในสภาวะที่ตลาดโดยรวมหดตัวหรือเติบโตอย่างชะลอตัว เคทีซียังสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่โดดเด่นและชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นได้ในทุกผลิตภัณฑ์หลัก สำหรับครึ่งแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีรายละเอียดดังนี้
- ด้านลูกหนี้บัตรเครดิต: ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 15.3% จาก 14.7%
- ด้านปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร: ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 13.2% จาก 12.7%
- ด้านลูกหนี้สินเชื่อบุคคล: ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 4.2% จาก 4.0%
การเติบโตของส่วนแบ่งตลาดในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถในการแข่งขันและกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพของ KTC ในการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรม
7.
การติดตามหนี้ของบริษัท
บริษัทให้ความใส่ใจกับทุกๆ ขั้นตอนของการดำเนินงาน โดยมีการคัดกรองตั้งแต่ขั้นตอนการอนุมัติบัตร รวมถึงบริษัทมีกระบวนการติดตามหนี้ที่ดี อีกทั้งมีทีมผู้บริหารที่มีความใส่ใจในกระบวนการติดตามหนี้ของบริษัทอยู่เสมอ บริษัทจึงสามารถจัดเก็บหนี้ได้ดีและมีคุณภาพสินเชื่อที่ดี โดยในไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 992 ล้านบาท ลดลง 2.3% (YoY) การลดลงนี้ไม่ได้สะท้อนถึงประสิทธิภาพการติดตามหนี้ที่ลดลง แต่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการตัดหนี้สูญให้เร็วขึ้นซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 จึงมีการตัดหนี้สูญจำนวนสูงในช่วงแรกที่ถือปฏิบัติ (One-Time write-off)
8.
คุณภาพสินเชื่อของบริษัทและการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
กลุ่มบริษัทสามารถบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวชี้วัดความเสี่ยงด้านเครดิตที่ปรับตัวดีขึ้นตามอัตราส่วนทางการเงินด้านคุณภาพสินทรัพย์ดังนี้
อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (%NPL) ของกลุ่มบริษัท ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.83% จากระดับ 1.97% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการหนี้อย่างมีวินัย เมื่อพิจารณางบการเงินเฉพาะกิจการ ตัวเลขยิ่งสะท้อนความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยมี %NPL อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.53% (ลดลงจาก 1.68% ในช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า) ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าพอร์ตสินเชื่อหลักของบริษัท ซึ่งได้แก่บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล มีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี
ในด้านการตั้งสำรอง อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPL Coverage Ratio) ของกลุ่มบริษัท เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 419.9% จาก 363.3% ในปีก่อนหน้า และสำหรับงบเฉพาะกิจการ อัตราส่วนนี้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นที่ 470.5% การมี NPL Coverage Ratio ในระดับสูงนี้สะท้อนถึงการตั้งสำรองด้วยหลักความระมัดระวังเพื่อให้มั่นใจถึงความเพียงพอที่จะสามารถรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเงินของกลุ่มบริษ้ท
สำหรับ Credit Cost ของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 2 ลดลงเป็น 5.7% จาก 6.4% และในครึ่งแรกปี 2568 ลดลงเป็น 5.8% จาก 6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน Credit Cost ตามงบเฉพาะกิจการเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า สำหรับไตรมาส 2 ปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 5.6% จาก 6.3% และสำหรับครึ่งแรกปี 2568 ลดลงเป็น 5.7% จาก 6.3% การลดลงดังกล่าวเป็นผลจากคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมดีขึ้น และเมื่อพิจารณารวมกับอัตราส่วน NPL ที่ปรับตัวลดลงและ NPL Coverage Ratio ที่อยู่ในระดับสูง ก็สะท้อนถึงการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมได้ดี
9.
ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขี้น
10.
นโยบายการจ่ายเงินปันผล
11.
กลยุทธ์ของเคทีซีที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน
กลยุทธ์ของเคทีซีได้นำแนวคิดด้านความยั่งยืนมาบูรณาการกับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ พร้อมทั้งพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองต่อผู้มีส่วนได้เสียและเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างธุรกิจภาคการเงินให้เข้มแข็งนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีรายละเอียดกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของบริษัทดังนี้
มิติเศรษฐกิจ (Better Products and Services)
เคทีซีดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เป็นธรรมตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตั้งอยู่บนพื้นฐานการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม เน้นการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัยและคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว พร้อมนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่หลากหลาย เพื่อสร้างความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีให้กับสมาชิก
มิติสังคม (Better Quality of Life)
เคทีซีพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่หลากหลายเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้า ทำให้สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทได้อย่างเหมาะสม ตรงกับความต้องการและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม นอกจากนี้ เคทีซียังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความรู้ทางการเงินเพื่อสนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย รวมถึงพัฒนาบุคลากรในองค์กรเพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงสนับสนุนการเคารพสิทธิมนุษยชนในสังคม
มิติสิ่งแวดล้อม (Better Climate)
เคทีซีดำเนินธุรกิจควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำด้วยการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
เคทีซีร่วมสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์
https://www.ktc.co.th/sustainability-development
13.
ประเด็นที่น่าสนใจในปัจจุบัน
➢ เป้าหมายและการเติบโตของบริษัท
➢ แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนของ ธปท. และ ผลกระทบ
เคทีซี ดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางตามประกาศของ ธปท. ที่ 3/2568 เรื่อง การให้สินเชี่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างบทบาทของผู้ให้บริการในการรับผิดชอบลูกค้าตลอดวงจรหนี้อย่างเหมาะสม โดยเคทีซีพิจารณาลูกหนี้แต่ละรายให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และไม่ทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากภาระหนี้เดิมเกินสมควร ตัวอย่างมาตรการช่วยเหลือ ได้แก่ การเปลี่ยนประเภทหนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้เงินกู้สินเชื่อบุคคลระยะยาว มาตรการลดภาระการเงินโดยเครดิตดอกเบี้ยคืนเข้าบัญชีบัตรเครดิตของลูกหนี้การขยายระยะเวลาชำระหนี้ การปรับลดค่างวด เป็นต้น สามารถดูรายละเอียดแนวทางการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ได้ที่ลิงก์: https://www.ktc.co.th/about/news/measure
นอกจากนี้ ในฐานะที่เคทีซีเป็น Non-Bank ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมสนองต่อนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการให้ความร่วมมือในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 1 โดยกลุ่มบริษัทได้ขยายความช่วยเหลือเข้าสู่โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่ 2 เพื่อสนับสนุนลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่มีโอกาสรอดให้สามารถฟื้นตัวกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ เมื่อรายได้ฟื้นตัว ก็สามารถปิดจบหนี้ได้ โดยสมาชิกที่เข้าเกณฑ์สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่าน https://www.ktc.co.th/khunsoo ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2568
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ประเมินว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งหมดข้างต้นจะไม่ส่งผลกระทบที่เป็นนัยสำคัญต่อภาพรวมผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท
➢ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นจากรายการซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Big Lot)
ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2568 มีรายการซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Big Lot) ของหลักทรัพย์เคทีซี โดยในวันที่ 25 มิถุนายน 2568 เป็นจำนวน 129,204,600 หุ้น และ ในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เป็นจำนวน 243,262,200 หุ้น หรือคิดเป็น 5.01% และ 9.45% ของทุนจดทะเบียนตามลำดับ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท จะเห็นได้ว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นมีการกระจายตัวมากขึ้น โดยมีสัดส่วนการถือครองโดยนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่กว้างขึ้นต่อปัจจัยพื้นฐานและศักยภาพการเติบโตของบริษัทจากกลุ่มนักลงทุนที่หลากหลายดังตารางด้านล่างนี้
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กลุ่มบริษัทยังคงแสดงให้เห็นถึงปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีผลดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมี บมจ.ธนาคารกรุงไทย ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นลำดับที่ 1 และให้การสนับสนุนกลุ่มบริษัทเช่นเดิม ทั้งนี้โครงสร้างคณะกรรมการบริษัท โครงสร้างผู้บริหาร รวมถึงนโยบายการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด กลุ่มบริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินงานด้วยความโปร่งใส สร้างพอร์ตคุณภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง